เซี่ยชิงหลี ดรุณีเปลี่ยนชะตาพลิกอนาคต: ตอนที่ 7 อาเหิงไม่กินงู ตอนที่ 7
ชายหนุ่มรีบกระโดดแผล็วลงมาจากก้อนหินทันทีเมื่อมองเห็นหญิงสาว เซี่ยชิงหลีถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เขาไม่เสียเปรียบให้เด็กอันธพาลในหมู่บ้าน
"ภรรยาดูสิอาเหิงผดุงความยุติธรรม อาเหิงตีพวกเขาเพราะพวกเขาว่าร้ายภรรยา"
หญิงสาวเขย่งเท้าเอื้อมมือลูบหัวชายหนุ่มที่สูงกว่าตน การกระทำของนางราวกับกำลังเอ่ยชมสัตว์เลี้ยงตัวน้อยที่ทำความดี หญิงสาวเหลือบมองอันธพาลเหล่านั้นด้วยหางตา จากนั้นจูงมืออาเหิงกลับเรือนโดยไม่แยแสอาการบาดเจ็บของพวกเขา
ภายหลังจากทั้งสองกลับมาที่เรือนได้เพียงไม่นาน สะใภ้บ้านอู่ก็มาโวยวายที่เรือนตระกูลเซี่ยทันที แม้นางจะทำเช่นนั้นประตูใหญ่บ้านเซี่ยก็ยังคงปิดสนิท นางโวยวายด่าทออยู่กว่าหนึ่งชั่วยามเมื่อไม่เห็นคนออกมาสุดท้ายสะใภ้บ้านอู่จึงยอมแพ้กลับไป
วันต่อมา
บ้านรองที่เคยลั่นวาจาว่าจะไม่ยอมทำงานอีกแล้ว ทั้งหมดได้ทำตามที่พูดจริงๆ ไม่มีใครตื่นขึ้นมาทำอาหารในตอนเช้าสักคน สะใภ้ใหญ่แม้จะรู้สึกโมโหจนตัวสั่น ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่เซี่ยชิงหลีกระทำเมื่อวานก็ไม่กล้าเข้าไปรบกวนบ้านรองอีก ต้องรอให้แม่เฒ่าหวังฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ จากนั้นค่อยหาทางเล่นงานพวกเขาอีกครั้ง
เซี่ยชิงหลีตื่นขึ้นในช่วงสายของวันใหม่ นางไม่เคยรู้สึกว่าได้นอนหลับอย่างเต็มตาเช่นนี้นานแล้ว ชีวิตในสงครามที่มีแต่การฆ่าฟันทำให้นางไม่สามารถนอนหลับสนิทได้ ทุกวันต้องคอยหวาดระแวงว่าเมื่อใดจะเกิดการต่อสู้ขึ้น
หลังผ่านเหตุการณ์มากมายนางก็ยินดียอมรับชะตากรรมที่ผ่านเข้ามา จากนี้ครอบครัวใหม่ของนางจะต้องใช้ชีวิตให้ดี แต่ก่อนหน้านั้นต้องอิ่มท้องเสียก่อน
เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา พบว่าแม่พี่ชายและน้องสาวออกไปข้างนอกหมดแล้ว ตอนนี้ในเรือนเหลือเพียงนางและอาเหิงที่นั่งรออยู่นอกกระท่อมให้นางตื่นอย่างซื่อสัตย์
"ภรรยาตื่นแล้ว"
ชายหนุ่มวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหานาง หากตาไม่ฝาดเซี่ยชิงหลีราวกับมองเห็นหางน้อยๆ ที่ติดอยู่ด้านหลังของเขากำลังกระดิกไปมา ร่างบางยกยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเอ็นดู ในใจคิดว่าหากเขาหายดีกลับมาเป็นปกติจะมีนิสัยเช่นไรกันนะ นางนึกไม่ออกจริงๆ
"อื้ม...ข้าตื่นแล้ว อาเหิงหิวหรือไม่ วันนี้เราขึ้นเขาหาไก่ป่ากันดีไหม"
"ดี! อาเหิงเชื่อภรรยา กินไก่ป่าย่างหอมฉุย"
แม้จะมีท่าทางเหมือนเด็ก ทว่านางกลับรู้สึกว่าชายหนุ่มนั้นช่างบริสุทธิ์ประดุจน้ำใส ไม่อยากให้มีสิ่งใดมาทำให้แปดเปื้อน แม้แต่ตนเองก็ตามที
คนทั้งสองเดินออกจากเรือนตระกูลเซี่ยพร้อมกัน เซี่ยจิ่งเฉิงที่พึ่งทะเลาะกับมารดาเดินกระทืบเท้าออกมานอกเรือนทันได้เห็นด้านหลังของสองคนที่กำลังเดินขึ้นเขา
"เหอะ! ไอ้พวกสวะ"
ชายหนุ่มสบถออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ วันนี้เป็นวันที่เขาต้องกลับไปยังสำนักศึกษา ทว่าเมื่อขอเงินจากมารดาห้าตำลึงนางกลับมีให้เพียงสองตำลึงเท่านั้น แล้วอย่างนี้เขาที่นัดเหล่าสหาย ให้มารวมตัวกันที่หอกุ้ยเซียงจะไม่เสียหน้าแย่หรือ
"เฉิงเอ๋อ! ฟังแม่พูดก่อน! ถึงแม้แม่จะไม่มีเงินห้าตำลึงให้ลูกแต่ท่านย่ามีไม่ใช่หรือ ลูกไปพูดหวานๆ กับนางสักสองสามคำมีหรือสามตำลึงนั้นนางจะงัดออกมาไม่ได้"
จางซุนโหรวเมื่อเห็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตนแสดงท่าทางไม่พอใจ นางจึงรีบวิ่งตามมา
"แต่ตอนนี้ท่านย่ากำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะบ้านอารอง ท่านแม่คิดจะให้ข้าไปรองรับโทสะจากนางหรือ"
ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อแสดงท่าทางโมโหกว่าเดิม
"ได้!ได้! เช่นนั้นลูกก็ไปอ่านกลอนให้ท่านปู่ฟังสักสองสามบท ลูกก็รู้ท่านปู่ของลูกชมชอบคนมีความรู้ขนาดไหน เรื่องเงินสามตำลึงก็ฝากให้ท่านเป็นคนจัดการ เช่นนี้เป็นอย่างไร"
เมื่อได้รับคำแนะนำจากมารดา เซี่ยจิ่งเฉิงราวกับพบเส้นทางแห่งแสงสว่าง เงินห้าตำลึงนี้เขาจะต้องเอามาให้ได้ ในเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องใช้กลวิธีที่จะได้มา
"เป็นท่านแม่ที่ฉลาดจริงๆ"
สองแม่ลูกพูดคุยด้วยสีหน้าเบิกบาน จากนั้นเซี่ยจิ่งเฉิงก็ทำตามที่มารดาแนะนำทันที ไม่นานเขาก็ได้เงินสามตำลึงจากมือของผู้เฒ่าเซี่ยมาอย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มเก็บของออกเดินทางกลับไปยังสำนักศึกษาเต๋อชุ่นที่ตั้งอยู่ในอำเภอหลิงหนาน ห่างจากหมู่บ้านสือซานกว่าห้าสิบลี้
เซี่ยชิงหลีไม่สนใจว่าคนบ้านเซี่ยจะทำอะไร ตอนนี้นางกำลังขะมักเขม้นทำกับดักวางเอาไว้หลายจุดในภูเขา กับดักเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานที่ท่านอาจารย์ของนางเคยสอนในชาติก่อน
แม้จะคิดว่าตนไม่มีโอกาสได้ใช้เพราะยุคปัจจุบันล้วนรณรงค์ให้อนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก หากต้องการกินเนื้อก็แค่เดินเข้าตลาด ไม่เหมือนที่นี่ ไม่มีเงินก็เหมือนเส้นโลหิตถูกตัดขาด
"มาเถอะอาเหิง พวกเราไปดูทางนั้นกัน"
หญิงสาวกวักมือเรียกชายหนุ่มที่กำลังเก็บผักป่าตามคำสั่งของนาง ชายหนุ่มรีบวางมือวิ่งตรงมายังหญิงสาวอย่างกระตือรือร้น
แม้จะมิได้คาดหวังทว่าในตะกร้าไม้ไผ่ของชายหนุ่มก็มีผักป่ามากกว่าครึ่ง แต่จะให้มาหาของกินเช่นนี้ทุกวันก็คงไม่ไหวอาจต้องหาอาชีพที่มั่นคงเพื่อเลี้ยงครอบครัว
ถึงอย่างนั้นตนเองนอกจากรักษาคนได้บ้างก็ทำอย่างอื่นไม่ค่อยเป็น เรื่องสมุนไพรจีนก็รู้เพียงเล็กน้อย ไม่รู้ยุคโบราณจะมีสมุนไพรเหมือนในยุคปัจจุบันหรือไม่
"เก่งจริงอาเหิง"
หญิงสาวทำท่าจะลูบหัวเขา ทว่าครั้งนี้นางไม่จำเป็นต้องเขย่งเท้า เพราะชายหนุ่มคว้าร่างบางเข้าหาตัว จากนั้นอุ้มนางด้วยแขนข้างเดียวเพื่อให้ตัวของเซี่ยชิงหลีสามารถลูบหัวเขาได้อย่างถนัดมือ
"ภรรยาลูบหัวอาเหิงเร็วเข้า"
ร่างบางหัวเราะเบาๆ ด้วยท่าทางขบขัน เจ้าลูกหมาของนางช่างเป็นคนมักน้อยเสียจริง เพียงชมเขาสองสามประโยคเจ้าหมาน้อยก็ดีใจเสียยิ่งกว่าอะไร
หญิงสาวจูงมือชายหนุ่มเดินเลียบลำธารหวังว่าจะได้อะไรติดมือกลับไปบ้าง เมื่อเห็นผักกูดป่าที่ขึ้นริมน้ำนางก็คิดรายการอาหารเย็นได้ในทันที
"อาเหิง เจ้าช่วยข้าเก็บผักป่าเหล่านี้ได้หรือไม่ ยิ่งมากยิ่งดี"
ร่างบางชี้ไปยังกอผักกูดเหล่านั้นด้วยสีหน้าดีใจ หน้าฝนช่างเป็นช่วงเวลากอบโกยเสียจริง ในระหว่างที่ปล่อยให้ชายหนุ่มเก็บผักป่า สายตาคมกริบของนางก็มองเห็นบางอย่างกำลังดิ้นไหวๆ อยู่อีกฟากหนึ่ง
ลำธารที่ใสกระทั่งมองเห็นก้อนหินและปลาที่กำลังแหวกว่าย หญิงสาวคว้ามีดพร้าที่นำติดตัวมาด้วยเดินลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม เมื่อไปถึงจุดที่มองเห็นเจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถนัดตา นางก็ส่งแรงทั้งหมดฟันฉับลงไปทันใด
ร่างยาวเหยียดลายพร้อยขนาดเท่าแขนเด็กดิ้นพล่าน เลือดสดๆ ไหลไปตามแรงไหวของน้ำ เซี่ยชิงหลีใช้ปลายมีดช้อนร่างที่กำลังจะครึ่งของมันขึ้นมา ปรากฏว่าเจ้าอสรพิษยังคาบปลาตัวเขื่องเอาไว้ในปาก
"อาเหิงเจ้าดูนี้"
หญิงสาวชูร่างงูสิงขึ้นให้ชายหนุ่มดู อาเหิงเห็นงูตัวใหญ่ในมือของนางก็ทำท่าจะวิ่งหนี เซี่ยชิงหลีหัวเราะชอบใจไม่คิดว่าผู้ชายตัวโตจะกลัวงู
หลังจากลอกหนังทำความสะอาด หญิงสาวก็ใช้ใบกล้วยป่าห่อเก็บเอาไว้ในตะกร้า ทั้งสองเก็บผักริมน้ำจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยเหนือศีรษะ เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าคะเนจากสายตาน่าจะใกล้เที่ยงจึงได้วางมือ
"อาเหิงหิวหรือยัง เราไปตรวจดูกับดักก่อนดีหรือไม่"
ชายหนุ่มทิ้งผักป่าในมือวิ่งดุ๊กดิ๊กมาหาหญิงสาว
"ภรรยาอาเหิงไม่กินงู"
ท่าทางของเด็กหนุ่มดูเหมือนจะเข้าใจว่าเที่ยงนี้เซี่ยชิงหลีจะย่างงูให้เขากิน หญิงสาวหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างขบขัน
"เด็กโง่ ใครเขาจะให้เจ้ากินงู ข้าหมายถึงเราไปตรวจดูกับดักกัน จะได้ทำไก่ป่าย่างให้เจ้ากิน ดีหรือไม่"