หมอยาเจ้าเสน่ห์: ตอนที่ 14 ตอนที่ 14
ตอนที่ 14 ใช้พลังปราณฟื้นชีวิตสมุนไพร
สีหน้าของเทียนหยวนซีดเผือดลงเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรเย่เทียนเฟิงก็เป็นศิษย์ของเขา เมื่อถูกผู้อื่นพูดจาเช่นนี้สีหน้าของเขายังจะดูได้อีกหรือ?
“ผู้อาวุโสจ้าว ต่อให้เด็กที่เจ้าทดสอบจะมีพลังแข็งแกร่งเพียงใด ก็มิอาจจะเปรียบกับเย่เทียนเฟิงได้หรอกใช่หรือไม่? นอกจากพรสวรรค์ในด้านวิทยายุทธ์แล้ว เขายังสามารถเป็นนักหลอมยาได้”
เมื่อเห็นสีหน้าดูยากของเทียนหยวนแล้วนั้น ผู้เฒ่าจ้าวก็รู้สึกว่าตนเองอาจจะกล่าวเกินไปนิดหน่อย
“ปรมาจารย์เทียนหยวน ท่านเข้าใจผิดเสียแล้ว ผู้มีพรสวรรค์ผู้นั้นไม่ใช่เด็ก แต่เด็กหญิงสาวอายุประมาณสิบสี่ปีต่างหาก”
“สิบสี่ปีงั้นหรือ?” คิ้วขาวของอู๋อวี๋ขมวดแน่น พูดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ในทุกๆ สามปี พวกเราจัดการประลองขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาทดสอบอย่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด สาวน้อยอายุอานามเพียงนี้ไม่เคยได้รับการทดสอบมาก่อนเชียวหรือ? ผู้อาวุโสจ้าว ตกลงมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
“ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่สาวน้อยผู้นั้นมีพรสวรรค์ไร้สีตามที่ตำนานเคยกล่าวไว้!”
จุดสูงสุดของการฝึกวิทยายุทธ์ก็คือไร้ซึ่งสิ่งใด
ดังนั้น พรสวรรค์ไร้สีจึงเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปมิอาจเอื้อมถึง
อู๋อวี๋ลุกยืนขึ้นทันที สายตาจ้องมองไปที่ผู้อาวุโสจ้าวอย่างแน่นิ่ง “เจ้าพูดจริงหรือ?”
“ข้าพูดจริง” เขาพูดพลางกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง พูดด้วยสีหน้าตกใจว่า “ข้าแน่ใจว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง ถึงตอนนี้ก็มิอยากจะเชื่อว่าได้มีผู้ที่มีพรสวรรค์ไร้สีปรากฏตัวออกมาแล้วถึงหนึ่งคน แถมยังปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาข้าอีก ภายหลังข้ายังได้ให้นางทดสอบพลังจิตอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฏออกมาอย่างชัดเจน หินทดสอบก้อนนั้นได้กลืนกินพลังของนางเข้าไปจนรับไม่ไหว จึงระเบิดออกป็นผุยผง”
อู๋อวี๋อ้าปากค้าง นางทำให้เขาตกใจมากจริงๆ
จากนั้นไม่นาน เขาถึงดึงสติกลับมาจากคำพูดของผู้อาวุโสจ้าวได้ สั่นศีรษะพลางยิ้มขื่นๆ “อยู่ดีๆ ข้าก็มีความคิดที่รับศิษย์สักคนขึ้นมา...”
ร่างของเทียนหยวนสั่นเล็กน้อย ไม่ทันที่เขาจะได้ดึงสติกลับมาจากความตกใจ ก็ถูกคำพูดของอู๋อวี๋ทำให้ตะลึงงันเข้าเสียแล้ว
อาจารย์อู๋อวี๋ผู้นั้น เป็นถึงจ้าวแห่งหมอยาของสำนักอวิ๋นชิง แม้กระทั่งท่านเจ้าสำนักล้วนต้องยอมลงให้แก่เขา เดิมทีบุตรสาวของท่านเจ้าสำนักอยากที่จะไหว้เขาเป็นศิษย์ แต่กลับต้องถูกเขาปฏิเสธกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า
ตอนนี้เขากลับพูดขึ้นว่า เขาอยากรับศิษย์ขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?
แต่ว่าถ้าพูดถึงพรสวรรค์ของสาวน้อยคนนั้นแล้ว มีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นศิษย์ของอาจารย์อู๋อวี๋อย่างแน่นอน มิน่าเล่าถึงให้อาจารย์อู๋อวี๋ผู้ทะเยอทะยานและหยิ่งยโสผู้นี้ถึงขนาดใจเต้นได้
บนถนนสายหนึ่งของเมืองเฟิงเฉิง มู่หรูเยว่หยุดฝีเท้า สายตามองสมุนไพรของร้านโอสถที่ถูกโยนทิ้งขว้างออกมานอกร้านเมื่อสักครู่ คิ้วสวยขมวดมุ่น “ถึงแม้วัตถุดิบยาเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นของหายาก แต่ถูกโยนทิ้งๆ ขว้างๆ เช่นนี้ก็น่าเสียดายนัก”
เหยียนจิ้นจ้องมองนิ่ง “เด็กน้อย ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่หมอยา และก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้มากนัก แต่ไม่ว่าใครก็มองออกว่าใบไม้พวกนั้นมันเริ่มออกสีเป็นสีเหลือง เห็นได้ชัดว่าเหี่ยวเฉาแล้ว ถึงไม่หายแต่ขายไปก็ไม่ได้ราคามิใช่หรือ?”
มู่หรูเยว่ไม่แม้แต่ที่จะใส่ใจเหยียนจิ้น นางเพียงแค่เดินไปที่ข้างๆ ร้านโอสถ เก็บของเหล่านั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“เด็กน้อย เจ้าต้องการของเหี่ยวเฉาเหล่านั้นไปทำอะไรหรือ?” เหยียนจิ้นไม่เข้าใจการกระทำของมู่หรูเยว่เลยจริงๆ
“ข้าพูดแต่แรกแล้วมิใช่หรือ? ข้าจะเอาไปขาย”
นางบรรจุของเหล่านั้นไว้ที่หน้าอก ไม่พูดอะไรให้มากความ พลางหันหลังกลับเดินกลับไปทางเดิม
เมื่อตอนที่มู่หรูเยว่กลับถึงจวนตะกูลมู่ก็เป็นเวลาเย็นย่ำเสียแล้ว เมื่อถึงจวนนางก็เดินตรงไปที่ห้องของตนเองทันที พอเสียงปังดังขึ้นประตูก็พลันปิดลง
เหยียนจิ้นไม่เข้าใจว่านางต้องการที่จะทำอะไร ได้เพียงแต่มองนางตาปริบๆ ด้วยความแปลกใจ
มู่หรูเยว่หยิบวัตถุดิบหลอมยาออกจากอก หรี่ตาเล็กลงพลางครุ่นคิด ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรนั้น มีศาสตร์ที่ว่าด้วยการฟื้นฟูมีวิธีหนึ่งที่สามารถใช้พลังปราณเพิ่มพลังชีวิตให้แก่สมุนไพร สามารถทำให้สมุนไพรที่ใกล้ตายฟื้นชีวิตกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง
ถึงแม้วิทยายุทธ์โบราณและศาสตร์แห่งการฟื้นฟูจะแตกต่างกัน แต่ก็ยังมีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน ไม่รู้ว่าวิธีฟื้นฟูสมุนไพรนี้จะใช้ได้ผลในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรหรือไม่
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ นางจึงวางฝ่ามือลงบนสมุนไพรอย่างแผ่วเบา ลมปราณทีละสาย ค่อยๆ ไหลออกจากฝ่ามือปกคลุมลงบนสมุนไพร......
อันที่จริงมู่หรูเยว่ก็เพียงแค่อยากจะลองดูเท่านั้น เนื่องจากตอนนี้นางยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์เต็มตัว ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นความเป็นไปได้เดียวก็คือนางต้องสอนวิธีนี้การให้กับเหยียนจิ้น ด้วยพลังของเขาแล้ว แผนของนางคงสำเร็จได้อย่างง่ายดาย
แต่ว่า... ผลที่ออกมายังทำให้มู่หรูเยว่เองก็ประหลาดใจ
ภายใต้ขุมพลังอันอบอุ่น สมุนไพรที่เหี่ยวแห้งไปแล้วค่อยๆ ฟื้นกลับมามีชีวิตทีละเล็กทีละน้อย ใบสมุนไพรสีเหลืองตอนนี้กลับเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
เหยียนจิ้นยังคงยืนงงอยู่พักหนึ่ง ด้วยความรู้มากมายและกว้างขวางที่เขามีแล้วนั้น เขายังไม่เคยพบเจออะไรที่อยู่เหนือกฏธรรมชาติมากเช่นนี้มาก่อน
และทำไมเขาถึงรู้สึกว่าพืชพวกนี้มันกลับเติบโตขึ้นอีกด้วย....
“นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?”
มู่หรูเยว่นำมือออก จ้องมองไปที่สมุนไพรที่เติบโตขึ้นอยู่ตรงหน้าของนาง มองตาปริบๆ ด้วยความตกใจ การฟื้นสมุนไพรด้วยลมปราณไม่ใช่แค่ทำให้สมุนไพรฟื้นคืนชีวิตหรอกหรือ? มันกลับช่วยทำให้สมุนไพรเจริญเติบโตได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ทั้งหมดนี่มันจะเหนือความคาดหมายของนางไปกันใหญ่แล้ว
สายตานางส่องประกายวิบวับ ภายในใจคิดวิธีหนึ่งที่พอจะเป็นไปได้ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับพันธสัญญาของตำราโอสถนั่น? นอกจากเหตุผลนี้นางยากที่จะหาอะไรมาอธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ได้อีกแล้ว
ตอนนี้มีเพียงแต่นางต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมา ถ้าหากพัฒนาได้เพียงก้าว แน่นอนว่าความสงสัยทั้งหมดจะถูกคลี่คลายลงก็ได้
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
เมื่อตอนที่แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้าที่ใบหน้างามของมู่หรูเยว่ นางก็ได้พาตัวเองออกมาจากการฝึกฝนถึงแม้ว่าเจ้าของร่างคนก่อนจะเป็นเพียงแค่คนไร้ค่า แต่จากการศึกษาค้นคว้าตำรามาระยะหนึ่งมาไม่น้อย ทำให้นางได้ก้าวเข้าสู่ระดับนี้จนได้
ความแข็งแกร่งไม่อาจเพิ่มขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อยนางก้าวเข้าสู่ชั้นแรกของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานได้สำเร็จแล้ว นางจะไม่เป็นคนที่ยอมให้คนพวกนั้นมาดูถูกเหยียดหยามได้อีก!
ปึง!
ประตูห้องถูกถีบจนเปิดเข้ามา ปรากฏร่างของแม่นมเฒ่านางหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้อง กวาดสายตามองไปทั่วห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม ท้ายสุดสายตาจึงหยุดลงที่หญิงสาวที่ใบหน้าแสดงไว้ซึ่งความเย็นชาคนนั้น
“คุณหนูใหญ่ ท่านเจ้าของบ้านให้เชิญคุณไปพบ!”
เมื่อพูดจบ สายตาโหดร้ายก็จ้องมองมาที่มู่หรูเยว่ และหันหลังกำลังจะเดินจากไป
เหยียนจิ้นหรี่ตาเล็กลง ถึงแม้เจ้าของคนนี้เขาจะไม่ได้เป็นผู้เลือกมาด้วยความเต็มใจนัก แต่อย่างน้อยนางก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของของเขา เหยียนจิ้นผู้นี้ ถ้าเกิดมีใครรู้เข้าว่าเจ้าของของเขาถูกหญิงแก่คนหนึ่งรังแกเข้า เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน?
เสียงหนึ่งดังขึ้น เหยียนจิ้นหลายร่างเป็นกลุ่มแสงสีดำกลุ่มหนึ่ง พุ่งเข้าขนร่างของแม่เฒ่าผู้นั้นเข้าเสียอย่างแรง
พลั่ก!
ร่างกระดุกกระดิกร่างหนึ่งชนเข้าที่หลังของแม่เฒ่า นางที่ถูกชนโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็กลิ้งตกลงจากขั้นบันไดเสียหลายตลบจนลงไปนอนด้านล่างอย่างไม่เป็นท่า
ตอนนั้นเอง กระดูกของนางเกือบหักเสียแล้ว
“โอ๊ย โอ๊ย!” ร่างของแม่เฒ่าลงไปนอนร้องโอดโอยอย่างน่าสงสารอยู่ที่พื้น แม้อยากที่จะลุกก็ยังลุกไม่ไหว เจ็บจนเหงื่อเย็นเฉียบของนางไหลออกมาเสียท่วมตัว
“แม่เฒ่าหวัง! เป็นอะไรเจ้าคะ? นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ?”
สาวใช้เมื่อเห็นดังนั้นก็รีบวางมือจากงานที่นางทำอยู่ แล้วมาช่วยพยุงแม่เฒ่าให้ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เป็นคนผลักข้า เสียแรงที่ยายแก่อย่างข้าทุ่มกายทุ่มใจเพื่อดูแลคนตระกูลมู่ ขนาดที่อุตส่าห์มาเรียกคุณหนูตอนเช้าเช่นนี้ คุณหนูยังทำเช่นนี้กับข้าได้”
แม่เฒ่าหวังพูดกล่าวโทษด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ราวกับว่ามู่หรูเยว่เป็นคนกลั่นแกล้งนางจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น
แต่นางกลับไม่รู้ว่า เมื่อสิ้นคำพูดของนาง สีหน้าของทุกคนแสดงถึงความแปลกประหลาดยิ่งนัก
นางจึงหันหลังกลับไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ เมื่อมองตามสายตาของทุกคนก็พบว่ามู่หรูเยว่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเย็นชา มุมปากยกยิ้มจ้องมองมาที่นาง
เพียงแค่รอยยิ้มเย็นชานั่นก็กลับทำให้คนตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวได้แล้ว!
นับจากตอนที่แม่เฒ่าหวังกลิ้งตกลงไปจนถึงตอนนี้เป็นเวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้น ช่วงระยะเวลาที่สั้นเพียงนี้ ถ้าหากเป็นมู่หรูเยว่ที่ผลักนางตกลงไปจริงๆ แน่นอนว่าไม่สามารถกลับไปนั่งที่เตียงได้เร็วขนาดนั้น
มู่หรูเยว่ก้าวลงจากเตียง สวมรองเท้า ตอนที่นางเดินเข้าไปหยุดยืนที่ข้างตัวของแม่เฒ่านั่นเอง นางกระทืบเท้าเพียงเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มขึ้น แววตาปรากฏความเย็นชาออกมาทันที “อย่าทำให้ข้าโกรธ มิเช่นนั้นเจ้าจะได้ชดใช้อย่างสาสมแน่ เหมือนเมื่อครู่นี้ไง!”
เวลานี้มู่หรูเยว่ดูงดงามพร่างพราวราวไข่มุกเม็ดงามเม็ดหนึ่ง ส่องประกายระยิบระยับไปทั่ว
เพียงชั่วครู่ พวกสาวใช้ต่างพากันตะลึงงัน สาวน้อยผู้เปล่งประกายแต่แฝงด้วยความเย็นชาผู้นี้เป็นคุณหนูมู่หรูเยว่ ของไร้ค่าแห่งจวนตระกูลมู่จริงๆ น่ะหรือ? เหตุใดถึงได้รู้สึกราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้
มู่หรูเยว่ไม่สนใจสายตาใคร นางเพียงยืดตัวขึ้นตรง ใบหน้าเชิดขึ้น แล้วเดินไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูลมู่
เพราะว่าสายตาของทุกคนต่างจับจ้องอยู่ที่ร่างของมู่หรูเยว่ ทำให้ตอนที่นางกำลังเดินจากไปจึงไม่มีใครสังเกตเห็นเจ้าปีศาจน้อยตัวสีดำที่อยู่ที่อกของนางกำลังเงยหน้าขึ้นมา สายตาดำขลับวิบวับฉายแววโหดร้ายอย่างอำมหิต