หมอยาเจ้าเสน่ห์: ตอนที่ 11 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 การทดสอบพรสวรรค์
“แม่นางผู้นั้นเป็นใครกัน? อายุปูนนี้แล้วยังอยากจะเข้าร่วมการทดสอบนี่อยู่อีกหรือ?”
“ฮ่ะๆ ข้าว่าผลการประลองเมื่อหลายปีก่อนของนางคงไม่ดีนัก นางถึงอยากจะลองดูว่าเมื่อเวลาผ่านไปพลังจะแกร่งกล้าขึ้นหรือเปล่า? แต่ว่าพรสวรรค์นะไม่ใช่ร่างกาย จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร?”
“แต่ว่า ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าคุ้นหน้าแม่นางคนนี้นัก เหมือนกับว่าจะเคยเจอที่ไหนมาก่อน......”
คนกลุ่มนั้นต่างพากันมองไปที่มู่หรูเยว่ที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายด้วยสายตาประหลาดใจพลางกระซิบกระซาบ สักพักสายตาเหล่านั้นต่างมองมู่หรูเยว่ด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่คิดปิดบัง
อายุปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้วยังกล้ามาทดสอบ นางช่างไม่สนใจสายตาผู้อื่นเลยหรืออย่างไรกัน?
ไม่แปลกใจที่คนเหล่านี้จะไม่รู้จักมู่หรูเยว่ ถึงแม้ว่าเมื่อหลายปีก่อนนางจะได้ชื่อว่าเป็นคนไร้ค่าอันดับหนึ่งของเมืองเฟิงเฉิงและเป็นคู่หมั้นขององค์รัชทายาทจิ่งอ๋อง เป็นที่รู้จักของคนทั้งเมือง แต่จะทำเช่นไรได้เมื่อทุกครั้งที่นางปรากฏกลับได้รับเพียงแค่การเยาะเย้นถากถาง หรือแม้แต่การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้หลายปีมานี้นางไม่กล้าที่จะออกมาเผชิญหน้ากันกลุ่มคนจำนวนมาก
ดังนั้นความทรงจำเกี่ยวกับนางของหลายๆ คนก็เริ่มที่จะเลือนรางเสียแล้ว...
“หืม ข้าจำนางได้” อยู่ๆ เสียงตกอกตกใจก็ดังขึ้นมาทันที “นี่มันมู่หรูเยว่จากตระกูลมู่ไม่ใช่หรือ? ไม่นานมานี้ข้าไปหามู่ถิงเอ๋อร์ที่จวนตระกูลมู่แล้วก็ได้พบนางเข้า”
“อะไรนะ นางก็คือคนไร้ค่าอันดับหนึ่ง ความอัปยศแห่งตระกูลมู่อย่างนั้นหรือ?”
สิ้นเสียงของคนผู้นั้น สายตาทั้งหลายต่างก็สาดไปที่มู่หรูเยว่อีกครั้ง คราวนี้เพิ่มแววเยาะเย้ยถากถางมากยิ่งขึ้นไปอีก ของไร้ค่า ต่อให้มาทดสอบใหม่อีกร้อยรอบพันรอบ อย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนความไร้ค่านั่นได้หรอก
ภายใต้สายตาทิ่มแทงก็คนเหล่านั้น ร่างของหญิงสาวหน้าตาน่ารักนางหนึ่งก็เดินออกมา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความผิดหวัง ดูท่าทางว่าผลการประลองคงไม่เป็นไปตามใจหวังนัก
“แม่นาง ถึงตาเจ้าแล้ว” สายตาของผู้ดูแลเหลือบมองมู่หรูเยว่เพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นก็หันหลังเดินนำมู่หรูเยว่เข้าไปภายในห้องโถง
ภายในห้องโถงที่แสนโอ่อ่า มีหินสีออกประกายเงินวางอยู่ตรงกลางห้องหนึ่งก้อน ตรงใจกลางของห้องปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งที่มีหนวดเคราขาวกำลังนั่งหลับตานิ่ง จนกระทั่งมู่หรูเยว่เดินเข้ามา เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างไม่เร็วไม่ช้านัก
สายตาเยือกเย็นกวาดมองมู่หรูเยว่พักหนึ่ง เขาลูบเคราขาวของตนเบาๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อนว่า “รู้วิธีโคจรพลังปราณหรือไม่? เจ้าเดินไปที่ข้างหินนั่น มือวางไว้ด้านบนหิน แล้วลองโคจรพลังปราณดู”
มู่หรูเยว่ทำตามคำสั่งของชายผู้นั้น นำมือวางไว้บนหิน นางค่อยๆ หลับตาลง เริ่มนำพลังปราณมาไว้ที่ฝ่ามือของตนเอง
วูบ!
ทันใดนั้นเอง บนหินทองแดงก้อนนั้นก็ส่องแสงสีแดงออกมา
การทดสอบพลังบนหิน โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งลำดับขั้นออกเป็นเพียงไม่กี่ประเภท ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสี คือสีแดง สีแสด สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีคราม และสีม่วง ในลำดับขั้นเหล่านี้สีแดงเป็นสีที่พลังปราณอ่อนที่สุด สีม่วงพลังปราณแข็งแกร่งที่สุด แต่ในตำนานนั้นยังมีอีกลำดับขั้นหนึ่งที่เป็นที่เล่าขานกันมา คือไร้สี
ใช่แล้ว ไร้สีก็คือไม่มีสีใดปรากฏเลย การที่ไม่มีสีปรากฏอยู่นั่นแหละคือพลังสวรรค์ที่แกร่งกล้าที่สุด
“สีแดง” บนใบหน้าของชายผู้นั้นไม่มีแม้แต่สีหน้าใดปรากฏอยู่เลย อย่างไรเสียในดินแดนต้าหลู่แห่งนี้ ผู้ที่มีพลังสวรรค์สีแดงนั้นมีมากที่สุด
พวกคนประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะฝึกพลัง ถึงจะมีโอกาสได้ฝึกพลัง ก็มักจะไม่ได้ผลมากเท่าใดนัก
ในตอนที่เขากำลังเรียกขานคนต่อไปนั้นเอง ลำแสงสีแดงก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทันที
สีแสด! ไม่ผิดแน่ ลำแสงสีแดงเมื่อครู่นี้กลายเป็นสีแสด!
ชายแก่ผู้นั้นตกใจจนอ้าปากค้าง หินทดสอบนี่ไม่ใช่ว่าเพียงแค่พริบตาก็สามารถวัดผลได้แล้วหรอกหรือ? เปลี่ยนสีได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? นี่เขาตกใจยิ่งกว่าเห็นผีเสียอีก
แต่ว่า สีนั่นก็ยังคงเปลี่ยนไปไม่หยุด
สีเหลือง... สีเขียว... สีน้ำเงิน... สีคราม...
ความรู้สึกของชายแก่ผู้นั้นถึงกับด้านชาไปเสียแล้ว ปากของเขาชะงักค้าง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว เมื่อสีเปลี่ยนเป็นสีคราม สีบนหินก้อนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะหยุดนิ่งแต่เพียงเท่านั้น แต่ก็ทำให้เขาตกใจจนพูดไม่ออก
เมื่อสิบห้าปีก่อน สำนักเมฆเขียวได้รับคนจากจากเมืองเฟิงเฉิงหนึ่งนามว่าเย่เทียนเฟิงเข้าเป็นศิษย์ในสำนัก หลังจากนั้นปรมาจารย์เทียนหยวนก็ได้รับเขาเข้าเป็นศิษย์ หนุ่มน้อยผู้นั้นมีพลังสีน้ำเงิน
ทว่า โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นั้นในที่สุดก็หยุดลง
ชายชรายกชาขึ้นดื่มเพื่อหวังให้ช่วยระงับอาการตกใจภายในจิตใจ แต่เมื่อเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อมา มือก็พลันสั่น เกือบทำถ้วยชาในมือพลิกคว่ำ
สีม่วง!
สีนั่นเปลี่ยนเป็นสีม่วงแล้ว!
ชายชราสูดหายใจเข้าลึกๆ อัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์สีม่วง ที่ดินแดนแห่งนี้ยังมีเพียงไม่กี่คน
แต่ว่า การเปลี่ยนแปลงก็ยังไม่สิ้นสุดลง
ประกายแสงสีม่วงค่อยๆ เลือนหายไปจากหินทดสอบ แต่มือของมู่หรูเยว่ยังคงส่งพลังปราณเข้าไปไม่หยุด ถ้าหากนางปล่อยมือแล้วประกายแสงของก้อนหินจะค่อยๆ หายไป เหตุการณ์แบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะที่นางยังโคจรพลังปราณอยู่ที่ก้อนหินประกายสีม่วงนั่นไม่ควรจะหายไป
ยกเว้นเสียแต่ในกรณีพิเศษ
เพล้ง!
ถ้วยชาลื่นหลุดจากมือของชายแก่ตกลงบนพื้น แตกละเอียดทันที สวรรค์ก็รู้ว่าเขาชื่อชอบถ้วยชาของตนเองเพียงใด แต่ว่าวันนี้ถึงแม้ถ้วยชาสุดที่รักจะตกลงจนแตกละเอียดแล้ว เขาก็กลับไม่มีทีท่าว่าจะสนใจ สายตากลับจ้องมองที่มู่หรูเยว่ค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น