บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 4 ตอนที่ 4
บทที่ 4 ปรับตัว
เมื่อได้รับกระเป๋าแล้ว หลี่ว์หลิ่วก็แสดงความชอบใจออกมาเป็นอย่างมาก ถือเอาไว้ไม่ยอมวาง แล้วจึงเก็บอย่างระมัดระวังราวกับของมีค่า หลี่ว์หลิ่วยิ้มแล้วกล่าวกับนางว่า “ฝีมือของเจ้าประณีตงดงามมาก หากเปรียบกับหน่วยงานเย็บปักแล้ว นับว่าฝีมือไม่ต่างกันมากเท่าไรนัก”
ถาวจวินหลันรู้สึกว่านางชมมากเกินไป “จะเทียบกับหน่วยงานเย็บปักได้อย่างไร? ลวดลายที่ปักอยู่บนเสื้อผ้าของเจ้านายหญิงชายทั้งหลายนั้น ถึงจะเรียกว่าประณีตสวยงาม ครั้งที่แล้วข้าเห็นลายปักหมู่มวลผีเสื้อ ดูแล้วราวกับมีชีวิตอยู่จริง”
“ฝีมือเช่นนี้ จะมีสักกี่คนที่ทำได้เล่า?” หลี่ว์หลิ่วยิ้มเยาะ “หน่วยงานเย็บปักมีคนงานสามสี่ร้อยกว่าคน ฝีมือระดับนั้น คงจะมีไม่เกินยี่สิบคนเท่านั้น เจ้าคิดว่าใครก็มีฝีมือการปักระดับอย่างนั้นหรือ?”
ถาวจวินหลันคิดดูแล้วก็เป็นจริงอย่างที่นางว่า คนมากมายถึงเพียงนั้น ไม่มีทางที่ทุกคนจะมีฝีมือดีระดับนั้นได้ อย่างมากก็แค่ฝีมือดีกว่าช่างเย็บปักข้างนอกนิดหน่อยเท่านั้น
“ฝีมือเย็บปักของเจ้านั้นไม่เลวเลยทีเดียว หากหน่วยงานเย็บปักขาดคนเมื่อไหร่ ข้าจะบอกให้ท่านแม่บุญธรรมลองแนะนำเจ้าดูดีหรือไม่?” หลี่ว์หลิ่วพูดขึ้นมา
ถาวจวินหลันรู้สึกตกใจเล็กน้อยกับความโอบอ้อมอารีที่หลี่ว์หลิ่วมอบให้ “เช่นนี้...ได้หรือ?”
หลี่ว์หลิ่วพูดอย่างมั่นใจ “มีอะไรไม่ได้เล่า เดี๋ยวเจ้าปักอะไรให้ท่านแม่บุญธรรมของข้าสักหน่อย แสดงความเคารพและกตัญญูต่อท่าน ท่านจะต้องชอบเป็นแน่ อีกทั้งเจ้านั้นยังเป็นคนรู้ความ หากต่อไปเจ้าได้ดิบได้ดี ท่านแม่บุญธรรมข้าก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วยมิใช่หรือ”
ถาวจวินหลันเม้มปากยิ้มออกมา “ถ้าเช่นนั้นข้าต้องขอบคุณเจ้าและกูกูเป็นการล่วงหน้า”
หากได้ไปหน่วยงานเย็บปักจริง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว แม้ว่าหน่วยงานเย็บปักนั้นจะมีงานมากมาย ทุกวันก็ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไร แต่ถึงอย่างไรก็ได้นั่งอยู่ภายในห้อง ฤดูหนาวก็ยังสามารถอิงเตาผิงได้ ไม่ต้องทนกับความหนาว โดยเฉพาะไม่ต้องเอามือไปแช่ไว้ในน้ำทั้งวันจนมือลอก ทว่าดูท่าแล้วถาวซินหลันน่าจะยาก หลี่ว์หลิ่วแนะนำนางให้ได้ก็จริง แต่ถาวซินหลันนั้นเพิ่งจะได้เริ่มเรียนการเย็บปักไปไม่นาน คงจะไปกับนางไม่ได้
หลี่ว์หลิ่วเดาใจนางออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเลิกคิ้วขึ้นถาม “ทำไม เจ้าเป็นห่วงน้องสาวอย่างนั้นหรือ?”
"ใช่" ถาวจวินหลันยิ้มเยาะตัวเอง "แต่ก่อนน้องสาวข้าถูกเอาใจจนเคยตัว ไม่ค่อยรู้ความกับใครเขา หากต้องอยู่ห่างจากข้า ไม่รู้ว่านางจะไปทำให้ใครหลายๆ คนไม่พอใจหรือไม่ ต่อไปนี้ชีวิตนางจะเป็นเช่นไรก็มิรู้เลย"
หลี่ว์หลิ่วถอนใจ "มีพี่สาวดีอย่างเจ้า นับว่าเป็นบุญของน้องสาวเจ้าเหลือเกิน" ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ "หากข้ามีพี่สาวดีอย่างเจ้า ไม่รู้ว่าข้าจะมีความสุขถึงเพียงไหน"
"มีบุญอะไรกัน" ถาวจวินหลันถูกชมจนทำตัวไม่ถูก "แค่นางไม่ต้องลำบากมากนักข้าก็พอใจ ให้นางได้ใช้ชีวิตสบายหรือได้ออกจากวังได้ก็จะดี"
"บ้านของพวกเจ้ายังมีใครอีกหรือ?" หลี่ว์หลิ่วพานางมานั่ง แล้วหยิบเมล็ดทานตะวันออกมานั่งทาน "อย่างไรวันนี้ก็ไม่มีงานอะไรมากมาย เจ้าช่วยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าที ข้าน่ะอยากทำความรู้จักกับเจ้ามาตั้งนานแล้ว ที่หน่วยงานซักล้างนี้ คนที่ดูน่าสนใจนั้นมีเพียงไม่กี่คน นอกนั้นดูน่าเบื่อจะตาย"
ได้ยินหลี่ว์หลิ่วพูดเช่นนี้แล้ว ถาวจวินหลันก็ไม่มีอะไรจะต้องคิดมาก ถือโอกาสได้พักผ่อนไปในตัว พูดตามจริงแล้วการได้ทำความรู้จักกับหลี่ว์หลิ่วนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยก็มีคนดูแลเพิ่มขึ้นมิใช่หรือ? หลายวันผ่านมานี้หากลองมองให้ดี แม้ว่าหลี่ว์หลิ่วจะเฉลียวฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมมากเกินไปหน่อย แต่ก็นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
"บ้านข้าเหลือแค่น้องชายเพียงคนเดียว เด็กกว่าข้าปีครึ่ง ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง" คิดถึงครอบครัวที่ยังเหลือเด็กหนุ่มอีกคนอยู่ ถาวจวินหลันก็รู้สึกกังวลใจ "ภาคตะวันตกเฉียงเหนือที่มีแต่ความหนาวเหน็บแห้งแล้ง ข้าไม่รู้ว่าเขาจะชินกับสถานที่เช่นนั้นได้หรือไม่" เพิ่งนึกได้ว่าหลี่ว์หลิ่วอาจจะยังไม่รู้เรื่องของนาง นางจึงยิ้มและเล่าให้ฟังว่า "พ่อของข้าถูกกล่าวหาว่าทำความผิด จึงถูกพาไปลงโทษ ส่วนน้องของข้าถูกเนรเทศ ยังดีที่โดนเนรเทศเพียงแค่สามปีเท่านั้น"
"เดิมทีเจ้าเป็นลูกสาวของขุนนางนี่เอง" หลี่ว์หลิ่วเดาะปาก "ข้าก็ว่าแล้ว ดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว ไม่เหมือนกับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป"
ถาวจวินหลันหัวเราะอย่างขมขื่น "ลูกสาวขุนนางอะไรกัน ตอนนี้ข้าเป็นแค่นางกำนัลต่ำต้อย ในวังหลวงเท่านั้นเอง"
"ข้าเห็นใจเจ้าเหลือเกิน" แววตาของหลี่ว์หลิ่วนั้นเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
ถาวจวินหลันค่อยๆ หลบสายตาที่มองมา พูดตามตรง นางกลัวสายตาที่คนอื่นมองนางเช่นนี้เหลือเกิน
ยังดีที่หลี่ว์หลิ่วไม่ได้พูดเห็นใจหรือปลอบใจอะไรอีก กลับถามถึงตอนที่นางอยู่บ้านว่าทำอะไรบ้าง ท่าทางของหลี่ว์หลิ่วนั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ถาวจวินหลันแพ้ให้กับความกระตือรือร้นของอีกฝ่าย จึงหมดทางเลือกต้องพูดออกมา หลี่ว์หลิ่วซักอย่างละเอียด ตั้งแต่การกินอยู่ เสื้อผ้า จนกระทั่งการไปมาหาสู่กับคนอื่น หลังจากได้คำตอบแล้วนางก็เดาะปากแล้วถอนใจ "หากข้าได้มีชีวิตเช่นนั้นบ้างคงจะดีไม่น้อย"
ถาวจวินหลันทำได้เพียงแค่ยิ้ม ทว่าในใจนั้นกลับคิดว่า นางยอมไม่ใช้ชีวิตเช่นนั้น แล้วได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุขดีกว่า
ทว่าหลังจากนั้นมา หลี่ว์หลิ่วและถาวจวินหลันก็ค่อยๆ สนิทสนมกันมากขึ้น แท้จริงแล้วหลี่ว์หลิ่วจะเข้าหานางเสียมากกว่า กลับมีเพียงส่วนน้อยที่นางเป็นฝ่ายเข้าหาหลี่ว์หลิ่วก่อน เพราะหากมีคนมาเห็นเข้า จะพากันคิดว่านางพยายามประจบประแจงทำความสนิทสนมกับหลี่ว์หลิ่ว นางไม่อยากได้ยินคนอื่นเอามาพูดกันเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกไม่ดีเป็นอย่างมาก ดังนั้นนางจึงระวังมากเป็นพิเศษ
จากการได้สนิทสนมกับหลี่ว์หลิ่วนั้น ทำให้มีเรื่องดีตามมาอย่างรวดเร็ว หลี่ว์หลิ่วพูดความดีของนางให้แม่บุญธรรมฟัง ทำให้นางและถาวซินหลันได้ย้ายไปทำงานที่เบาขึ้น นี่เป็นโชคดีของนาง เวลานั้นนางกำนัลที่ดูแลการซักเสื้อผ้าชั้นดี ได้คนช่วยจนสามารถย้ายไปอยู่หน่วยงานอื่นได้พอดี นางจึงได้มาแทนที่ ส่วนถาวซินหลันนั้นได้ย้ายไปอยู่ฝ่ายตากผ้า
ถาวจวินหลันรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
หลี่ว์หลิ่วกลับโบกมือพร้อมเอ่ยว่า "หากเจ้าไม่มีความสามารถจริง แม้ข้าจะช่วยเจ้าพูดอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ท่านแม่บุญธรรมก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีตาเห็นว่าใครเป็นอย่างไร"
ถาวจวินหลันรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเช่นนั้น หากแต่คนอื่นกลับไม่คิดเช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วนางก็ถูกคนทั้งห้องผลักไสไล่ส่ง ทุกคนต่างมองว่านางเป็นคนขี้ประจบประแจงเลียแข้งเลียขา
ถาวจวินหลันเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะอธิบายเช่นไร ได้เพียงแต่ทำเป็นมองไม่เห็น ยังดีที่นางกำนัลอาวุโสได้ตั้งกฎเอาไว้อย่างเคร่งครัด ดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
ทว่าถาวซินหลันนั้นกลับทนไม่ได้ นางเกือบจะมีเรื่องทะเลาะกับคนพวกนั้นอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็โดนถาวจวินหลันห้ามเอาไว้ได้
ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไปถึงหูของหลี่ว์หลิ่วได้อย่างไร นางคิดอยู่ชั่วครู่ก็ตบขาตัวเองฉาดหนึ่งก่อนจะเอ่ย "ห้องนอนของข้ามีแค่ข้ากับอีกสองคนเท่านั้น เจ้ากับน้องสาวก็ย้ายมาอยู่กับข้าเสีย ติดเพียงแต่ว่าห้องนี้เล็กกว่าห้องที่เจ้ากับน้องสาวอยู่เล็กน้อย"
แน่นอนว่าถาวจวินหลันไม่ติดขัดอะไร คืนวันนั้นก็ได้ขนของย้ายออกไป ส่วนเรื่องที่คนอื่นจะนินทา นางก็คิดเอาไว้แล้วว่า ถึงอย่างไรก็โดนนินทาไปแล้ว แค่โดนนินทามากขึ้นอีกนิดหน่อยคงไม่เป็นไร พูดอีกอย่างคือนางนั้นไม่ได้ทำเพื่อตัวนางเอง ทว่านางทำเพื่อถาวซินหลัน หากยังอยู่ห้องเดิมต่อไป ถาวซินหลันจะต้องก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นในวันใดวันหนึ่งเป็นแน่
หากเป็นเช่นนั้น รีบย้ายออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า
ส่วนหลี่ว์หลิ่วนั้น ถาวจวินหลันจะทำกระเป๋าปักสวยๆ ให้นางเป็นการตอบแทนที่นางช่วยเหลือ
หลี่ว์หลิ่วเป็นถึงบุตรบุญธรรมของนางกำนัลอาวุโส ดังนั้นห้องพักของนางจึงดีกว่าห้องพักของคนอื่นหลายเท่าตัวนัก แม้ว่าจะเล็กไปสักหน่อย ทว่าได้รับแสงดี ลมก็ยังผ่านดี ห้องสว่าง อบอุ่นในฤดูหนาว เย็นสบายในฤดูร้อน สบายกว่าห้องอื่นหลายเท่า
แม้แต่สมาชิกในห้องอีกสองคนฉ่ายยวนและเหวินซิ่งต่างก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะเห็นแก่หน้าของหลี่ว์หลิ่ว หรืออาจเป็นเพราะเห็นแก่กระเป๋าปักที่นางมอบให้
ถาวจวินหลันเข้าใจดีว่า นางกำนัลที่อยู่ห้องเดียวกับหลี่ว์หลิ่วนั้นไม่ใช่เพียงแค่โชคดีถูกแบ่งมาอยู่ห้องนี้แน่นอน ดังนั้นนางจึงแสดงความนอบน้อมและเอาใจเล็กน้อย
ฉ่ายยวนและเหวินซิ่งไม่ใช่คนเข้าถึงยาก โดยเฉพาะเหวินซิ่ง หัวเราะคิกคักทั้งวัน ทั้งยังชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่น มีของอะไรอร่อยก็จะแบ่งให้ถาวซินหลัน เอาอกเอาใจเหมือนเป็นน้องสาว มีความเคารพคนอื่น ส่วนฉ่ายยวนถึงแม้ว่าจะดูไม่ค่อยมีน้ำใจ แต่ก็นับว่าเป็นคนจิตใจดีคนหนึ่ง
สรุปแล้วคือ ทุกคนในห้องนี้ ต่างก็ไม่เคยมีเรื่องไม่พอใจกัน กลับกันพอเริ่มสนิทกันแล้ว ต่างทำงานไปพูดคุยเล่นกันไป
เป็นเพราะฝีมือการปักของนางประณีตสวยงาม ดังนั้นเวลาที่ทุกคนจะเย็บซ่อมเสื้อผ้า ก็มักจะขอให้นางช่วยทำให้ นางเองก็ไม่เคยปฏิเสธ
เวลาผ่านไป แม้แต่นางกำนัลอาวุโสก็เอาของมาให้นางช่วยเย็บซ่อมให้ แน่นอนว่า เพราะอย่างนี้ นางและถาวซินหลันจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่น้อย
เวลาสั้นๆ เพียงแค่สามเดือนนางก็พัฒนาได้ถึงเพียงนี้ ความเป็นจริง นางรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะท่านพ่อท่านแม่นั้นคุ้มครองนางอยู่บนฟ้า ครั้นเพิ่งมาถึงหน่วยงานซักล้างนี้ นางเตรียมตัวที่จะต้องลำบากไปอีกนาน แต่สุดท้ายไม่คิดเลยว่า...
จากความโชคดีที่นางได้รับนี้ นอกจากนางจะตั้งใจทำงานทดแทนแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้อีก
แม้ถาวซินหลันก็รู้สึกแปลกใจอย่างมาก มีครั้งหนึ่งนางแอบกระซิบถามถาวจวินหลันว่า "ท่านพี่ ท่านคิดว่าเราจะได้อยู่เช่นนี้ไปจนออกจากวังหรือไม่?"
ออกจากวัง? ถาวจวินหลันหลุดขำออกมา หากเป็นเช่นนี้จนออกจากวังแล้วล่ะก็ นั่นนับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก เห็นท่าทีตั้งตาคอยของถาวซินหลัน นางก็ลูบหัวของน้องสาว "เจ้าจงตั้งใจทำงาน อย่าไปมีเรื่องกับคนอื่น แล้วจะเป็นจริงอย่างแน่นอน"
ทำงานที่หน่วยงานซักล้างนี้ ถึงแม้จะไม่ได้รับการดูแลอย่างดีมากมายนัก ทว่ากลับไม่ต้องเจอเรื่องที่คาดไม่ถึง
เหมือนดั่งที่หลี่ว์หลิ่วพูดอยู่เสมอ "เพียงแค่ท่านแม่บุธรรมของข้ายังอยู่ ก็จะคอยปกป้องพวกเราอยู่เสมอ พวกเจ้าสบายใจได้"
ถาวจวินหลันรู้สึกว่า อันที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรน่าห่วง ที่น่าห่วงอย่างเดียวคือ น้องชายที่อยู่นอกวัง
เมื่อถาวจวินหลันคิดว่าแต่ละวันจะเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในวังหลวงกลับเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหนาวขึ้นทุกวันหรือไม่ ทำให้อาการประชวรของฮ่องเต้กำเริบขึ้นอีก ครั้งนี้กลับรุนแรงขึ้นกว่าครั้งก่อน จนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้
ฮ่องเต้เป็นใครกันหรือ? ฮ่องเต้นั้นคือท้องฟ้าของวังหลวง ในวันนี้ฮ่องเต้ทรงประชวร ก็เปรียบเหมือนกับท้องฟ้าได้มืดลง จากปกติที่ทุกคนทำงานไปพูดคุยหัวเราะกันไป หลังจากฮ่องเต้ทรงประชวร กลับไม่มีใครกล้าพูดคุยหัวเราะกันอีก
บรรยากาศภายในวังหลวง เปลี่ยนเป็นกดดันและเงียบขรึม ราวกับมีใครเอาฝาอันใหญ่มาคลุมวังหลวงเอาไว้อย่างแน่นหนา
ตามจริงพระชนมายุของฮ่องเต้ก็ไม่น้อยแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การเป็นฮ่องเต้มาจนถึงพระชนมายุขนาดนี้ ก็นับว่ายืนยาวมากแล้ว ดังนั้น หากฮ่องเต้จะเสด็จสวรรคตขึ้นมากะทันหัน ถาวจวินหลันเองก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อันที่จริงแล้วในใจนางก็รู้สึกโกรธแค้นฮ่องเต้อยู่ ท่านพ่อของนางนั้นไม่ได้ทำอะไรผิด โดนใส่ร้ายเสียส่วนใหญ่ ทว่าฮ่องเต้กลับเชื่อคำพูดของคนอื่น
หากไม่ใช่เพราะฮ่องเต้ ป่านนี้ครอบครัวของพวกนางคงได้กินข้าวพูดคุยพร้อมหน้าพร้อมตากัน เป็นความสุขที่เกินกว่าจะอธิบายได้
ทว่าหากมองอีกด้านหนึ่ง นางเองก็กลัวว่าหากฮ่องเต้สวรรคต ก็ไม่รู้ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อวังหลวง?
ปัญหานี้ นางเองได้เคยพูดคุยปรึกษากับหลี่ว์หลิ่วเป็นการส่วนตัวแล้วครั้งหนึ่ง