บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 5 ตอนที่ 5
บทที่ 5 คนมีพรสวรรค์
หลี่ว์หลิ่วได้ยินถาวจวินหลันถามเช่นนั้น ก็อดขำออกมาไม่ได้ นางเอานิ้วมือมาดีดหน้าถาวจวินหลันแล้วเอ่ยว่า “เจ้าสบายใจได้ ฮ่องเต้จะเป็นเช่นไรก็ไม่เกี่ยวกับนางกำนัลอย่างพวกเราเท่าไรนักหรอก อย่างมากก็แค่ห้ามมีงานรื่นเริงในวัง และแต่งกายไว้ทุกข์สามเดือนก็เท่านั้น อีกอย่างเรื่องพวกนี้จะมีผลกระทบมากมายสักเพียงใดกันเล่า?”
คิดดูแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ถาวจวินหลันรู้สึกว่าตัวเองกังวลจนเกินเหตุ จึงเปลี่ยนเรื่องพูด “ครั้งนี้ฮองเฮาจะปล่อยคนในวังออกไปเพื่อเป็นกุศลให้ฮ่องเต้อีกหรือไม่?”
ฉ่ายยวนเดินมาได้ยินที่นางพูด จึงยิ้มเยาะแล้วเอ่ยออกมาว่า “จะปลดปล่อยก็แต่พวกอายุมากที่ควรจะได้ออกจากวังได้แล้วเท่านั้น อย่างไรเสียก็คงมาไม่ถึงพวกเราเป็นแน่ เจ้าเลิกหวังลมๆ แล้งๆ เสียเถอะ”
หลี่ว์หลิ่วโบกมือไล่ “ไปๆๆ ไม่ต้องมาพูดตอกย้ำให้ข้าเจ็บใจ” แม้ว่าปากจะด่าว่า แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้จริงจัง เพียงแค่พูดว่าไปเล่นๆ เท่านั้น
ถาวจวินหลันออกปากห้าม “พอเถอะ นางก็เป็นของนางอย่างนั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องเอามาทำให้เสียบรรยากาศ”
หลี่ว์หลิ่วเยาะเย้ยเล็กน้อย “นางนี่นะ ยังไม่เคยเกิดปัญหาขึ้น ก็ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย ข้าจะรอดูวันไหนเกิดปัญหาขึ้นมา นางจะเปลี่ยนตัวเองหรือไม่”
ถาวจวินหลันหัวเราะออกมา อย่างไรนางก็เริ่มเคยชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว ฉ่ายยวนเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก หลี่ว์หลิ่วเองก็ชอบตีฝีปากกับฉ่ายยวน ทว่าความสัมพันธ์ของนางทั้งสองนั้นดีมาก อย่างไรก็ไม่เก็บเรื่องพวกนี้ไปใส่ใจเป็นแน่ นางต้องคอยเป็นคนห้ามศึกหลายต่อหลายครั้ง จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
พูดคุยกันมาได้สักพัก ก็ถึงแก่เวลาที่ควรจะเริ่มทำงานกันได้แล้ว นางลุกขึ้นเตรียมตัวไปทำงาน เมื่อเดินผ่านห้องรีดผ้า นางก็เห็นถาวซินหลันกับเหวินซิ่งกำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เหวินซิ่งนั้นอายุยังไม่มาก นิสัยซื่อๆ ไร้เดียงสา จึงเข้ากับถาวซินหลันที่ไร้เดียงสาเหมือนกันได้เป็นอย่างดี
ตกกลางคืน ขณะที่ถาวจวินหลันกำลังล้างหน้าอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงตีระฆังเมฆดังสนั่น ครั้นได้ยินเสียงนั้น นางจึงตั้งใจฟัง พร้อมทั้งนับจำนวนครั้งอยู่ในใจ เสียงระฆังดังขึ้นทั้งหมดสี่ครั้ง ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเกิดเหตุร้าย
ใครสวรรคตกันนะ? ถาวจวินหลันรู้สึกสับสน รีบเก็บกะละมังแล้วกลับเข้าห้อง "เกิดอะไร..."
หลี่ว์หลิ่วมีสีหน้าเคร่งเครียด "ฮ่องเต้ทรงสวรรคตแล้ว!"
การที่ในวังหลวงมีการตีระฆังเมฆบอกเหตุร้าย ก็คงจะเป็นเรื่องของคนนั้น
ในเวลานี้ ใครต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปข้างนอก ฮ่องเต้เสด็จสวรรคต คนในวังหลวงทั้งหมดจึงต้องออกมาคุกเข่าแสดงความโศกเศร้าอาลัย
หลิวกูกูมีสีหน้าโศกเศร้าเป็นอย่างมาก พลางเอ่ยปากพูดว่า "ฮ่องเต้เสด็จสวรรคตแล้ว พวกเจ้าจงตามข้าไปเอาชุดผ้าดิบไว้ทุกข์"
เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ขึ้น แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าทำอะไรตามอำเภอใจ ทุกคนเข้าแถวเรียงลำดับเดินตามหลิวกูกูไปอย่างเป็นระเบียบ
ทุกคนได้รับชุดผ้าดิบไว้ทุกข์กันคนละชุด ชุดผ้าดิบไว้ทุกข์จะใส่คลุมภายนอกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ได้หนาอะไร ฝีมือการเย็บก็ทำอย่างลวกๆ เพียงแค่เย็บส่งๆ ไปเท่านั้น หน่วยงานเย็บปักเองก็ยุ่งจนหัวหมุน เมื่อนางกำนัลอาวุโสของหน่วยงานเย็บปักเห็นหลิวกูกู ก็ราวกับเห็นนางฟ้ามาโปรด "พวกเจ้ายังมีเส้นด้ายพอจะให้ยืมได้หรือไม่? แม้ข้าจะเตรียมไว้ไม่น้อย แต่อย่างไรก็ยังไม่พออยู่ดี ทั้งยังต้องรีบทำทั้งวันทั้งคืน หากยังมีเส้นด้ายเหลือ ข้าขอยืมก่อนสักสองสามวัน ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้พ้นช่วงนี้ไปเสียก่อน"
ถาวจวินหลันลองนับในใจดูแล้ว ก็ถึงกับอ้าปาก ถึงอย่างไรก็ไม่พอแน่นอน เพียงแค่นางกำนัลและขันทีรวมกันก็หลายพันคนแล้ว อีกทั้งยังขุนนางในราชสำนัก พระชายา และพระสนมอีก เกรงว่าจะเป็นหมื่น ของพวกนี้จะเตรียมทำไว้ล่วงหน้าก็มิได้ ทำตอนที่จะใช้เท่านั้น เช่นนั้นช่วงนี้ถึงต้องยุ่งจนหัวหมุนก็เป็นเรื่องที่ช่วยมิได้
หลิวกูกูคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้เลือกคนยี่สิบกว่าคนให้อยู่ช่วยงานที่หน่วยงานเย็บปักนี้
ทั้งหลี่ว์หลิ่ว เหวินซิ่ง ฉ่ายยวน รวมทั้งถาวจวินหลันเองก็ถูกเลือกให้อยู่ช่วยงานที่นี่
เมื่อคนไปหมดแล้ว หลี่ว์หลิ่วจึงแอบกระซิบกับถาวจวินหลันว่า "ท่านแม่บุญธรรมนั้นมีเมตตากับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง เราทำงานอยู่ที่นี่สบายกว่าไปนั่งคุกเข่าแสดงความโศกเศร้าอาลัยหลายเท่านัก ช่างน่าเสียดายที่น้องสาวของเจ้าเย็บผ้าไม่เป็น จึงไม่ได้อยู่ช่วยงานที่นี่"
ถาวจวินหลันยิ้มอย่างขมขื่น "เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ช่วยมิได้"
ฮ่องเต้เสด็จสวรรคต คนที่ยุ่งจนไม่มีแม้แต่เวลาจะดื่มน้ำ มิได้มีเพียงแค่หน่วยงานเย็บปักเท่านั้น ทุกคนในวังหลวง ต่างก็ยุ่งกันจนไม่มีเวลาจะทำอะไรกันทั้งนั้น แม้ว่าบางหน่วยงานจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง แต่ก็ถูกจัดให้ไปนั่งคุกเข่าแสดงความโศกเศร้าอาลัยแทน
สามวันแรก นอกจากเวลานอน ก็มิได้มีใครแอบทำตัวขี้เกียจ พวกถาวจวินหลันที่ได้ไปเย็บชุดไว้ทุกข์ วันต่อมาหลังจากทำงานจนเสร็จแล้ว ก็ได้รับอนุญาตให้นอนเพียงแค่สองชั่วยาม แล้วจึงโดนส่งไปนั่งคุกเข่าแสดงความโศกเศร้าอาลัยต่อ
สามวันมานี้ หัวเข่าของแต่ละคนต่างก็เป็นสีเขียวช้ำ พวกเจ้านายทั้งหลายยังมีเบาะรองเข่า ทว่าพวกนางนั้น ได้แต่คุกเข่าลงไปบนพื้นแข็งๆ เท่านั้น อย่างมากก็แค่หาผ้าหนาๆ มารองตรงเข่าก็เท่านั้น
หลังจากสามวันผ่านไปก็ค่อยเบาขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็มิได้เบาขึ้นเท่าใดนัก ผ่านเจ็ดวันไปได้ นั่นถึงนับว่าดีขึ้นจริงๆ นอกจากชุดผ้าดิบไว้อาลัยที่ต้องใส่ให้ครบหนึ่งเดือนแล้ว นอกเหนือจากนั้นใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ฮ่องเต้พระองค์เก่าสวรรคต งานไว้อาลัยนั้นนับเป็นเรื่องใหญ่ ทว่าการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้พระองค์ใหม่นั้น นับเป็นเรื่องใหญ่กว่าอย่างมาก
เพื่อเตรียมงานเสด็จขึ้นครองราชย์ ในวังหลวงจึงกลับมายุ่งเหยิงอีกครั้ง
แน่นอนว่า หน่วยงานซักล้างนอกจากซักผ้าแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรยุ่งยากมากมายนัก เนื่องจากต้องแสดงความอาลัย คนในวังหลวงจึงสวมใสเสื้อผ้าที่เรียบง่าย เช่นนั้นเองงานซักผ้าจึงเบาลงไม่น้อย ยิ่งเป็นเสื้อผ้าที่มีสีสันมากเท่าใด ยิ่งต้องซักอย่างระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น ทว่าเสื้อผ้าเรียบง่ายไม่ค่อยมีสีสันนั้น จะซักง่ายเป็นอย่างมาก ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าซักแล้วสีจะตก หรือโดนสีจากตัวอื่นตกใส่
เนื่องจากเรื่องการเสด็จขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ใหม่ คนในวังหลวงจึงได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้นสามเดือน
ถาวจวินหลันที่ถือเงินสองตำลึงไว้ในมือ รู้สึกพออกพอใจเป็นอย่างมาก จากที่ยุ่งวุ่นวายมาแสนนาน ยังพอได้รางวัลตอบแทนกลับมาบ้าง อีกทั้งเมื่อนำของนางกับถาวซินหลันมารวมกัน ก็ได้ตั้งสี่ตำลึงแล้ว เงินเพียงแค่สี่ตำลึง ก็สามารถใช้ซื้อของได้มากมายไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว
"พวกเรามาเก็บเงินกันเถอะ เมื่อได้ออกจากวัง พวกเราก็ไม่ลำบากแล้ว" ถาวจวินหลันหัวเราะคิกคักกับถาวซินหลัน หลังออกจากวังหลวงแล้ว ไม่เพียงแต่ต้องใช้เงินซื้อของกินของใช้ ทั้งยังต้องเตรียมเงินไว้ซื้อชุดแต่งงานให้ถาวซินหลัน และให้น้องชายเป็นค่าสินสอดอีก เมื่อลองนับดูแล้ว หากได้อยู่หน่วยงานซักล้างต่อไป ก็จะได้รับเงินมิใช่น้อย อย่างน้อยประหยัดเท่าไรก็พอใช้ รวมกับเงินเมื่อตอนขายตัวเองเข้ามาเป็นนางกำนัลในวัง...
แต่ไหนแต่ไรถาวซินหลันก็ไม่ได้ใส่ใจเงินพวกนี้ ทว่าเมื่อเห็นถาวจวินหลันดีใจ นางก็ดีใจไปด้วย "ท่านพี่ว่าอย่างไรน้องก็ว่าเช่นนั้น"
หลังจากเก็บเงินไว้แล้ว ถาวจวินหลันก็ได้ลูบหัวของน้องสาวด้วยความห่วงใย "หลังจากเข้าวังมา แม้จะลำบากอยู่ไม่น้อย แต่ก็มิต้องกังวลเรื่องกินอยู่" หากอยู่นอกวัง นางทั้งสองคงจะหาเลี้ยงตัวเองไม่รอด ครั้งเข้าวังแรกๆ นั้น หนึ่งคือ โดนบังคับจนหมดหนทาง สองคือ เพื่อเข้ามาอาศัยข้าวในวังประทังชีวิตก็เท่านั้น
นางลากถาวซินหลันมาวัดความสูงกับตัวนาง ถาวจวินหลันยิ้ม "เจ้าสูงขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว เดี๋ยวข้าจะทำเสื้อผ้าใหม่ให้เจ้าสักหน่อย มิเช่นนั้นเห็นทีว่าจะใส่ไม่พอดีตัวแล้ว"
"เจ้าค่ะ" ถาวซินหลันเองก็ดีใจอยู่ไม่น้อย
ถาวจวินหลันอดไม่ได้ที่จะถอนใจออกมา "อยู่หน่วยงานซักล้างแห่งนี้แม้จะเหนื่อยอยู่บ้าง แต่พวกเราก็นับว่าโชคดีอยู่ หากได้อยู่ที่นี่ต่อไปก็คงจะดีไม่น้อย"
ถาวซินหลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "พี่เหวินซิ่งเป็นคนดีมาก แต่พี่ฉ่ายยวนพูดจาไม่ค่อยดี" พูดแล้วก็เหลือบตามองมือของถาวจวินหลัน "มือของท่านพี่หยาบไปหมด เห็นทีคงไม่ดี หากมีโอกาสได้ย้ายไปอยู่หน่วยอื่นก็คงจะดีมิใช่น้อย"
ถาวจวินหลันรู้สึกอบอุ่นหัวใจ "ไม่เป็นไร มิได้ต่างจากเมื่อก่อนเท่าไรนักหรอก" แค่ได้อยู่อย่างสงบ จะลำบากเพียงใดนางก็ไม่กลัว ผ่านเรื่องเลวร้ายครานั้นมาได้ สิ่งที่นางนึกหวังเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ ได้อยู่อย่างสงบพร้อมหน้าพร้อมตากับคนในบ้าน
สองพี่น้องนั่งอิงกายพูดคุยกันอยู่นานสองนาน พลางนึกถึงถาวจิ้งผิง น้องชายที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออันห่างไกลเพียงเท่านั้นเอง
หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว วังหลวงก็กลับคืนสู่สภาพปกติ เรื่องเดียวที่เปลี่ยนไปนั่นคือ ฮองเฮาองค์ก่อนได้กลายเป็นไทเฮา องค์ชายรัชทายาทและพระชายาเอก ได้กลายเป็นฮ่องเต้และฮองเฮา อีกทั้งหลานของฮ่องเต้องค์ก่อน ก็ได้กลายเป็นองค์ชายกันแล้ว
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นมีพระชนมายุไม่มาก ยังไม่ถึงสี่สิบพรรษา เป็นช่วงอายุที่กำลังดี มีพละกำลังแข็งแรง หากไม่เกิดเรื่องอะไรไม่คาดคิด เกรงว่าการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินอีกครั้งคงจะเป็นเรื่องของอีกสิบกว่าปีข้างหน้าแล้ว
แม้กระทั่งองค์ชายทั้งหลาย รวมทั้งหมดห้าพระองค์ องค์โตสุดนั้นมีอายุสิบเก้าปี ส่วนองค์เล็กสุดนั้นมีอายุเพียงสามปีเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วยังมีองค์หญิงอีกห้าพระองค์ อายุห่างกันอยู่มาก คนโตก็ถึงวัยแต่งงานได้แล้ว แต่คนเล็กนั้นยังกินนมอยู่เลย
ทว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับถาวจวินหลัน เวลาที่นางเบื่อๆ ก็มักจะได้ยินนางกำนัลคนอื่นเอามาพูดกัน หรือเวลาซักผ้าแล้วเบื่อ ทุกคนก็จะหาเรื่องมาพูดคุยฆ่าเวลากันเพียงเท่านั้น เรื่องที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ แน่นอนว่าคือ การผลัดเปลี่ยนฮ่องเต้นั่นเอง
เกี่ยวกับฮ่องเต้องค์ใหม่นี้ ถาวจวินหลันเองก็มีความหวังอยู่บ้างว่าคดีของพ่อนางจะถูกนำกลับมาตัดสินอีกครั้ง หากเป็นเช่นนั้น ถาวจิ้งผิงอาจจะพ้นโทษได้กลับมาก่อนกำหนดก็เป็นได้
เรื่องนี้นางไม่กล้าพูดให้ใครฟัง ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ ทว่านางยังคงคิดอยู่ในใจตลอดเวลา สักวันหนึ่งนางจะต้องหาวิธีทำให้เรื่องนี้บรรลุผลตามที่นางคิดไว้ให้จงได้ มีคำว่าขุนนางนักโทษตราหน้าอยู่เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ไม่น่าฟัง ทั้งยังทำให้นางโดนดูถูก โดนคนอื่นห่มแหงรังแกเอาได้ง่ายๆ อีกทั้งนางยังรู้อยู่แก่ใจว่าพ่อของนางนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ พูดได้ว่าพ่อของนาง ถึงตายแล้วก็ตายตาไม่หลับ หากนางมีโอกาส นางจะไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไรกันเล่า?
หากแต่ตอนนี้ นางกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย อย่างน้อยนางก็รู้ว่าสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ ต้องมีชีวิตต่อไป ทำตัวให้ดี ห้ามทำอะไรที่วู่วามและอันตราย
การจะใช้ชีวิตดีๆ อยู่ในวังได้นั้น ก็มีหนทางเดียวคือตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี
วันนี้ก่อนลวี่หลิวจะนอนก็ได้ทำตัวลับๆ ล่อๆ มาอยู่ข้างกายนางแล้วกระซิบบอกว่า "ข้าได้ยินมาว่าคนของหน่วยงานเย็บปักไม่พอ เจ้าไม่ไปลองดูหน่อยหรือ"
ถาวจวินหลันได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้น "เรื่องจริงหรือ?"
"จะไม่ใช่เรื่องจริงได้อย่างไร? หรือเจ้าคิดว่าข้าหลอกเจ้า?" หลี่ว์หลิ่วทำปากจู๋ เอามือมาจิ้มเอวนาง "พูดจริงนะ เจ้าลองไปดู ลองปักของอะไรมาสักชิ้นหนึ่ง ข้าจะให้ท่านแม่บุญธรรมของข้าเอาไปส่งให้ หากเจ้าได้รับเลือกแล้ว ก็จะดีกว่าอยู่ที่นี่ตั้งเยอะ"
"แล้วเจ้าเล่า? เจ้าไม่ลองหรือ?" หากจะบอกว่านางไม่ตื่นเต้นก็คงจะโกหก แต่นางคิดว่าหลี่ว์หลิ่วเองก็พอจะทำได้ นางจึงถามออกมาเช่นนั้น
"เจ้ายังไม่รู้ฝีมือของข้าหรือ?" หลี่ว์หลิ่วหัวเราะเยาะตัวเอง "เย็บส่งๆ ข้าก็พอจะทำได้บ้าง หากแต่จะให้ทำแบบละเอียดนั้น ข้าทำได้เสียที่ไหนกันเล่า? อีกอย่าง ตอนนี้ข้าเองก็อยู่ดีมีสุข ท่านแม่บุญธรรมก็เลี้ยงข้าอย่างดี ทุกวันผ่านไปอย่างไม่มีปัญหา หากท่านแม่บุญธรรมออกไปแล้ว ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้ทำตำแหน่งของท่านแม่บุญธรรมข้าก็ได้ ข้ายังจะอยากเปลี่ยนไปที่อื่นทำไมกันเล่า? กลับกันกับเจ้า การอยู่หน่วยงานซักล้างเช่นนี้ จะเป็นการทิ้งพรสวรรค์ของเจ้าไปเสียเปล่า"
ถาวจวินหลันถูกคำว่า ‘พรสวรรค์’ คำนี้ทำให้หลุดหัวเราะออกมา "ข้าดูเป็นคนมีพรสวรรค์ตรงไหนกันเล่า"