บัลลังก์พญาหงส์: บทที่ 7 ตอนที่ 7
บทที่ 7 ข้อผิดพลาด
ข่าวเรื่องนางกำนัลอาวุโสหลิวออกจากวังนั้น แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันหลี่ว์หลิ่วก็รู้สึกเสียใจกับถาวจวินหลัน “เรื่องของเจ้า เกรงว่าจะไม่สำเร็จตามที่หวังไว้ คนของหน่วยงานเราที่ท่านแม่บุญธรรมข้าเป็นคนแนะนำไปทั้งหมด ไม่ได้รับเลือกเลยสักคน”
ถาวจวินหลันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ที่จริงนางเองก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจอะไรมาก “ไม่เป็นไรหรอก อยู่หน่วยงานซักล้างก็ดีอยู่แล้ว”
หลี่ว์หลิ่วกลับพูดออกมาอย่างขุ่นเคืองใจ “ใครจะมารับตำแหน่งต่อไม่สำคัญ กระนั้นพวกนางต่างก็ยุ่งอยู่กับการประจบประแจง แต่ก่อนที่สนิทกันเหมือนพี่น้อง ตอนนี้กลับ...ช่างน่าทุเรศเสียจริง”
ทุเรศดั่งนางว่า แต่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ถาวจวินหลันถอนใจออกมาพลางคิดว่า แล้วมันจะอย่างไรกันเล่า? เมื่อครั้งที่บ้านของนางเกิดเรื่องขึ้น สีน่าท่าทางและคำพูดของคนพวกนั้นสิ ถึงเรียกว่าทุเรศของจริง ทว่าก่อนจะเกิดเรื่องขึ้น ทุกคนกลับทำตัวดีด้วยยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ หรือญาติเสียอีก
ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร โดยเฉพาะบ่นในเวลาเช่นนี้...นางจับแขนของหลี่ว์หลิ่วแล้วพูดโน้มน้าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ทำไมเจ้าจึงพูดเช่นนี้เล่า? หากคนอื่นรู้เข้า ต่อไปเจ้าจะอยู่ในวังหลวงนี้ได้อย่างไร?” หลี่ว์หลิ่วไม่เหมือนกับหลิวกูกู แม้จะต้องออกจากวัง ก็ยังออกไปอย่างสง่าผ่าเผย ใครก็ไม่กล้าทำตัวน่ารังเกียจกับนาง แต่กับหลี่ว์หลิ่วนั้นไม่เหมือนกัน ต่อไปนางยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวง หากมีคนมารู้เข้า นางกำนัลอาวุโสที่มาใหม่จะทำอย่างไรกับนาง?
หลี่ว์หลิ่วสะบัดมือออก แล้วกรอกตาไปมา “มีคนรู้ก็รู้ไปสิ อย่างมากก็แค่ขับไล่ข้าออกจากวังเท่านั้น!”
ถาวจวินหลันได้ยินเช่นนั้นก็ทำตัวไม่ถูก “เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว หากหลิวกูกูได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ จะต้องด่าว่าเจ้าเป็นแน่” หลิวกูกูนั้นอายุก็มากแล้ว เบื้องบนให้นางได้ออกจากวังหลวงอย่างมีเกียรติ นับว่ามีเมตตาต่อนาง อีกทั้งยังไว้หน้านางด้วย ทว่าหากนางกำนัลในวังโดนขับไล่ออกจากวัง นางกำนัลที่ถูกขับไล่ออกจากวังนั้น ก็ไม่ต้องคิดจะสร้างตัวเลย นอกจากจะมีชื่อเสียงที่ไม่ดีแล้ว ชีวิตต่อไปก็จะยากลำบากเป็นอย่างมาก อยากจะแต่งงานก็อย่าหวัง หากไม่เลือกไปบวชเป็นแม่ชี ก็อาจจะถูกขายไปในที่ที่แย่ยิ่งกว่านี้ ทั้งชีวิตจะกลับตัวก็ไม่ได้แล้ว
“ข้าไม่ยอมรับ” หลี่ว์หลิ่วตาแดงก่ำร้องไห้ออกมา “ท่านแม่บุญธรรมของข้าไปทำอะไรให้? ทำไมถึงต้องเจอกับเรื่องเช่นนี้?”
ถาวจวินหลันคิดแล้วก็พูดตรงไปตรงมา “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินครั้งหนึ่ง ก็เปลี่ยนผู้ใต้บังคับบัญชาครั้งหนึ่ง”
ฮ่องเต้องค์นี้ไม่ไม่ใช่พระโอรสแท้ๆ ของไทเฮา เพราะฉะนั้นแม้แต่ฮองเฮาเองก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าไทเฮาเท่าไรนัก ฮองเฮาจึงต้องชำระล้างอำนาจเก่าในวังหลวงรอบหนึ่ง ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าหน่วยงานซักล้างจะไม่ใช่สถานที่ที่ดีอะไรมากมาย ทว่าการเป็นนางกำนัลอาวุโสนั้น ก็พอจะมีเกียรติและมีอำนาจอยู่บ้าง อีกทั้งยังสามารถส่งคนของตัวเองไปเป็นหูเป็นตาเรื่องในวังหลวงได้ ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว
หลี่ว์หลิ่วได้ยินเช่นนี้แล้วจึงสงบลงได้บ้าง ไม่นานก็พูดออกมาอย่างมีโทสะว่า “ท่านแม่บุญธรรมของข้าอยู่ในวังหลวงมาเกือบครึ่งชีวิต คนในบ้านต่างก็ตายไปจนหมด ปลดให้ออกจากวังในเวลานี้ ไม่ใช่ว่าเป็นการทำร้ายกันหรอกหรือ?” ผ่านครู่หนึ่งก็กล่าวเสริมขึ้นอีกว่า “หากวันใดที่ข้ามีอำนาจขึ้นมา ข้าจะเรียกร้องความเป็นธรรมแทนท่านแม่บุญธรรมของข้าให้จงได้!”
ถาวจวินหลันยิ้มอย่างขมขื่น การที่นางกำนัลเล็กๆ อย่างพวกนาง อยากจะมีอำนาจเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลย นอกเสียจากว่า...นกกระจอกธรรมดาจะได้กลายเป็นพญาหงส์
ทว่าคำพูดนี้นางเอ่ยออกไปไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก แม้แต่คำพูดของหลี่ว์หลิ่วเองก็เป็นเพียงแค่คำพูดจากอารมณ์โมโหเพียงชั่ววูบเท่านั้น
เรื่องนี้ถาวจวินหลันเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ทว่าหลังจากหลายปีผ่านไปนางย้อนกลับมาคิดถึงเหตุการณ์นี้ นางรู้สึกเพียงแค่ว่า...ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ทุกเรื่องที่นางคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น กลับกลายเป็นจริง แต่เรื่องที่นางหวังให้เป็นจริงที่สุดนั้นกลับไม่ค่อยเป็นไปดั่งที่หวัง เช่นเรื่องท่านพ่อของนาง เช่นเรื่องที่บ้านแตกสาแหรกขาด เช่นเรื่องที่นางคาดหวังให้มีชีวิตที่สงบสุขและราบรื่น รวมทั้งเรื่องราวของหลี่ว์หลิ่วด้วย
นางกำนัลอาวุโสมาใหม่แซ่ซุน ในวันที่สองที่นางกำนัลอาวุโสซุนเข้ามา นางกำนัลอาวุโสหลิวก็ได้ส่งมอบงานต่างๆ ภายในหน่วยงานซักล้างให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้เดินทางออกจากวังไป ครั้นกำลังจะออกนั้น หลี่ว์หลิ่วก็ได้แอบตามไปส่งด้วย ตอนกลับมาก็ร้องไห้จนตาบวมไปหมด
ถาวจวินหลันเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกเจ็บปวด แต่ก็ยังดีใจแทนนางกำนัลอาวุโสหลิวที่มีลูกสาวบุญธรรมอย่างหลี่ว์หลิ่ว นับว่าเป็นเรื่องที่มีความสุขและโชคดีเสียเหลือเกิน
แน่นอนว่า นางเองก็เป็นกังวลแทนหลี่ว์หลิ่ว ยังไม่รู้ว่านางกำนัลอาวุโสซุนที่เพิ่งมาถึงมีนิสัยเป็นอย่างไร หากมาเห็นหลี่ว์หลิ่วแสดงอาการโศกเศร้าเสียใจเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะรู้สึกเช่นไร อีกทั้งในวังก็ไม่อนุญาตให้ร้องไห้ตามใจชอบได้ โดยเฉพาะห้ามร้องให้ต่อหน้าคนอื่น ที่หลี่ว์หลิ่วทำนั้นนับเป็นการฝ่าฝืนกฎอย่างร้ายแรง
ถาวจวินหลันรองน้ำเย็นมา ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบที่ตาของหลี่ว์หลิ่วพลางกล่าวว่า “ก่อนตาจะยุบเจ้าอย่าให้ใครเห็น หากคนอื่นเห็นเข้าจะเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก”
หลี่ว์หลิ่วเองก็ไม่ใช่คนโง่ ถึงแม้จะมีอารมณ์โกรธบ้าง แต่นางเองก็รู้ว่านี่เป็นการฝ่าฝืนกฎ ดังนั้นจึงไม่ได้โต้แย้งใดๆ เพียงแค่พูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาว่า “จากที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่ ข้าก็รู้ได้ว่าที่ผ่านมาเจ้าจริงใจกับข้าโดยแท้จริง”
หลี่ว์หลิ่วพูดเช่นนี้ได้ก็เพราะมีข้อเปรียบเทียบให้เห็น แน่นอนว่า เมื่อมีคนจริงใจอย่างถาวจวินหลันเช่นนี้ ย่อมมีคนที่ลืมบุญคุณเช่นเดียวกัน มีหลายคนที่เมื่อก่อนได้รับความโอบอ้อมอารีจากหลี่ว์หลิ่ว ทว่าเมื่อนางกำนัลอาวุโสซุนเข้ามา ก็ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
หลี่ว์หลิ่วกังวลขึ้นเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าซุนกูกูจะกลั่นแกล้งข้าหรือไม่?”
ถาวจวินหลันเองก็ตอบไม่ถูก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า “ก็อาจจะทำ หรืออาจจะไม่ทำ แต่ หากเจ้าละเอียดรอบคอบไม่ทำอะไรผิดพลาด ก็ไม่น่าจะมีอะไร ถึงอย่างไรท่านซุนกูกูก็เพิ่งมา ไม่น่าจะตั้งใจหาเรื่องกลั่นแกล้งใคร หากทำเช่นนั้นก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย” อีกทั้งหากไม่ได้ทำอะไรผิด จะมาหาเรื่องกันก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดายอย่างแน่นอน
หลี่ว์หลิ่วครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนางก็หันกลับมาผลักถาวจวินหลันเบาๆ “เจ้าควรไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวเจ้าจะพลอยโดนหางเลขไปด้วย”
ถาวจวินหลันคิดจะพูดออกไปว่าไม่เป็นไร นางไม่กลัว ทว่าเมื่อนึกถึงถาวซินหลันแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่กลืนคำพูดพวกนี้ลงคอไป ในเวลานี้นางไม่สามารถไปหน่วยงานเย็บปักได้แล้ว ได้แต่อยู่ที่หน่วยงานซักล้างนี้ต่อไป นางไม่กังวลเรื่องของตัวเอง แต่เพื่อถาวซินหลัน จึงต้องระวังตัวไว้บ้าง
อาจเป็นเพราะนางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ซักเสื้อผ้า เสื้อที่ซักอยู่จึงขาดไปหนึ่งตัว ครั้นเห็นว่าเสื้อขาดนางก็ตกใจจนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง การซักเสื้อผ้าเสียหายนั้นถือเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งเสื้อผ้าที่นางซักอยู่ตอนนี้ยังเป็นของเหล่าเจ้านายทั้งหลาย เกรงว่าเสื้อผ้าหนึ่งตัวจะมีราคามากกว่าเงินที่นางได้รับจากการขายตัวเองเข้ามาในวังเสียอีก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่นางชดใช้ไม่ไหว หรือเรื่องที่นางจะต้องรับโทษ เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ นางกำนัลอาวุโสซุนเพิ่งมาถึง หากนางเอาเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์จะทำอย่างไรดี?
ถาวจวินหลันรู้สึกร้อนใจ แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมา ได้แต่เอาผ้านั้นซ่อนไว้ แน่นอนว่า คงจะปกปิดไว้ได้ไม่นาน ที่จริงหากเป็นนางกำนัลอาวุโสหลิว นางไปสารภาพผิดเองก็ไม่มีอะไร เสื้อที่ซักขาดนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของนางทั้งหมด แต่เป็นเพราะเสื้อตัวนั้นเก่าแล้ว หากได้อธิบายให้เจ้านายฟัง เจ้านายก็คงไม่ได้เอาผิดเอาความอะไร
ทว่าจากสถานการณ์ตอนนี้
นางเอาเสื้อที่ขาดมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ในใจก็คิดว่า หรือว่าจะเย็บซ่อม? อย่างไรส่วนที่ขาดก็เป็นช่วงปลายแขนเสื้อ หากใช้เส้นด้ายสีเดียวกันเย็บอย่างระวังก็พอจะซ่อมได้ ไม่แน่ว่าอาจจะดูไม่ออก ถึงอย่างไรส่วนที่ขาดนั้นก็ไม่ได้เป็นรูใหญ่อะไรนัก
ผ้าเป็นสีฟ้าเทา เนื้อผ้าเองก็ไม่ได้ดูมีคุณภาพดีมากมาย ทว่ากลับใส่สบายอย่างมาก เมื่อก่อนนางเองก็ชอบเอาผ้าแบบนี้มาใช้ทำเสื้อผ้า นางจึงรู้จักเนื้อผ้าชนิดนี้เป็นอย่างดี คิดว่า หากนางเย็บซ่อมแซมก็คงไม่ยากอะไร เพียงแต่หาจนพลิกตะกร้าเข็มด้ายดูแล้ว กลับน่าเสียดายที่นางไม่มีเส้นด้ายสีนี้เลย ไม่ใช่แค่เส้นด้ายสีนี้ แม้แต่สีใกล้เคียงกันนางก็ไม่มี
ถาวจวินหลันทำอะไรไม่ถูก จะทำอย่างไรดีเล่า? เสื้อผ้าเหล่านี้อย่างมากก็เลื่อนเวลาส่งออกไปได้แค่วันสองวันเท่านั้น หากนานกว่านี้ ก็ปิดเรื่องนี้เอาไว้ไม่ได้แล้ว
ในเวลานี้คนเดียวที่นางคิดออกมีเพียงแค่หลี่ว์หลิ่ว เพราะหลี่ว์หลิ่วมีช่องทางหาของ สามารถหาเส้นด้ายที่มีสีอย่างเดียวกันนี้จากนอกวังมาได้ หลังจากลังเลอยู่สักพัก นางจึงแอบเอาเรื่องนี้ไปบอกหลี่ว์หลิ่ว
หลี่ว์หลิ่วตกใจอย่างมาก “เจ้าก็ทำมาตั้งนานแล้ว ทำไมยังพลาดเช่นนี้ได้เล่า? ก่อนซักเจ้าไม่ได้ดูเสื้อผ้าให้ดีก่อนหรือ?”
ถาวจวินหลันถอนใจ “สองสามวันมานี้เรื่องเยอะแยะมากมาย ข้าจิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว”
“เป็นไปได้หรือไม่ที่เสื้อตัวนี้จะขาดอยู่ตั้งแต่แรก?” หลี่ว์หลิ่วขมวดคิ้ว พลิกเสื้อตัวนั้นมองไปมองมา “หากไม่ใช่เจ้าเป็นคนซักขาด แต่เจ้าเย็บซ่อมไปแล้ว นั่นถึงเรียกว่าหายนะอย่างแท้จริง”
จากที่ฟัง ถาวจวินหลันเองก็สงสัย ที่จริงนางเองก็ไม่แน่ใจ สรุปว่านางเป็นคนทำขาด หรือว่ามันขาดอยู่ตั้งแต่แรก
นางขมวดคิ้วคิดอยู่นานสองนาน ถาวจวินหลันคิดว่า ความเป็นไปได้ที่นางจะซักขาดมีมากกว่า ถึงอย่างไรก่อนซักนางก็ได้พลิกดูแล้ว ในตอนนั้นนางไม่เห็นรอยขาดนี้
“น่าจะเป็นข้าที่ซักขาด” ถาวจวินหลันยืนยันกับหลี่ว์หลิ่ว “ตอนนี้ทำได้แค่ลองเย็บซ่อมไปก่อน แต่ข้าไม่มีเส้นด้ายสีนี้ เจ้าพอจะมีวิธี...”
หลี่ว์หลิ่วส่ายหัวไม่หยุด “ไม่ได้ แม้ว่าจะเอาของเข้ามาในวังได้ แต่คนที่ข้าข้อร้องให้ช่วยนั้นไม่ใช่ว่าคิดอยากจะออกก็ออกไปได้ เวลาพวกเจ้ามาขอให้ข้าช่วยหาอะไร มีครั้งไหนที่ไม่ได้กำหนดวันจะได้ของบ้างหรือ? วันนี้ห่างจากครั้งที่แล้วที่คนนั้นออกนอกวังไปเพียงแค่สองสามวันเท่านั้น กว่าจะได้ออกไปอีกครั้งก็อีกเจ็ดแปดวันโน่น”
ถาวจวินหลันรู้สึกร้อนใจอย่างมาก “จะทำอย่างไรดี หากทำอะไรไม่ได้ ข้าจะต้องรอความตายอย่างเดียวเลยหรือ?”
เมื่อพูดเช่นนี้ออกมา นางก็รู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นร้อนรนจนเกิดเหตุ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหลี่ว์หลิ่ว ทำไมนางต้องพุ่งตัวมาหาหลี่ว์หลิ่วแสดงความร้อนใจด้วยเล่า? จากนั้นจึงฝืนยิ้มออกมาพร้อมกับโบกมือ “เอาเถอะ ช่างมันเสีย ข้าจะไปสารภาพผิดกับซุนกูกูเอง”
หลี่ว์หลิ่วดึงแขนของนางไว้ ถลึงตาใส่แล้วเอ่ยว่า “เจ้าจะรีบไปไหน? เจ้าคิดว่ามีแต่นอกวังที่จะหาได้อย่างนั้นหรือ? ข้าคิดออกแล้ว ฉ่ายยวนมีเส้นด้ายอยู่ไม่น้อย เจ้าลองไปถามดูว่าพอจะมีสีที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ หากมีเจ้าก็ยืมของนางมาก่อน ต่อไปค่อยเอามาใช้คืนนางก็พอ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ถาวจวินหลันก็มีความรู้สึกว่าได้กลับมามีชีวิตมาอีกครั้ง “จริงหรือ? เช่นนั้นข้าจะลองไปถามนางดู”
นางรอไม่ได้ รีบวิ่งไปหาฉ่ายยวน “ฉ่ายยวน ข้าอยากได้เส้นด้ายสักหน่อย ข้าไม่มีสีที่เหมือนกันแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าพอจะมีหรือไม่ ให้ข้ายืมก่อนได้หรือไม่? ครั้งหน้าเดี๋ยวข้าซื้อมาคืนให้”
ฉ่ายยวนมองนางแวบหนึ่ง “ข้าดูเป็นคนใจร้าย ขี้งกขนาดนั้นเชียวหรือ? นั่น ดูเอา จะเอาอันไหนก็หยิบไป แค่ด้ายม้วนเดียวขอยงขอยืมอะไรกัน ฟังแล้วขัดหูเสียจริง”
ฉ่ายยวนพูดไป ก็คว้านหาตะกร้าเข็มด้ายออกมาวางตรงหน้าถาวจวินหลัน
ถาวจวินหลันรู้สึกซึ้งใจ และรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “ขอบใจเจ้ามาก” นางไม่กล้าแสดงความเกรงใจอะไรไปมากกว่านี้ รีบคว้านหาด้าย ดูว่ามีสีที่ต้องการหรือไม่
ทว่าเรื่องน่าปวดหัวคือ สีฟ้าเทาเช่นนี้ไม่ค่อยได้ใช้ ฉ่ายยวนจึงไม่มีสีที่เหมือนกันนี้ แต่เรื่องที่น่าดีใจก็คือ ถึงแม้นางจะไม่มีสีฟ้าเทา แต่นางกลับมีสีที่ใกล้เคียงกันคือสีกรมท่า
จะทำอย่างไรดี?