ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 10 ตอนที่ 10
บทที่ 10 สุขสบายอย่างหาได้ยาก
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดมีสีหน้าเจ็บปวดขึ้นมาทันใด โดยเฉพาะผู้อาวุโสเจ็ดที่รู้สึกว่าตัวเองได้ชื่อว่าหมอเทวดา แต่เมื่อสามปีที่แล้วช่วยฮูหยินไว้ไม่ได้ แล้วยังรวมถึงท่านผู้นำหุบเขาอีก
“ผู้อาวุโสเจ็ด อย่าดูถูกตนเองเลย นั่นไม่ใช่พิษธรรมดา แม้แต่ท่านพ่อที่ทักษะทางการแพทย์สูงก็ยังจนปัญญา!” อวิ๋นเชียนอวี่ไม่ได้หันหลังกลับมา คำพูดราบเรียบทำให้ผู้อาวุโสเจ็ดอบอุ่นในใจ
ทั้งเจ็ดท่านไม่ได้จากไป ตามหลังอวิ๋นเชียนอวี่มาที่สุสาน
สุสานแบ่งออกเป็นส่วนด้านหน้าและส่วนด้านหลัง ส่วนด้านหลังเป็นที่สำหรับฝังชาวหุบเขาอวิ๋นที่ตาย สวนด้านหน้าเป็นสุสานของคนตระกูลอวิ๋น ตอนนี้ด้านในมีแค่สองเนินดิน แต่กลับฝังคนตระกูลอวิ๋นทั้งสองรุ่นไว้ ท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ของอวิ๋นเชียนอวี่ ต่างเป็นหลุมศพของสามีภรรยาที่ฝังไว้คู่กัน
เดิมทีแล้วคนตระกูลอวิ๋นไม่ได้อาศัยอยู่ในหุบเขาอวิ๋น เพราตระกูลเกิดเรื่องขึ้น ท่านปู่ของอวิ๋นเชียนอวี่จึงได้พาคนในตระกูลมาอาศัยที่หุบเขาอวิ๋นแห่งนี้
การตายของสองพ่อลูกอวิ๋นเทียนเหมือนกัน ล้วนเป็นเพราะตรอมใจจากการที่ภรรยาตาย ผู้ชายตระกูลอวิ๋นเย็นชา แต่ถ้าหากเมื่อใดที่หวั่นไหวก็ไม่ใช่แค่ลุ่มหลงทั่วไป!
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดนั้นเป็นห่วงนิสัยเย็นชาของอวิ๋นเชียนอวี่มาก นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของคนตระกูลอวิ๋น! กลัวว่านางจะเจริญรอยตามท่านปู่และท่านพ่อของนาง
ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดวางของเซ่นไว้อย่างดี หลังจากที่ทั้งเจ็ดโขกศีรษะทำความเคารพเสร็จ ก็ถอยออกมาจากสุสาน นั่งขัดสมาธิหน้าสุสานอย่างเงียบเชียบไม่พูดจา
นางไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร นางไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของพวกเขา แต่นางก็ไม่ได้ครอบครองร่างลูกสาวของพวกเขาโดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยนางก็ดูแลหุบเขาอวิ๋นดีกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า นำทักษะการแพทย์ของหุบเขาอวิ๋นส่งเสริมออกไปกว้างขวาง และตอนนี้นางก็พยายามเพื่อหุบเขาอวิ๋นดำรงอยู่ได้
เมื่อชาติที่แล้วสิ่งเดียวที่อวิ๋นเชียนอวี่ไม่ได้สัมผัสคือความรัก สัมผัสอันลึกซึ้งที่สุดคือความรักจากพ่อแม่และน้องชาย ดังนั้นแม้ว่าชีวิตของนางจะจบลงแล้ว นางก็หวังว่าน้องชายของนางจะมีชีวิตที่ดีต่อไป
เมื่อมองเนินหลุมศพคู่ด้านหน้า นางไม่อาจเข้าความรู้สึกของพวกเขาได้ ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ถึงสามารถอยู่ด้วยกันทั้งตอนอยู่และตาย
ไม่นานครึ่งวันก็ผ่านไป อวิ๋นเชียนอวี่ยืดตัวแล้วโขกศีรษะ หลังจากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากสุสานไป
การไปครั้งนี้ นางก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมา อย่างน้อยก็ต้องรอให้มู่หรงอวี้เจี้ยนมีความสามารถที่จะรับผิดชอบเพียงลำพังได้เสียก่อน ตอนนี้มู่หรงอวี้เจี้ยนเพิ่งจะสิบขวบ ภายในช่วงเวลาหลายปีหากไม่มีสถานการณ์พิเศษก็ไม่สามารถกลับมาได้
ชายกระโปรงเกี่ยวไปตามดอกหญ้าข้างทาง สะบัดพัดพลิ้วตามสายลมอย่างอิสระ ร่างในชุดสีฟ้าก้าวเดินช้าๆ อย่างเงียบเหงา นางรู้สึกว่าในใจว่างโหวง แต่ไม่รู้ว่าควรใช้สิ่งใดเพื่อเติมเต็ม
เมื่อชาติที่แล้วเวลาของนางทั้งหมดใช้เพื่อเล่าเรียนและอบรมสั่งสอนน้องชาย จนกระทั่งสภาพร่างกายแย่ลงเรื่อยๆ สุดท้ายหลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง นางก็ไม่มีอะไรเสียดาย เพราะน้องชายของนางเป็นความภูมิใจของนางแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่ในใจของนางเกิดความรู้สึกที่ไม่คุ้นชิน สงสัยยิ่งนัก นี่เป็นเพราอะไรกันนะ บางทีเมื่อไปเมืองหลวงแล้วชีวิตยุ่งขึ้นมาความรู้สึกนี้อาจจะหายไปก็ได้! เมื่อนึกถึงท่าทางของอวี้เจี้ยนที่พึ่งพาอาศัยนาง ทำให้นางคิดถึงน้องชายเมื่อชาติที่แล้ว ทันใดนั้นในใจพลันรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมา
วันต่อมาคือวันที่สิบสามเดือนแปด เป็นวันเกิดของอวิ๋นเชียนอวี่ ทั้งหุบเขาอวิ๋นคึกครื้น ร่วมอวยพรด้วยความปีติยินดีในงานวันเกิดของอวิ๋นเชียนอวี่
ตอนกลางคืน อวิ๋นเชียนอวี่หยิบไข่มุกราตรีที่กงซังมั่วให้ออกมา และวางไว้กับไข่มุกราตรีอีกสองเม็ดบนหัวเตียง ทันใดนั้นในห้องก็สว่างไสวเหมือนกลางวัน นี่เป็นของขวัญวันเกิดเพียงอย่างเดียวที่นางได้ในชาตินี้ ได้ปีละเม็ดมาสามปีแล้ว นางเหม่อมองไข่มุกราตรีพักหนึ่ง ยิ้มมุมปากขึ้นอย่างหาได้ยาก ถึงได้ปิดฝากล่องมุกราตรีลง ก่อนจะหลับใหลไป
หลังจากวันเกิดก็เป็นวันไหว้พระจันทร์แล้ว! หลังจากที่อวิ๋นเชียนอวี่และคนในหุบเขาอวิ๋นคึกครื้นไปกับงานวันไหว้พระจันทร์ นำเด็กยี่สิบคนที่ผู้อาวุโสเลือกมาส่งให้เฟิ่งหร่าน นางฝึกการต่อสู้อยู่ในหอหยกทุกวันไม่ออกมา นางรู้ว่าเดือนนี้คือช่วงเวลาสุขสบายที่หาได้ยากยิ่ง! ไม่รู้ว่าผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้วจะต้องรออีกกี่ปี
คัมภีร์ใจหยกม่วง ศิลปะการต่อสู้เฉพาะของตระกูลอวิ๋น แบ่งออกเป็นเก้าระดับ สามปีมานี้นางฝึกฝนมาจนถึงระดับแปดแล้ว ส่วนระดับเก้านั้นเห็นอยู่ชัดๆ ว่านางมาถึงหน้าประตูได้แล้ว แต่ไม่สามารถเข้าไปได้
อวิ๋นเทียนท่านพ่อของนางก็ฝึกถึงระดับแปดแล้ว แต่ศิลปะการต่อสู้ก็ทำให้คนรู้สึกกลัวในฝีมือระดับสูงนี้แล้ว ดังนั้นนางจึงรีบเร่งเพราะอยากรู้ผลลัพธ์ของการฝึกระดับเก้าเสร็จว่าเป็นเช่นไร!
เล่ากันว่า ตระกูลอวิ๋นมีบรรพบุรุษคนเดียวที่ฝึกถึงระดับเก้า แต่ก็ไม่ได้ฝึกระดับเก้าจนสำเร็จ กระนั้นเพียงเท่านั้นแค่สะบัดมือก็สามารถทำให้คนๆ หนึ่งแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านได้แล้ว
หลังจากนั้นยี่สิบวัน อวิ๋นเชียนอวี่เดินออกมาจากหอหยก ยกมือขึ้นบังแสงแดด เป็นเวลากลางวันพอดี หรี่ตาลง ในใจรู้สึกดี ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่ระดับเก้าแล้ว
เพิ่งจะเข้าประตูระดับเก้าได้ไม่ทันไร วรยุทธ์ของนางก็เกิดเปลี่ยนแปลง ค่อยๆ ปรับลมปราณ เหตุการณ์ทุกอย่างภายในหุบเขาอวิ๋นเสมือนอยู่ตรงหน้านาง ลมหายใจของทุกคนนางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
หงซูทำอาหารเลิศรสไว้เต็มโต๊ะอีกแล้ว อวิ๋นเชียนอวี่กินอย่างสบายใจอีกมื้อใหญ่
“ท่านผู้นำหุบเขา ครั้งนี้พาหงซูไปด้วยเถิด!” หงซูสบโอกาสนี้ขอร้องนาง
“รอดูสถานการณ์ตอนเข้าเมืองหลวงก่อนค่อยว่ากัน”แท้จริงแล้วอวิ๋นเชียนอวี่ก็อยากจะพาหงซูไปด้วย เพราะฝีมือการทำอาหารของหงซูแม้แต่ห้องเครื่องในวังก็เทียบไม่ได้
เมื่อหงซูได้ยินก็ไม่ผิดหวังแม้แต่น้อย นางรู้ดีว่า ในเมื่อนายหญิงพูดเช่นนี้แล้ว ก็คิดจะพานางไปด้วยอยู่แล้ว แค่นางจะได้ไปเมืองหลวงช้าหน่อยเท่านั้น!
หน้าประตูปรากฏชุดสีขาวพลิ้วปลิวไสว ณ มุมหนึ่ง ตามมาด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มงดงามของเฟิ่งหร่านเดินเข้ามา
“ท่านผู้นำหุบเขา เด็กน้อยยี่สิบคนที่ท่านผู้อาวุโสเลือกไม่เลวเลย แค่เดือนเดียวก็กลายเป็นคนใหม่แล้ว”
อวิ๋นเชียนอวี่เหลือบตาขึ้นมองเฟิ่งหร่าน ”ผ่านมือเจ้า พวกเขาทุกคนถึงได้พิสูจน์ความไม่ธรรมดาของพวกเขาออกมา”
เฟิงหร่านเป็นเด็กกำพร้า ยามนั้นบิดามารดาถูกผู้อาวุโสในตระกูลคิดร้าย แค่คืนเดียวคนในตระกูลเฟิ่งก็ถูกสังหารทั้งหมด เฟิ่งหร่านที่อายุหกขวบถูกบิดามารดาจับซ่อนในอ่างบัว เมื่อหนีออกมาได้ก็ได้อวิ๋นเทียนและภรรยาช่วยไว้
เฟิ่งหร่านฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้แค่รอบเดียวก็ทำเป็นแล้ว ทั้งวรยุทธ์ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผ่านไปห้าปี เขาในวัยสิบเอ็ดก็แก้แค้นเพื่อท่านพ่อและท่านแม่ได้ กลิ่นคาวเลือดจากการฆ่าในคืนนั้น ทำให้บรรพบุรุษเหล่านั้นนึกเสียใจภายหลัง
ตั้งแต่นั้น เฟิ่งหร่านก็อยู่ที่หุบเขาอวิ๋นอย่างสุขสงบ ตอบแทนบุญคุณอวิ๋นเทียนและภรรยาที่ช่วยชีวิต
สามปีก่อน หลังจากที่อวิ๋นเทียนและภรรยาจากไป ไฉซูหัวหน้าองครักษ์คนเดิมต้องทำหน้าที่ดูแลเรื่องจิปาถะในหุบเขา จึงต้องเลือกหัวหน้าคนใหม่ ตอนนั้นเฟิ่งหร่านเป็นผู้ที่มีทักษะการต่อสู้ดีที่สุดในหมู่องครักษ์ ดังนั้นเมื่ออวิ๋นเชียนอวี่ตอบตกลง เฟิ่งหร่านจึงได้เป็นหัวหน้าองค์รักษ์อวิ๋น
หลังจากที่องค์รักษ์อวิ๋นมีเฟิงหร่านเป็นหัวหน้า ผ่านการฝึกที่เข้มงวด วิธีการฝึกก็เป็นสิ่งที่เฟิงหร่านฝึกผ่านมาด้วยตัวเอง ต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์
ด้วยเหตุนี้องครักษ์อวิ๋นจึงเป็นกลุ่มองครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเขาอวิ๋นตลอดมา แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดยังชื่นชมเฟิงหร่าน บอกว่าเขาเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์อย่างน่าอัศจรรย์
ดังนั้นเมื่อได้รับคำชมจากเฟิ่งหร่านเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาของเด็กเหล่านี้ไม่ธรรมดา
เฟิ่งหร่านขมวดคิ้วสวย เดินมายืนอยู่ด้านหน้าอวิ๋นเชียนอวี่พลางยิ้มมุมปาก “ข้าจะคิดว่าท่านผู้นำหุบเขาชมเชยเฟิ่งหร่านได้หรือไม่”
อวิ๋นเชียนอวี่พูดโดยไม่ต้องคิดว่า “ทั้งหมดเจ้าสามารถรับคำชมได้อย่างเต็มที่”
เฟิ่งหร่านชะงักเล็กน้อย หลังจากนั้นก็พยักหน้า ”แท้จริงแล้วข้าน้อยนับถือในตัวเองยิ่งนัก!”
เฉินเซียงยกถาดองุ่นที่ล้างแล้วเข้ามาพอดี นางนำองุ่นวางไว้บนโต๊ะ ปลอกองุ่นอย่างชำนาญพลางหัวเราะคิกคัก
“หัวหน้าใหญ่เฟิ่ง การถ่อมตนคืออะไร”
เฟิ่งหร่านมองค้อนนางขวับหนึ่งแล้วพูดว่า “สิ่งนี้กับการถ่อมตนเกี่ยวอะไรกัน อยู่ต่อหน้าท่านผู้นำหุบเขาก็ต้องพูดเรื่องจริง จะทำอย่างขอไปทีมิได้”
ในตอนนี้ หมั่นเอ๋อร์ก็พรวดพราดเข้ามาในสภาพยับเยินราวกับฝ่าพายุมาก็ไม่ปาน
นางรินชาในกาบนโต๊ะจนเต็มถ้วยชา แล้วดื่มอึกๆ ลงไปรวดเดียว
เฟิ่งหร่านมองหมั่นเอ๋อร์ที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เปลี่ยนชุดมานานนั้นอย่างรังเกียจ
“เมื่อไหร่เจ้าจะเป็นหญิงสาวที่งดงามเหมือนเฉินเซียง อวี่นั่ว อิ๋งอวี่ได้บ้าง”
ดวงตากลมโตของหมั่นเอ๋อร์กระพริบปริบๆ แล้วพินิจพิเคราะห์พวกเฉินเซียงทั้งสามหนึ่งรอบ หลังจากนั้นจึงพูดขึ้นด้วยท่าทีจริงจังว่า ”ข้าคิดอย่างตั้งใจแล้ว ในชีวิตนี้เป็นไปไม่ได้หรอก ชาติหน้าข้าจะลองใคร่ครวญสิ่งที่หัวหน้าใหญ่เฟิ่งชี้แนะดู”
ทันใดนั้นในห้องก็เกิดเสียงหัวเราะขึ้น
เฟิ่งหร่านตวัดสายตาที่ไม่สนใจหมั่นเอ๋อร์แม้แต่น้อยกลับมา ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับนางแล้วเช่นกัน
“เสร็จเรื่องแล้วหรือ”อวิ๋นเชียนอวี่มองหมั่นเอ๋อร์แล้วถามขึ้น
“ท่านผู้นำหุบเขาวางใจ เดือนนี้ข้าได้ตรวจค่ายกลในหุบเขาอวิ๋นอย่างดีแล้วหนึ่งรอบ และได้ปรับปรุงตามที่ท่านผู้นำหุบเขาสอนแล้วด้วย ตอนนี้ตระกูลอวิ๋นเรียกได้ว่าป้องกันอย่างแน่นหนา” หมั่นเอ๋อร์ตบหน้าอกด้วยความภูมิใจ
ตอนนี้ ผู้ดูแลด้านนอกได้รายงานขึ้นว่า ”ท่านผู้นำหุบเขา ด้านนอกหุบเขามีคนแปลกหน้าคนหนึ่ง มุ่งหน้ามาที่หุบเขาอวิ๋น ตอนนี้อยู่ที่ด้านนอกหุบเขาแล้ว”
คนในห้องต่างมองหมั่นเอ๋อร์ที่ยังไม่ได้เอามืออกจากหน้าอก นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกว่าป้องกันอย่างแน่นหนาหรือ
หมั่นเอ๋อร์ตะลึงงัน ทันใดนั้นก็สบถออกมา “เฮ้ย เจ้าคนเบื่อชีวิตนั่นบังอาจมาทำให้ข้ากลัดกลุ้มใจหรือไร”