ยอดพธูจ้าวดวงใจ

ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 9 ตอนที่ 9

#9บทที่ 9

เมื่อฮวาหมั่นซีได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ก็รีบหันมองตามต้นเสียงทันที

“เจ้าจิ้งจอก ทุกครั้งที่เจ้าเจอข้า ถ้าไม่เยาะเย้ยข้าจะตายหรือไร” ฮวาหมั่นซีสีหน้าจนปัญญา กัดฟันกรอดพูดขึ้น

“ตอนตายไม่แน่ แต่ใจไม่มีความสุขนี่แน่นอน” ใบหน้าหล่อเหลาดุจเซียนจุติของกงซังมั่วโผล่ออกมาจากหน้าต่างรถ น้ำเสียงยียวนนั้นทำให้ฮวาหมั่นซีโกรธจนเลือดลมพุ่งพล่าน

“ข้ากำลังคันไม้คันมือพอดี เมื่อครู่คิดว่าเจ้าเฟิ่งหร่านนั่นจะลงมือ ไม่คิดว่าจะถูกแม่จิ้งจอกในรถนั่นมองออก คงต้องรบกวนเสียนอ๋องช่วยฝึกฝีมือกับซื่อจื่ออย่างข้าเสียหน่อย” ฮวาหมั่นซีกัดฟันพูดขึ้นพร้อมกับถกแขนเสื้อ

เกิดเสียงพรึบ หน้าต่างรถปิดลง

“ฝ่าบาททรงรอนานแล้ว เจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้ฝ่าบาททรงรอต่อไป”

เมื่อฮวาหมั่นซีได้ยินก็ท้อใจ ดูเหมือนว่าอารมณ์โกรธของเขาในวันนี้จะไม่มีวิธีระบายแล้ว!

ทันใดนั้นก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ฮวาหมั่นซีพูดขึ้นอย่างสะใจว่า “กงซังมั่ว เจ้ากำลังกลับเมืองหลวงสินะ หวังว่าเจ้าจะไม่กลัวจนก้นสั่นนะ!”

เมื่อคิดถึงก่อนหน้านี้ที่เห็นตาแก่จวนเสียนอ๋องนั่นชอบดูแลสุขภาพก้นของกงซังมั่ว ทันใดนั้นฮวาหมั่นซีก็รู้สึกสบายใจ

“ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ที่เอาแต่คิดถึงมัน” น้ำเสียงอบอุ่นของกงซังมั่วแฝงไว้ด้วยความขบขัน

รถม้าของกงซังมั่วค่อยๆไกลออกไปจากสายตาของฮวาหมั่นซี กว่าจะรอให้ฮวาหมั่นซีเข้าใจสิ่งที่กงซังมั่วพูด รถม้าก็หายไปแล้ว

“ฮะ ใครคิดถึง...ของเจ้ากัน” คำว่า ‘ก้น’ ถูกฮวาหมั่นซีกลืนกลับเข้าไป

“ไป ไปวังนอกเมือง!” ฮวาหมั่นซีกระโดดขึ้นรถม้าอย่างหงุดหงิด “เจอเจ้าจิ้งจอกที่ดีแต่ยิ้มนี้ทีไรไม่เคยมีเรื่องดีเลย รอกลับไปเมืองหลวงก่อนค่อยคิดบัญชีกับเขา”

เฟิงเย่ว์ที่อยู่ด้านหลังเขามองฟ้าเงียบๆ

ซื่อจื่อ ท่านก็รู้อยู่ว่าเสียนอ๋องจิ้งจอกที่ดีแต่ยิ้มแท้จริงแล้วมีแผนการในใจมากมาย แล้วทำไมท่านถึงมักจะกวนอารมณ์เขาเล่า มีครั้งไหนที่ท่านได้ประโยชน์บ้าง แพ้กี่ครั้งก็ไม่ยอมถอยจริงๆ

*!*

วันนี้ วงการยุทธจักรได้เกิดพายุลูกหนึ่งขึ้น แน่นอนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นและหุบเขาอวิ๋น

เดาว่าในขณะเดียวกันที่หมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นยังไม่ตกต่ำ ตระกูลอวิ๋นก็ไม่ตกต่ำเช่นกัน อีกอย่างยังถูกแม่สาวน้อยนั่นจัดการดูแลอย่างดี ทำให้คนระมัดระวังมากกว่าตอนที่อวิ๋นเทียนยังอยู่เสียอีก

เจ้าคนที่โชคดีถูกนำมาเป็นไก่เพื่อเชือดให้ลิงดู ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงวิธีการของหุบเขาอวิ๋น

อวิ๋นเชียนอวี่สามคำนี้ แค่เพียงวันเดียว แม้โฉมหน้าจะยังมิได้เปิดเผย ก็ดังไปทั้งวงการยุทธจักรแล้ว

ยามนี้ในหุบเขาอวิ๋น อวิ๋นเชียนอวี่กำลังกินอาหารคาวและของหวานที่หงซูทำ นางหรี่ตาลงด้วยความพึงใจ ท่าทางอิ่มเอมใจนั้นลดความเย็นชาในยามปกติไปได้มาก แสดงออกถึงความสบายเป็นอย่างยิ่ง

เฉินเซียงที่เห็นว่าในที่สุดอวิ๋นเชียนอวี่ก็วางตะเกียบ ก็เข้ามารายงานว่า “นายหญิง ผู้อาวุโสของตระกูลมาถึงและรออยู่นานแล้วเจ้าค่ะ”

ม่านตาอวิ๋นเชียนอวี่เบิกกว้าง “ทำไมไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้”

เฉินเซียงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายได้ยินว่านายหญิงทานข้าว ก็ไม่ให้พวกเรารบกวน บอกว่าพวกเขารอได้ไม่เป็นไร”

คนในหุบเขาต่างรู้ ท่านผู้นำหุบเขาชื่นชอบในฝีมือทำอาหารของหงซู ทุกครั้งที่กลับมาก็จะกินอย่างมีความสุข ในตอนนี้เรื่องอื่นๆในตระกูลต่างไม่สำคัญ ให้ท้องของท่านผู้นำหุบเขาอิ่มก่อนถึงจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่า!

อวิ๋นเชียนอวี่ลุกขึ้นล้างมือ หลังจากนั้นก็เดินไปหอเมฆา

อวี่นั่วเละอิ๋งอวี้ยกถาดองุ่นพันธุ์พิเศษของหุบเขาอวิ๋นตามหลังไป

ณ ห้องโถงหอเมฆา ผู้อาวุโสท่าทางมีชีวิตชีวาเจ็ดท่านเมื่อเห็นหลงเซียงลั่วเข้ามาแล้ว ก็ลุกขึ้นยืน โค้งตัวทำความเคารพ “คารวะท่านผู้นำหุบเขา”

“ผู้อาวุโสทุกท่าน เชียนอวี่เคยพูดแล้วนี่ พวกท่านเป็นผู้อาวุโสที่ดูแลท่านพ่อท่านแม่จนเติบใหญ่ เชียนอวี่ก็เติบโตมาอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของพวกท่าน พวกท่านไม่จำเป็นต้องทำความเคารพเช่นนี้”

“นั่นเป็นความกรุณาของท่านผู้นำหุบเขา แต่มารยาทจะขาดไม่ได้”

ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดท่านดื้อรั้น ในตอนนั้นถ้าไม่ใช่ท่านพ่อของเชียนอวี่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้แล้วยังพาพวกเขากลับมาหุบเขาอวิ๋น สอนด้านศิลปะการต่อสู้และทักษะการแพทย์ ให้ตำแหน่งที่พวกเขาไม่กล้าคิด วันนี้พวกเขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ไม่อาจพูดได้

เมื่ออวิ๋นเชียนอวี่ได้ยินก็จนปัญญา เดินขึ้นไปนั่งบนที่นั่ง ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดถึงได้นั่งลงประจำตำแหน่งของตนเอง

ผู้อาวุโสใหญ่ถามขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “ท่านผู้นำหุบเขา เพราะเหตุใดต้องตกลงทำเรื่องไม่ดีตามฝ่าบาทด้วย”

ผู้อาวุโสสองก็ถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ถ้าหากแท้จริงแล้วเป็นเพราะท่านผู้นำหุบเขาเป็นห่วงมู่หรงอวี้เจี้ยน ก็แค่ส่งองครักษ์ไปคอยคุ้มกันอยู่ลับๆ ก็พอ”

ผู้อาวุโสอีกห้าคนก็มองมาทางอวิ๋นเชียนอวี่ รอให้นางอธิบาย ในใจของพวกเขาอวิ๋นเชียนอวี่ไม่ใช่สาวน้อยอายุสิบห้า สติปัญญาของนางนั้นพวกเขาเหล่านี้ก็เทียบไม่ได้

ดังนั้นการที่อวิ๋นเชียนอวี่ทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลของนาง

อวิ๋นเชียนอวี่กินองุ่นที่อวี่นั่วปอกให้ ดวงตาเรียวสวยทั้งสองข้างกะพริบ แพขนตายาวกะพริบขึ้นลง

“รุ่ยชินอ๋องเป็นคนอย่างไร ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายต่างรู้ดี เวลาของฝ่าบาทเหลืออีกเพียงครึ่งปีแล้ว พวกท่านคิดว่ามู่หรงอวี้เจี้ยนเด็กน้อยอายุแปดขวบจะสู้บรรดาพระโอรสพระธิดามากมายกับรุ่ยชินอ๋องที่มีอำนาจมากได้หรือ”

ผู้อาวุโสสามพูดต่อทันทีว่า “นั่นก็เป็นเรื่องของราชวงศ์ เกี่ยวข้องอะไรกับหุบเขาอวิ๋นของเรา”

อวิ๋นเชียนอวี่มองผู้อาวุโสสาม “ถ้าหากคนอย่างรุ่ยชินอ๋องได้เป็นจักรพรรดิจริง แผ่นดินนี้จะเป็นเยี่ยงไร”

ผู้อาวุโสสามขมวดคิ้ว “ด้วยความทะเยอทะยานของรุ่ยชินอ๋อง แน่นอนว่าไม่มีขอบเขตและความสงบสุข มือของเขาต้องยื่นไปถึงอีกสามแคว้นที่เหลือเป็นแน่”

“แล้วอีกสามแคว้นที่เหลือจะยอมให้จับหรือไม่”

“ไม่แน่นอน” ผู้อาวุโสสามตอบอย่างไม่ต้องคิด ถ้าหากไม่โง่ก็ต้องต่อต้าน

“เช่นนั้นแล้วหากทั้งสี่แคว้นเกิดสงครามวุ่นวายขึ้นมา สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออะไร หุบเขาอวิ๋นที่ทั้งร่ำรวยและมีทักษะการแพทย์ที่ทำให้คนอิจฉาริษยาจะรอดพ้นหรือ”

ทั้งเจ็ดท่านต่างนิ่งเงียบ พวกเขาไม่ได้คิดมากเช่นนี้ แท้จริงแล้วหุบเขาอวิ๋นของพวกเขาไม่เคยเข้าร่วมเรื่องต่างๆภายนอก แต่การที่หุบเขาอวิ๋นไม่เข้าร่วม ไม่ได้แสดงว่าพวกเขาจะทิ้งเนื้อก้อนใหญ่อย่างหุบเขาอวิ๋นไป

อวิ๋นเชียนอวี่พูดอีกว่า “อีกอย่างรุ่ยชินอ๋องได้ยื่นมือไปหาหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นแล้ว”

ผู้อาวุโสใหญ่จึงพูดขึ้นอย่างเข้าใจว่า “วันนี้ที่ท่านผู้นำหุบเขาแสดงอำนาจ และให้เฟิงหร่านฆ่าไก่ตัวหนึ่ง ก็เพื่อต้องการข่มขู่ให้กลัวหรือ”

อวิ๋นเชียนอวี่พยักหน้า  “ทันทีที่การหมั้นหมายของข้ากับซือถูหันอีเป็นอันยกเลิก  หุบเขาอวิ๋นย่อมไม่อาจหลบซ่อนต่อไปได้อีกแล้ว ข้าไม่ต้องการให้ใครก็ตามมีความคิดจะโจมตีหุบเขาอวิ๋น เพราหุบเขาอวิ๋นไม่ได้มีเวลามากพอมารับมือกับพวกเขา”

ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ พวกเราไม่มีข้อสงสัยแล้ว ท่านผู้นำหุบเขาโปรดวางใจ มีเรื่องลำบากอะไร พวกเราจะไม่นิ่งดูดาย”

ผู้อาวุโสรองก็พูดว่า “แต่ว่า ท่านผู้นำหุบเขาต้องพาเฟิ่งหร่านไปด้วย องครักษ์มีอยู่เพื่อดูแลท่านผู้นำหุบเขา ไม่อาจเกิดเรื่องอย่างท่านพ่อท่านแม่ของท่านได้อีก หุบเขาอวิ๋นมีแต่ท่านคนเดียวที่สืบสายโลหิตมาแล้ว”

ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพยักหน้าเห็นด้วย แท้จริงแล้วนั่นคือวังหลวง ศูนย์กลางของอำนาจ การหายไปของอวิ๋นเชียนอวี่พวกเขาแบกรับไม่ไหวหรอก

อวิ๋นเชียนอวี่พยักหน้า นางรู้ว่าเรื่องของท่านพ่อท่านแม่ในตอนนั้นโจมตีผู้อาวุโสทั้งเจ็ดท่านนี้ ถ้าหากไม่มีนางอยู่ ทั้งเจ็ดท่านนี้คงตามท่านพ่อท่านแม่ไปแล้ว เช่นนั้นแล้วหุบเขาอวิ๋นก็คงไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างแท้จริง

“มีเรื่องหนึ่งที่ต้องรบกวนท่านทั้งหลาย” อวิ๋นเชียนอวี่พูดถึงเหตุผลที่มาที่นี่

เมื่อผู้อาวุโสทั้งเจ็ดได้ยินดวงตาชราก็มีประกายขึ้นมา คนแก่อย่างพวกเขามีประโยชน์ต่อท่านผู้นำหุบเขาแล้ว

เมื่ออวิ๋นเชียนอวี่เห็นท่าทางของพวกเขาก็รู้สึกอบอุ่นใจ

“หลายปีที่ผ่านมาหุบเขาอวิ๋นรับเลี้ยงเด็กที่ถูกทอดทิ้งมามากใช่หรือไม่ ข้าต้องการเด็กอายุประมาณสิบขวบยี่สิบคนที่มีวรยุทธ์ระดับสูง ดีที่สุดคือมีทักษะทางการแพทย์ ทั้งยี่สิบคนนี้ต่อไปจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับหุบเขาอวิ๋นแล้ว”

ผู้อาวุโสใหญ่พูดกับอวิ๋นเชียนอวี่ว่า “ท่านผู้นำหุบเขาวางใจ เด็กเหล่านี้ได้ถูกเลี้ยงขึ้นนอกหุบเขาอวิ๋น อายุสิบกว่ามีจำนวนมาก และอีกอย่างพวกเขาไม่เคยมาหุบเขาอวิ๋น”

อวิ๋นเชียนอวี่พยักหน้า  “หุบเขาอวิ๋นจะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง แน่นอนว่าต้องมีคนจำนวนมากมาขอรับการรักษา การติดต่อกับภายนอกตระกูลจะเปิดเผยเป็นสาธารณะตั้งแต่วันนี้ ให้เด็กพวกนี้รับหน้าที่เรื่องข้างนอก และดูแลเรื่องความสามารถพวกเขาให้ดี  กฎของการขอรับการรักษาก็ดำเนินการตามท่านพ่อ”

อวิ๋นเชียนอวี่ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปด้านนอก แล้วพูดกับผู้อาวุโสทั้งเจ็ดว่า “ข้าจะไปเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่เสียหน่อย”

devc-75d0bbbd-32992