ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 8 ตอนที่ 8

#8บทที่ 8

บทที่ 8 เชือดไก่ให้ลิงดู

ไฉซูขับรถมา สายตามุ่งตรงไปข้างหน้า เหมือนกับว่ามองไม่เห็นผู้คนที่จ้องเขม็งเหมือนเสืออยู่บนถนนนั่น

ด้านหลังรถม้ามีชายสี่คนและหญิงสี่คนขี่ม้าตามมา ล้วนแล้วแต่มีท่าทีที่สงบนิ่งเช่นกัน

มองดูเส้นทางด้านหน้าที่ถูกผู้คนขัดขวางเอาไว้ ไฉซูขมวดคิ้ว “เรียนท่านผู้นำ ถนนถูกขวางไว้ขอรับ!

แท้จริงแล้วความหมายของสิ่งที่ไฉซูพูดคือต้องลงมือหรือไม่ ต้องลงมือระดับไหนถึงเหมาะสม

ผู้คนมองเข้าไปในรถตามเสียงของไฉซู มีหลายคนที่เห็นอวิ๋นเชียนอวี่แล้วที่หมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋น เมื่อนึกถึงความงดงามที่น่าตกใจนั้นก็ทำให้ผู้คนต่างจดจ้องไปที่หน้าต่างรถด้วยสายตาร้อนแรง

“โอ้ สามปีเท่านั้น กฎของหุบเขาอวิ๋นก็ถูกผู้คนหลงลืมกันไปหมดแล้ว” น้ำเสียงเบื่อหน่ายแผ่วเบาแว่วออกมา

ทันใดนั้นผู้คนก็นึกถึงกฎที่หุบเขาอวิ๋นเคยตั้งไว้ ในใจรู้สึกกลัว แต่เมื่อลองคิดดูอีกที อวิ๋นเทียนตายไปแล้ว แค่หญิงสาวอายุสิบสามตรงหน้านี้ แม้ว่าวรยุทธ์จะสูง แต่จะสูงเกินกว่าผู้ที่ฝึกฝนมาหลายสิบปีไม่ได้

เมื่อคิดเช่นนี้ ความรู้สึกกลัวในใจก็หายไปทันที

ชายที่ดูเป็นคนเอ้อระเหยลอยชายคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “จะขู่ใครหรือ สาวน้อยอย่างเจ้าก็คิดจะขู่ผู้อื่นอย่างท่านพ่อของเจ้าหรือ ข้าว่าคงสู้ใช้ใบหน้าที่ทำให้คนหลงใหลของเจ้ามาแสดงไม่ได้หรอก!”

เมื่อเขาพูดจบ พลันก่อเกิดเสียงหัวเราะดังเกรียวกราว

“มาๆ ออกมาให้ข้าดูเร็วๆว่าจะทำให้ข้าหลงใหลได้หรือไม่!” มีเสียงกู่ร้องของผู้คน พวกผู้ชายก็ยิ่งเหิมเกริมทำตามอำเภอใจกว่าเดิม

ผู้คนต่างรอให้คนในรถอับอายจนบันดาลโทสะ

“เฉินเซียง บอกกฎของหุบเขาอวิ๋นให้พวกเขาฟังรอบหนึ่ง!” อวิ๋นเชียนอวี่ไม่ได้บันดาลโทสะอย่างที่ผู้คนปรารถนา แค่ออกคำสั่งแก่เฉินเซียงที่อยู่ด้านหลังรถอย่างเรียบง่ายเท่านั้น

เฉินเซียงหวดม้าเดินไปด้านหน้า ดวงตาแข็งกร้าวมองผู้คนด้วยความเหยียดหยาม

“หุบเขาอวิ๋นมีกฎอยู่แค่ข้อเดียว นั่นคือผู้ที่ทำให้ท่านผู้นำไม่มีความสุข มันผู้นั้นจะได้ อยู่ ไม่ สู้ ตาย!”

เซียงเฉินพูดคำว่าอยู่ไม่สู้ตายออกมาทีละคำ มองชายที่กล้าพูดสบประมาทผู้นำหุบเขาด้วยสายตาสมเพช

กฎนี้อวิ๋นเทียนเป็นผู้ตั้งขึ้น ตัวตนของเขานั้นเป็นคนง่ายๆ แค่ทำให้เขาอารมณ์ดี ไม่ว่าเรื่องอะไรก็พูดง่าย  แต่หากมีใครทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจ ความตายนั้นจะกลายเป็นสิ่งเพ้อฝันอย่างหนึ่ง กฎข้อนี้เป็นเจตนาของอวิ๋นเชียนอวี่ นางพอจะไม่คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนและเรื่องต่างๆได้บ้าง แต่ถ้าหากมาก่อกวนเกินขีดจำกัดของนางแล้ว นางก็ไม่ใช่คนมีเมตตาอะไร มิเช่นนั้นเมื่อชาติก่อนนางคงไม่ควบคุมตระกูลได้ตั้งแต่อายุแค่สิบกว่าขวบเท่านั้นหรอก

“เฟิ่งหร่าน รออะไรอยู่ “เสียงของอวิ๋นเชียนอวี่ลอยออกมาอีกครั้ง

มีผู้คนออกมาเป็นไก่ให้นางได้เชือดให้ลิงดู ถ้าหากนางไม่ใช้โอกาสนี้ย่อมเป็นสูญเสียเจตนาของพวกเขาโดยเปล่าประโยชน์มิใช่หรือไร

“มาแล้ว!” ตามมาด้วยเสียงบุรุษ หมอกขาวกลุ่มหนึ่งพัดชายที่พูดจาไม่นอบน้อมเมื่อครู่ปลิวหายไปอย่างรวดเร็ว

ผู้คนต่างตกใจ ที่นี่ยังมีคนอื่น เหตุไฉนพวกเขาถึงสัมผัสไม่ได้

พวกเขายังไม่ได้สติกลับมาจากความตกใจเมื่อครู่ ชายคนนั้นทรมานจนร้องครวญครางออกมา ผิวหนังและเนื้อบนร่างเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว แม้แต่ผู้คนที่เคยเห็นกลิ่นคาวเลือดมามากยังทนดูไม่ได้ ต่างรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมา

ในตอนนี้เอง ชายหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งก็ลอยมาปรากฏตัวที่หน้ารถม้า องคาพยพทั้งห้าบนใบหน้างามประณีต หล่อเหลาไม่ธรรมดา ริมฝีปากสวยค่อยๆเผยรอยยิ้มสบายอารมณ์ออกมา

“ท่านผู้นำหุบเขา แบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาต้องทนกับความเจ็บปวดจากการกระดูกหักและเนื้อเน่านี้ไปหนึ่งเดือนจึงจะตาย”

ผู้คนตกใจ เสียงนี้กับเสียง “มาแล้ว” เมื่อครู่เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงเดียวกัน หรือว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นตัวการก่อเรื่องคาวเลือดนี้

“ได้ยินเสียงจากด้านนอก ก็ยังรู้เลยว่าโหดร้ายยิ่งนัก” เสียงของอวิ๋นเชียนอวี่ยังเย็นชาเหมือนเดิม

“หึๆ นั่นเป็นเพราะข้ารู้ว่าท่านผู้นำหุบเขาไม่มองหรอก!ท่านผู้นำหุบเขา นี่เป็นยาพิษใหม่ที่เฟิ่งหร่านคิดค้นขึ้น วันนี้ได้ทดสอบดู ผลลัพธ์เกินคาด ต้องรอปรับปรุงให้ดีขึ้น รอให้เฟิ่งหร่านปรับปรุงเสร็จ จะนำมาให้องค์รักษ์อวิ๋นคนละสักสองสามขวดl” เฟิ่งหร่านสะบัดแขนเสื้อ แสดงท่าทีไม่พอใจ

“อืม ก้าวหน้าขึ้นมากแล้ว” อวิ๋นเชียนอวี่กล่าวชมอย่างไม่เสียดายแม้แต่น้อย

“ขอบคุณท่านผู้นำหุบเขาที่ชม ทักษะยาพิษของเฟิ่งหร่านยังไม่ถึงส่วนหนึ่งของท่านผู้นำหุบเขาเลยด้วยซ้ำ!”

การสนทนาของทั้งสองคนทำให้ผู้คนขนลุก ร่างทั้งร่างหนาวสั่น มองชายที่กลิ้งหลุนไปกับพื้น ใบหน้านั้นมองไม่ออกแล้วว่าเป็นใคร นี่ยังร้ายกาจไม่ถึงส่วนของผู้นำหุบเขาอีกหรือ  ทุกคนต่างรีบถอยหลังไปอย่างรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ชายหนุ่มสี่คนด้านหลังรถม้าควบม้าขึ้นมาด้านหน้า กำหมัดแล้วพูดขึ้นพร้อมกันว่า “ทำความเคารพท่านผู้นำ”

ผู้คนหายใจเข้าลึก แท้จริงแล้วชายหนุ่มคนนี้เป็นหัวหน้าองครักษ์อวิ๋นของหุบเขาอวิ๋น เยาว์วัยเช่นนี้ก็มีทักษะพิษที่สูงเช่นนี้แล้ว อีกอย่างตอนที่เขายังไม่ปรากฏตัว ผู้คนต่างจับสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาไม่ได้เลย วรยุทธ์เช่นนี้ล้ำลึกยิ่งนัก

ผู้คนไม่มีกะจิตกะใจจะดูเหตุการณ์อีกแล้ว รีบแยกย้ายหายไปอย่างรวดเร็ว นี่เรียกได้ว่าปีศาจสาวในคราบสตรีผู้อ่อนโยน น่ากลัวเสียยิ่งกว่าท่านพ่อของนาง

เมื่อมองพื้นที่ที่ว่างเปล่า เฟิ่งหร่านถูจมูก “จริงๆ เลย แค่แสดงฝีมือออกไปเล็กน้อย ก็ตกใจหนีไปหมดแล้ว ยังมีหน้ามาโอ้อวดอะไรอีก”

เขาเดินไปยังคนที่เละเหมือนโคลนแต่ยังมีชีวิตอยู่คนนั้น พูดขึ้นด้วยสายตาเหยียดหยามว่า “ให้ข้าได้ทดลองยานับว่าเป็นโชคของเจ้าที่สะสมมาแปดชาติแล้ว”

เฟิ่งหร่านเงยหน้ามองรถม้าคันเดียวที่ไม่ได้จากไป สบตากับชายชุดแดงคนนั้น หลังจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “อะไรกัน ซื่อจื่อแห่งจวนหรงกั๋วกงก็สนใจให้เฟิ่งหร่านทดลองยาด้วยหรือ “

เฟิ่งหร่านมองดวงตาขององค์รักษ์ขับรถที่ไม่มีความหวาดกลัวอยู่สักนิดผู้นั้น ในใจรู้สึกสุดจะทนกับพวกลูกผู้ดีตามที่เล่าลือกันนั่น พลางมองพิจารณาซื่อจื่อที่ชอบหญิงงามคนนี้ไม่หยุดด้วยสายตาที่ต่างออกไป ดูท่าเรื่องที่เล่าลือกันนั้นเชื่อไม่ได้เสียแล้ว!

“เดิมทีซื่อจื่อมาดูหญิงงาม ไม่ได้สนใจพิษของเจ้า” ฮวาหมั่นซีกระโดดลงจากรถม้าแล้วเดินมาทางรถม้าของหลงเซียงลั่ว

เฟิ่งหร่านหายตัว พริบตาก็มาขวางอยู่ด้านหน้าของฮวาหมั่นซี

“หญิงงามของหุบเขาอวิ๋นสูงส่งดุจเมฆ ซื่อจื่อไม่สู้ไปเยี่ยมเยียนที่หุบเขาอวิ๋นดู ย่อมไม่เสียเที่ยวแน่นอน!” เฟิ่งหร่านไม่ยอมให้แม้แต่น้อย

ฮวาหมั่นซีมองเฟิ่งหร่านที่ขวางอยู่ด้านหน้าของตน และดูรถม้าด้านหลังของเขาที่ไม่เคลื่อนไหว  “มีโอกาสซื่อจื่อจะไปเยี่ยมเยียนแน่นอน”

“วันอื่นมิสู้วันนี้ เช่นนั้นก็วันนี้แล้วกัน!” ดวงตาเฟิ่งหร่านไหวสั่น กล้าขัดข้อคิดเห็นของผู้นำหุบเขา มององครักษ์อวิ๋นเป็นของประดับหรือไร

ฮวาหมั่นซี่มองเฟิ่งหร่านอย่างไม่เกรงกลัว

“เฟิ่งหร่าน ยั้งมือหน่อย ซื่อจื่อของหรงกั๋วกงมารับฝ่าบาทกลับวัง” อวิ๋นเชียนอวี่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของเฟิ่งหร่าน ก็รู้ว่าเขาโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ

ดวงตาของฮวาหมั่นซีนิ่งค้าง ฉากหน้าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาถูกท่านอ๋องส่งห้ามไม่ให้ออกจากเมืองหลวงมาสามปีแล้ว การมารับองค์จักรพรรดิกลับวังก็ถือว่าแอบออกมาจากเมืองหลวง อีกอย่างเรื่องนี้นอกจากองค์จักรพรรดิก็มีแค่เขาและท่านพ่อที่รู้ แล้วนางรู้ได้อย่างไร

“ซื่อจื่อ ฝ่าบาทและอวี้เจี้ยนเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว รอแค่เจ้าเท่านั้น เจ้าไม่ควรเสียเวลาแล้ว"

ประโยคนี้ของอวิ๋นเชียนอวี่ยืนยันได้แล้ว อวิ๋นเชียนอวี่ไม่เพียงรู้จักองค์จักรพรรดิ แต่ยังสนิทกับมู่หรงอวี้เจี้ยนหลานขององค์จักรพรรดิเป็นอย่างดี ดีจนถึงขั้นเรียกชื่อได้ จากที่เขารู้ นอกจากองค์จักรพรรดิแล้ว ผู้ที่เรียกชื่อของมู่หรงอวี้เจี้ยนได้ ก็มีแค่เจ้าคนที่หล่อเหลาและมีรอยยิ้มจิ้งจอกเจ้าเล่ห์บนหน้านั่น---เสียนอ๋องกงซังมั่ว

“เฟิ่งหร่าน ไปเถอะ ข้าหิวแล้ว!” น้ำเสียงเกียจคร้านของอวิ๋นเชียนอวี่บ่งบอกถึงความน้อยใจออกมา

เมื่อเฟิ่งหร่านได้ยินก็เก็บงำโทสะทันที ดวงตาเต็มไปด้วยแววยิ้ม “หงซูได้จัดเตรียมอาหารอร่อยไว้แล้ว รอแค่ท่านผู้นำหุบเขาเท่านั้น”

เฟิ่งหร่านหันหลังแล้วพูดกับองครักษ์อวิ๋นชุดขาวทั้งสี่คนนั้นว่า “ยังมัวอึ้งอะไรกันอยู่อีก “

ไฉซูที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอดฟาดแส้ม้าเบาๆ รถม้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปอย่างมั่นคง

ฮวาหมั่นซีมองรถมาที่ห่างออกไปแล้วลูบคาง

“เสียดายจริงๆ ที่ไม่ได้เห็นหญิงงาม แต่แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นโฉมสะคราญงามล่มเมือง!”

เฟิงเย่ว์ที่อยู่ด้านหลังของเขาหน้าดำคร่ำเครียด ซื่อจื่อ ท่านช่างกล้ายั่วโมโหทุกคนเสียจริง นั่นคือผู้นำแห่งหุบเขาอวิ๋นเชียวนะ!

ยังไม่รอให้ฮวาหมั่นซีขึ้นรถม้า วาจาเยาะหยันด้วยน้ำเสียงราบเรียบก็ลอยมา  “ทำให้นางโกรธแล้วเจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ ชีวิตเจ้านี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!”

devc-75d0bbbd-32992ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 8 ตอนที่ 8