ยอดพธูจ้าวดวงใจ

ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 7 ตอนที่ 7

#7บทที่ 7

อวิ๋นเชียนอวี่เดินทอดน่องเคียงคู่กับกงซังมั่วไปตามถนนที่กรุ่นด้วยกลิ่นหอมของดอกกุ้ย

ข้างกายชายหนุ่มรูปร่างสูงมีหญิงสาวร่างอรชรสูงแค่หัวไหล่เขา ชุดคลุมยาวผ้าอ่อนนุ่มสีขาวและชุดกระโปรงสีฟ้าสดใสตัดสลับกันอยู่ตลอด ความงดงามปานล่มเมืองของชายหนุ่มหญิงสาวก็ยิ่งขับให้รูปโฉมของทั้งสองคล้ายดั่งเซียน ความงดงามดั่งภาพวาดทำให้คนอดใจไม่มองไม่ได้

“เป็นข้าเองที่เสนอเจ้ากับฝ่าบาท” สองมือของกงซังมั่วไขว้อยู่ด้านหลัง สารภาพตามตรง

“ไม่เป็นไร” คำพูดของอวิ๋นเชียนอวี่ยังคงเรียบง่ายและกระชับ นางรู้ว่ากงซังมั่วต้องการจะสื่ออะไร!

กงซังมัวพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจนปัญญาว่า “เจ้าแสดงอารมณ์อย่างอื่นบ้างไม่ได้หรือ อย่างเช่นตำหนิ ไม่พอใจ”

อวิ๋นเชียนอวี่เงยหน้ามองเขา “ถ้าหากข้าทำอย่างที่เจ้าพูด เจ้าจะเสียใจที่แนะนำข้าให้ฝ่าบาทหรือไม่”

กงซังมั่วนิ่งอึ้ง ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาทันที “แท้จริงแล้วเจ้าฉลาดหลักแหลม ไม่ว่าอะไรก็ปิดบังสายตาเจ้าไม่ได้เลย”

ดวงตาคู่สวยของอวิ๋นเชียนอวี่มองออกไปไกล “เจ้าไม่ได้ทำผิด ข้าเป็นห่วงอวี้เจี้ยน รอให้เขาลำบากแล้วค่อยออกแรงช่วย เทียบไม่ได้กับการเดินเคียงข้างเขาตั้งแต่เริ่ม เช่นนี้แล้วดูง่ายกว่าอยู่บ้าง”

ดวงตาเป็นประกายของกงซังมั่วมองอวิ๋นเชียนอวี่

“ด้วยเพราะจวนเสียนอ๋องมีคำสอนจากบรรพบุรุษ จึงไม่อาจเข้าร่วมสงครามชิงบัลลังก์ได้ เมื่อมีแคว้นอื่นรุกรานเข้ามาหรือมีคนร่วมกันก่อกบฏจนเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยต่อแคว้นหนันโหลวถึงจะใช้อำนาจทางการทหารได้”

“เสียนอ๋องไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดในใจ” อวิ๋นเชียนอวี่เข้าใจจุดนี้มานานแล้ว มิเช่นนั้นมู่หรงชางก็คงไม่ลำบากใจเช่นนี้ คนในราชวงศ์ก็คงไม่วางใจกับเสียนอ๋องที่มีกำลังทหารครึ่งหนึ่งอยู่ในมือเช่นนี้อยู่แล้ว

เมื่อกงซังมั่วอธิบายจบ ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลง

“เชียนอวี่ เราเรารู้จักกันมาสามปีแล้วใช่หรือไม่ ”

“อืม สามปีเต็มแล้ว”

อวิ๋นเชียนอวี่คิดถึงเรื่องเมื่อสามปีก่อน นางข้ามเวลามาตอนเดือนแปดในฤดูกาลที่ดอกกุ้ยส่งกลิ่นหอม แต่ตอนนั้นเป็นช่วงสุ่มเสี่ยงระหว่างความเป็นความตายพอดี ไม่ได้ปลอดภัยไร้กังวลเช่นตอนนี้!

“เช่นนั้นแล้วพวกเราเป็นสหายกันใช่หรือไม่ ”

“แน่นอน!” อวิ๋นเชียนอวี่เชยตาขึ้นสบตากงซังมั่ว อยากรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

“ต่อไปเชียนอวี่อย่าเรียกข้าว่าเสียนอ๋องเหมือนคนไม่สนิทกันได้หรือไม่ ”

“อ้อ ”อวิ๋นเชียนอวี่เข้าใจแล้ว ก้มหน้าใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ต่อไปข้าเรียกเจ้าว่าซังมั่วก็แล้วกัน!”

“ได้!” ดวงตาสวยของกงซังมั่งฉายแววดีใจ มุมปากยกยิ้มขึ้น

รอยยิ้มของกงซังมั่วนี้ ท่าทางสง่างามเช่นนี้ สรรพสิ่งมากมายในโลกดูไร้สีสันทันที ปกติแล้วบนหน้าของเขามักประดับด้วยรอยยิ้มละมุนละไมอยู่จางๆ ทว่ารอยยิ้มจริงใจที่แสดงออกมาตอนนี้นั้นต่างออกไป แทรกซึมเข้าไปในห้วงความรู้สึกที่แท้จริง รอยยิ้มเช่นนี้ยิ่งมีชีวิตชีวา ยิ่งมีเสน่ห์ต่อใจคน!

อวิ๋นเชียนอวี่จ้องมองชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาตรงหน้าที่ทำให้มิอาจละสายตาไปไม่ได้อย่างไม่วางตา!

ดวงตาของกงซังมั่วมีแววขบขันเมื่อถูกนางมอง ครู่หนึ่งถึงพูดว่า “หล่อหรือไม่”

อวิ๋นเชียนอวี่พยักหน้า ยอมรับอย่างไม่เก้อเขินว่า “ของสวยงามย่อมต้องการให้มีคนมาชื่นชม!” เมื่อพูดจบก็ละสายตาออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ

กงซังมั่วรู้ว่าอวิ๋นเชียนอวี่พูดอย่างที่นางคิดจริงๆ การชื่นชมอันบริสุทธิ์นี้! เขาลอบทอดถอนใจ ใบหน้าที่หล่อเหล่าเช่นนี้ หญิงสาวคนอื่นได้เห็นก็น้ำลายไหลแล้ว ทำไมนางถึงไม่แสดงความรู้สึกในใจอย่างอื่นออกมาบ้างเลยเล่า หรือว่านางยังเด็กเกินไป แต่อีกแค่ไม่กี่วันนางก็สิบห้าแล้ว อีกอย่างสติปัญญาของนางก็เทียบเท่าผู้ใหญ่ได้เลยด้วยซ้ำ! แต่เหตุไฉนนางถึงไม่ประสีประสาเรื่องความรู้สึกของหญิงชายเลยเล่า เห็นทีเส้นทางการตามเกี้ยวภรรยาของเขายังอีกยาวไกลนัก!

ขณะที่พูด ทั้งสองคนก็เดินมาถึงประตูใหญ่แล้ว

“ซังมั่ว หยุดที่นี่แหละ!”อวิ๋นเชียนอวี่หยุดเดิน

กงซังมั่วมองด้านนอกที่มีม้าพันธุ์ดีสีขาวสี่ตัวลากรถม้ารออยู่ บนนั้นมีรูปเมฆมงคลสัญลักษณ์พิเศษของหุบเขาอวิ๋น

ข้างรถม้ามีชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่ายืนอยู่ สีหน้าท่าทางวางตัวดี หลังรถมีม้าพันธุ์ดีสีขาวแปดตัว มีหนุ่มรูปงามชุดขาวสี่คนและสาวงามชุดชมพูอีกสี่คนนั่งอยู่

“ไฉซู!”

อวิ๋นกู่เชียนเดินไปที่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้ารถม้าแล้วร้องเสียงเบา

“ท่านผู้นำหุบเขา!” ไฉซูโค้งตัวทำความเคารพอวิ๋นเชียนอวี่หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นก็พูดทักทายกับกงซังมั่วที่ยืนอยู่ที่ประตูว่า “คารวะเสียนอ๋อง”

กงซังมั่วพยักหน้า เขารู้มาตลอดว่าหุบเขาอวิ๋นไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าพ่อบ้านของหุบเขาอวิ๋นจะไม่ธรรมดาเช่นนี้ มองเพียงแวบเดียวก็รู้สถานะของตนเเล้ว

กงซังมั่วมองร่างอรชรในชุดสีฟ้าที่ขึ้นรถม้าแล้วปล่อยผ้าม่านรถลง กงซังมั่วหยิบกล่องกำมะหยี่สี่เหลี่ยมจากแขนเสื้อปักลายมังกรไว้ในมือ ก่อนจะยื่นกล่องกำมะหยี่ส่งเข้าไปทางมุมหนึ่งของผ้าม่านรถแล้ววางลงในรถม้า

“ของขวัญวันเกิด!” คำพูดง่ายๆ แสดงเจตนาของเขา

ดวงตาสวยของอวิ๋นเชียนอวี่หยุดอยู่ที่กล่องกำมะหยี่สี่เหลี่ยมนั้น ไม่ต้องเปิดนางก็รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในคืออะไร

วันที่สิบสามเดือนแปดเป็นวันเกิดของนาง แน่นอนว่าเป็นวันเดียวกับวันเกิดเมื่อชาติที่แล้วของนาง เมื่อสามปีก่อนที่นางมาถึงชาตินี้เป็นวันที่สาม เป็นวันเกิดของนาง วันนั้นบังเอิญกงซังมั่วมาดูแผลบนใบหน้าของนางว่าเป็นอย่างไร  เมื่อรู้ว่าวันนั้นเป็นวันเกิดของนางก็ถามขึ้นว่านางชอบของขวัญอะไร

นางตอบไปโดยไม่คิดว่าชอบไข่มุกราตรี นางมีนิสัยรักสงบ สิ่งเดียวที่รู้สึกไม่ชินคือตะเกียงน้ำมันและเทียนไขที่มืดสลัวในเวลากลางคืน ทำให้คนที่ชอบอ่านหนังสือเช่นนางปรับตัวไม่ได้

วันรุ่งขึ้น กงซังมั่วก็มอบไข่มุกราตรีขนาดเท่ากำปั้นให้นางจริงๆ เมื่อปีที่แล้วก็ให้มาหนึ่งเม็ด นี่เป็นเม็ดที่สามแล้ว

“ขอบคุณ”

สำหรับของที่ชอบอวิ๋นเชียนอวี่ไม่เคยปิดบังและไม่ปฏิเสธ แต่ของที่นางชอบแท้จริงแล้วมีน้อยมาก  อีกอย่างนางพบว่าตนเองเชื่อมั่นในตัวกงซังมั่ว อาจจะเป็นเพราะได้เขาคอยช่วยเหลือตั้งแต่มาที่โลกนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ใคร่ครวญอะไร การเชื่อใจต่อเขาก็เหมือนความพิเศษของคนหนึ่ง ไม่มีใครแทนที่ได้

ใบหน้าหล่อเหลาของกงซังมั่วปรากฏแววดีใจออกมา พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าชอบก็ดีแล้ว”

“ชอบ” อวิ๋นเชียนอวี่ไม่ปิดบังความดีใจของตนเองแม้แต่น้อย

มองกงซังมั่วปราดหนึ่งแล้วกระโดดขึ้นรถม้า แล้วค่อยๆขี่รถม้าห่างออกไป

แม้รถม้าจะหายลับตาไปแล้ว แต่กงซังมั่วยังยืนมองอยู่ตรงนั้น

ด้านหลังของเขาปรากฏชายสวมชุดสีดำยืนอยู่ คุกเข่าลงรายงานเขาว่า “เรียนท่านอ๋อง มีจดหมายมาเร่งท่านอ๋องอีกแล้ว ถามว่าเมื่อไหร่ท่านอ๋องถึงกลับเมืองหลวง”

กงซังมั่วนวดขมับ พึมพำเบาๆว่า “สามปีแล้ว ถึงเวลากลับเมืองหลวงแล้ว”

ทันใดนั้นชายชุดดำรู้สึกดีใจ ในที่สุดก็ไม่โดนท่านอ๋องบ่นว่าร้ายแล้ว

รถม้าของหุบเขาอวิ๋นวิ่งอยู่บนถนนภูเขาอวิ๋นอย่างไม่รีบเร่ง แม้ว่าทางภูเขาจะขรุขระจนรถโคลงเคลง แต่ในรถที่ปูเบาะรองนั่งหนา อวิ๋นเชียนอวี่นั่งเอนอยู่บนเบาะนุ่มนิ่ม หลับตาเบาๆ

ภูเขาอวิ๋นอยู่ห่างจากเมืองหลวงสองร้อยกว่าลี้ ภูเขาไม่ได้สูงมาก แต่ต้นไม้กลับหนาแน่น ทางไม่ได้ลาดชันมาก ความลาดชันไม่มากเกินไป

ภูเขาอวิ๋นมีที่ดินส่วนพระมหากษัตริย์แค่สองผืน ผืนแรกเป็นหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นที่องค์จักรพรรดิพระราชทานให้ อีกที่เป็นพระราชวังนอกเมืองหลวงของจักรพรรดิ

ในเวลาเดียวกันที่เชิงเขามีรถม้ารวมกันอยู่มากมาย ต่างกระจายเพื่อรอคอยกันอยู่ที่นั่น ส่วนมากจะเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในวงการยุทธจักรที่มาเข้าร่วมพิธีรับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋น

จุดมุ่งหมายของพวกเขามีแค่คนเดียว คืออวิ๋นเชียนอวี่ผู้นำหุบเขาอวิ๋น

หุบเขาอวิ๋นไม่เพียงมีชื่อเสียงเรื่องทักษะด้านการแพทย์ ยังร่ำรวยมั่งคั่ง  เป็นเนื้อก้อนใหญ่ที่ทุกคนอยากจะได้ ตอนนี้เนื้อก้อนใหญ่นี้อยู่ต่อหน้าของพวกเขาแล้ว จะไม่ให้คนอยากได้ได้อย่างไร!

ไม่ไกลออกไปมีรถม้าที่หรูหราและกว้างขวางแล่นเข้ามา บนรถม้ามีชายหนุ่มสวมชุดยาวสีแดงพิงประตูรถม้าอยู่ข้างหนึ่ง รูปโฉมงดงามดั่งภาพวาด หล่อเหลาไม่ธรรมดา แต่กิริยาท่าทางกลับไม่เข้ากันกับหน้าตาที่หล่อเหลาของเขาอย่างยิ่ง ในปากคาบใบไม้ที่ไม่รู้ชื่อหนึ่งใบ ขาที่ไขว้กันกระดิกไปตามการสั่นสะเทือนของรถม้า

องครักษ์กำลังขับรถม้าอย่างระมัดระวัง พยายามเต็มที่ที่จะให้รถมามั่นคง

“เฟิงเย่ว์ ทำไมข้างหน้ามีคนมากมาย ไปดูหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น”

ไม่เห็นร่างใคร ได้ยินเพียงเสียงตอบรับว่า ”ขอรับ”

ไม่นาน เงาดำก็ปรากฏขึ้นด้านหน้ารถม้า

“ซื่อจื่อ ด้านหน้านี้คือเหล่าจอมยุทธที่มาร่วมพิธีรับตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นของซือถูหันอี ได้ยินมาว่าหลังจากที่ซือถูหันอีได้รับตำแหน่งแล้วสิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือถอนหมั้นกับคู่หมั้นอวิ๋นเชียนอวี่ ผู้นำหุบเขาอวิ๋นที่หายสาบสูญไปสามปี คนเหล่านี้เป็นพวกไม่เจียมตัวเป็นคางคกที่อยากกินเนื้อหงส์! “

“อ้อ ได้ยินว่าคู่หมั้นของซือถูหันอีเป็นคนอัปลักษณ์มิใช่หรือ”

“เรียนซื่อจื่อ ไม่เป็นเช่นนั้น ได้ยินคนเหล่านั้นพูดกันว่านางสวยสดงดงาม เมื่อเทียบนางกับท่านแม่ของนางที่เป็นหญิงงามที่สุดนั้นนางยังสวยกว่ามาก อีกอย่างทางด้านวรยุทธ์ก็สูงส่งจนคาดเดาไม่ได้ “

ชายหนุ่มชุดแดงตาเป็นประกาย “น่าสนใจ เจ้าซือถูหันอีนั่นคงดีแต่รูปงาม คนใช้ชีวิตอยู่ใต้ตาเขามาสามปี แต่เขากลับไม่รู้อะไรเลย แล้วยังดันเนื้อก้อนใหญ่นี้ออกไปกับมืออีก ดูท่าแล้วหมู่บ้านกลางเขาเฟิงอวิ๋นคงจะแพ้ให้เขาเป็นแน่”

แล้วเขาก็คายใบไม้ในปากพร้อมกับยกขาที่ไขว้กันออก ออกคำสั่งกับผู้ดูแลที่ขี่รถม้าว่า “ไป เราไปดูสาวงามกัน!”

เมื่อองครักษ์ถูกเจ้านายตบไหล่ ก็ตกใจยิ่งตั้งใจขี่รถมากขึ้นไปอีก

เฟิงเย่ว์ยกมุมปากขึ้น ซื่อจื่อชอบมองสาวงามมากจริงๆ และยังเป็นประเภทมองอย่างบริสุทธ์อีก!

เฟิงเย่ว์มองไปด้านหน้า รถม้าคันหนึ่งค่อยๆขับออกมาจากถนน เมื่อเห็นสัญลักษณ์ก้อนเมฆบนรถ เฟิงเย่ว์หรี่ตาลง ช่างโอ้อวดอะไรเช่นนี้

“ซื่อจื่อ รถม้าของหุบเขาอวิ๋นมาถึงแล้ว”

ชายหนุ่มชุดแดงรีบเงยหน้ามองทันที ความสนใจในดวงตาเพิ่มมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ผู้คนด้านหน้าที่รอมานานก็วุ่นวายขึ้นมา เข้ามารวมตัวกัน

devc-75d0bbbd-32992ยอดพธูจ้าวดวงใจ: บทที่ 7 ตอนที่ 7