จารใจรัก

จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 006 เข้าเฝ้า ตอนที่ 7

#7ส่วนที่ 1 บทที่ 006 เข้าเฝ้า

บทที่ 6 เข้าเฝ้า

เมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือ ก็มีขุนนางอยู่รออยู่แล้ว

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพิจารณาเหล่าขุนนางอย่างละเอียด แต่ก็ไม่รู้จักใครเลยสักคน

เมื่อก่อนแม้ว่านางจะไม่ได้ถูกเลี้ยงมาในห้องที่ปิดมิดชิด แต่ก็รู้จักแค่เพียงคุณหนูฮูหยินคุณนายของกลุ่มคนรุ่นหลังที่สูงศักดิ์ในเมืองหลวงเท่านั้น ไม่ได้รู้จักขุนนางราชสำนัก ต่อมาเมื่อนางออกจากเมืองหลวงไปตอนเจ็ดขวบ แปดปีต่อมาถึงกลับมา ไม่รู้จักก็เป็นเรื่องปกติ

ขุนนางเหล่านั้นคิดไม่ถึงว่าจงหย่งโหวจะมาที่ห้องหนังสือวันนี้ ต่างแสดงสีหน้าแปลกใจโดยพร้อมเพียงกัน จากนั้นก็เข้ามาทักทาย

ตำแหน่งของจงหย่งโหวไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ลำดับศักดิ์ในวงศ์ตระกูลเป็นขุนนางตำแหน่งสูงในหลายปีมานี้ ตอนยังหนุ่มเฝ้าระวังที่ชายแดนเป่ยฉี ขับไล่กองทัพเป่ยฉีที่เข้ามาโจมตีได้หลายครั้ง สามารถรักษาดินแดนเอาไว้ได้ อีกทั้งยังมอบลูกสาวเพียงคนเดียวให้แต่งงานไปเป่ยฉีทดแทนองค์หญิงใหญ่ที่แต่งงานไปเป่ยฉี ดังนั้นฝ่าบาทจึงรักและเคารพเขาอย่างยิ่ง ตั้งแต่สามปีก่อนที่ร่างกายของเขาไม่ค่อยดี ฝ่าบาทก็ละเว้นให้เขาไม่ต้องเข้าร่วมฟังราชสำนักอภิปรายการบริหารราชการแผ่นดินว่าราชการ สามปีนี้แม้จงหย่งโหวจะสามารถเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ทุกเวลา แต่ก็ไม่เคยขอเฝ้าเลยสักครั้ง วันนี้กลับปรากฏตัวก็อธิบายได้แสดงว่าจะต้องมีเรื่องใหญ่แน่นอน

หลังจากทักทายกันแล้ว ผู้คนต่างมองไปยังเด็กรับใช้ที่อยู่ข้างหลังเขาพลางถามเจาะลึก

จงหย่งโหวรับมือกับคนเหล่านั้นด้วยความปลิ้นปล้อนโดยการทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเหล่านั้น ต้อนรับขับสู้คนเหล่านั้นด้วยความเจ้าเล่ห์

ตั้งแต่เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเข้ามาในวังก็ก้มหน้าก้มตาเป็นระเบียบทำตัวเรียบร้อย ก้มศีรษะแสดงท่าทางเคารพนบนอบ

ไม่นาน ขันทีอาวุโสท่านหนึ่งก็ออกมาจากในห้องหนังสือ เมื่อเห็นจงหย่งโหวก็ยกยิ้ม “ท่านผู้เฒ่าโหว ได้ยินว่าวันนี้ท่านจะมา ฝ่าบาทมีคำสั่งให้ขันทีออกมาต้อนรับ วันนี้อากาศหนาว ท่านรีบเข้าไปข้างในเถอะ”

จงหย่งโหวพยักหน้า เดินตามขันทีอาวุโสเข้าไปในห้องหนังสือ

ก่อนจงหย่งโหวจะเดินเข้าไป ด้านหลังก็มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินมาดักหน้าเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาไว้ “เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตา จงหย่งโหวมีเด็กรับใช้เช่นเจ้าตั้งแต่เมื่อใด แถมยังพามาห้องหนังสือทิศใต้อีก เจ้าควรจะรู้ว่าที่นี่มิใช่ใครก็สามารถเข้ามาได้”

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเงยหน้ามองแวบหนึ่ง เห็นว่าคนตรงหน้าอายุสี่สิบกว่าปี ใบหน้ากลม เตี้ยและอ้วนเล็กน้อย อวัยวะบนใบเครื่องหน้าไม่โดดเด่นหากแต่มีสายตาที่เฉียบแหลมคู่หนึ่ง เมื่อครู่ได้ยินท่านปู่เรียกว่าเสนาบดีฝ่ายซ้าย ก็น่าจะเป็นหลูหย่ง เสนาบดีฝ่ายซ้ายที่บีบบังคับให้องค์ชายสี่ฉินอวี้รับโทษอย่างคั่งแค้น นางก้มศีรษะลง กล่าวด้วยความเคารพว่า “ข้าน้อยชื่อหวางอิ๋น เป็นคนของกองทัพม่อเป่ย ไม่ใช่คนของจวนจงหย่งโหวขอรับ”

หลูหย่งตะลึงครู่หนึ่งแล้วหรี่ตามอง “เจ้าเป็นคนของกองทัพม่อเป่ย? ต้องการพบฮ่องเต้? ม่อเป่ยมีสายลับเรื่องอะไรแล้วหรือ?”

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวามองปลายเท้า ไม่ได้ตอบสิ่งใด

หลูหย่งถลึงตามองด้วยความดุดันพลางถามเสียงเข้มว่า “เหตุใดเจ้าจึงไม่ตอบ”

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตอบเสียงต่ำว่า “ข้าน้อยยังไม่ได้พบฝ่าบาท มิทราบว่าควรจะตอบท่านอย่างไรขอรับ”

หลูหย่งนิ่งไป ลูกตาหดลงอย่างรวดเร็ว ในเมื่อเป็นคนที่มาจากม่อเป่ยแถมยังต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฝ่าบาทยังไม่ได้พบคนคนนี้ เขาก็ไม่สามารถบีบบังคับให้ตอบอย่างโจ่งแจ้งได้ มิเช่นนั้นเท่ากับว่าสืบหาข่าวจากกองทัพ เขาประหลาดใจนิดหน่อย คิดไม่ถึงว่าเด็กรับใช้ตรงหน้าจะไม่มีทีท่าว่าขี้ขลาดหรือลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย ค่อนข้างมั่นคงมาก เขาอดไม่ได้ที่จะสำรวจนางอย่างละเอียดอีกรอบ

“ผู้ใดคือหวางอิ๋น ฝ่าบาทให้เข้าไปข้างใน!” ขันทีอาวุโสท่านเดิมคนนั้นเดินออกมาพลางกวาดตามองกลุ่มผู้คน

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้าวไปข้างหน้า กล่าวอย่างมีมารยาทด้วยความเคารพต่อขันทีถีอาวุโสว่า “เรียนกงกง ข้าน้อยเองขอรับ”

ขันทีถีอาวุโสพิจารณาเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตั้งแต่ศีรษะหัวจรดเท้าก่อนจะพยักหน้าแล้วเลิกผ้าม่านเข้าไป เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเดินตามเข้าไปทันที

ห้องหนังสือสวยงามโอ่อ่าสมคำเล่าลือ ทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นของหนังสือและน้ำหมึก

ตรงกลางมีตู้หนังสือ โต๊ะสีเหลืองทองอร่ามตัวหนึ่ง ผู้ที่สวมเสื้อคลุมยาวลายมังกรสีทอง อายุประมาณสี่สิบกว่าๆ นั่งอยู่หน้าโต๊ะ ด้านข้างมีเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งไว้และจงหย่งโหวก็นั่งลงตรงนั้น ในห้องหนังสือแห่งนี้ คนที่ฮ่องเต้สามารถประทานเก้าอี้ให้มีน้อยมาก

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาคุกเข่าลงบนพื้น น้อมคำนับอย่างเป็นระเบียบแบบแผน

“เงยหน้าขึ้น ให้เราดูสักหน่อย” ฮ่องเต้มองไปยังเด็กที่อายุประมาณสิบสามสิบสี่พลางกล่าวด้วยความน่าเกรงขาม

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

ฮ่องเต้มองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาชั่วขณะหนึ่ง กล่าวกับนางว่า “เราได้ยินจงหย่งโหวบอกว่าเจ้ามาจากกองทัพป้องกันพรมแดนม่อเป่ย มีจดหมายลับที่ต้องถวายเราหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ!” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้มศีรษะลง

“จดหมายลับของกระทรวงกรมยุติธรรมแต่ไหนแต่ไรต่างต้องแวะจุดพักม้า รีบเร่งมาแปดร้อยลี้เช่นนี้ เหตุใดนายพลอู่เว่ยถึงมีคำสั่งให้เจ้ามาเพียงคนเดียว” ฮ่องเต้เลิกคิ้ว

“ทูลฝ่าบาท ข้าน้อยกระหม่อมก็ไม่ทราบสาเหตุพ่ะย่ะค่ะ นายพลอู่เว่ยเพียงสั่งให้กระหม่อมข้าน้อยใช้การส่งสินค้าฉลองปีใหม่ให้กับจวนจงหย่งโหวเป็นเหตุผลจะได้นำจดหมายลับมาถวายแด่ก่ฝ่าบาทได้สะดวก นอกเหนือจากนี้กระหม่อมข้าน้อยมิอาจทราบได้พ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาส่ายศีรษะน้อยๆ

ฮ่องเต้พยักพระพักตร์หน้า “มีสิ่งใดมาพิสูจน์หรือไม่ว่าเจ้าเป็นคนของกองทัพม่อเป่ย”

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายื่นมือไปควานหาป้ายคำสั่งในอกเสื้อแต่ก็พบกับความว่างเปล่า ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานฉินเจิงและคนอื่นๆ ตรวจสอบสถานะของนาง จึงเอาป้ายคำสั่งไปดูและไม่ได้ส่งคืนให้นาง นางก็ลืมไปเสียสนิท เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาชะงักไปครู่หนึ่ง วางมือลง กล่าวด้วยเสียงต่ำว่า “ทูลฝ่าบาท เมื่อวานข้าน้อยกระหม่อมเข้ามาในเมืองหลวง เกิดเรื่องเล็กน้อยที่หน้าประตูโรงเตี๊ยม ป้ายคำสั่งถูกส่งให้กับคุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิงแห่งจวนอิงชินอ๋องหวาง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้คืนพ่ะย่ะค่ะขอรับ”

“หืม?” ฮ่องเต้ทรงประหลาดใจเล็กน้อย

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาทำได้เพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานอย่างจำใจสั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง

ฮ่องเต้ฟังจบก็ทรงพระสรวลหัวเราะเยาะในทันที กล่าวกับจงหย่งโหวที่อยู่ข้างๆ ว่า “ฉินเจิงคนนี้ผอมแห้งมาตั้งแต่เด็ก มักจะได้ยินว่าเขารังแกคนอื่นตลอดทั้งปี ห้าปีก่อนถูกหมาบ้าตัวหนึ่งกัดที่ชานเมือง หลังกลับวังก็เอะอะโวยวายให้พระมารดาของเราประทานสุนัขตัวหนึ่งที่บ้ายิ่งกว่าให้แก่เขา พระมารดาของเราเอ็นดูเขามากจึงสั่งให้คนหาสุนัขขนาดใหญ่ให้แก่เขาตัวหนึ่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่าว่าแต่คนจะกล้าไปขวางเลย แม้แต่สุนัขด้วยกันยังไม่กล้า ไม่ว่าใครต่างก็ไม่กล้ายั่วโมโหเขา ไม่คิดว่าวันนี้จะโดนถูกรถของหวางอิ๋นคนนี้ทับตายเสียแล้ว เจ้าเด็กคนนั้นต้องโมโหมากแน่ เมื่อวานเขาต้องตามไปยังจวนจงหย่งโหวอย่างยอมไม่ได้อย่างแน่นอนใช่หรือไม่”

จงหย่งโหวกล่าวอย่างไตร่ตรองว่า “หลานชายกับคุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิงมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่มากพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้มองจงหย่งโหวอย่างไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอื่นใด “ข้าได้ยินมาว่า เขาไปประกาศศักดาว่าตั้งแต่วันนี้จวนจงหย่งโหวติดหนี้เขาครั้งใหญ่ นี่ยังไม่เรียกว่าเรื่องใหญ่อีกหรือ”

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาคิดว่าเป็นไปอย่างที่ฮ่องเต้คาด เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นก็ปิดบังพระองค์เขาไม่ได้ เรื่องเมื่อวานน่าจะมีคนมารายงานให้ทรงทราบก่อนแล้ว

จงหย่งโหวถอนหายใจ กล่าวอย่างเลี่ยงไม่ได้ว่า “ถึงอย่างไรสุนัขตัวนั้นก็เป็นสุนัขที่ไทเฮาประทานให้คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิง เรื่องเมื่อวานก็แค่บังเอิญเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้พยักหน้า พระพักตร์ รู้สึกว่าต่อเรื่องนี้ราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่พลางสั่งให้ขันทีอาวุโสที่เฝ้าอยู่หน้าประตูว่า “อู๋เฉวียน เจ้าไปยังจวนอิงชินอ๋องหวางบอกเด็กนั่นว่าให้มาเข้าเฝ้าข้า” พูดจบก็เสริมว่า “จำไว้ว่าให้เขานำป้ายคำสั่งแผ่นนั้นที่ยึดด้วยอำนาจไปจากมือของผู้อื่นเมื่อวานมาด้วย” หยุดไปสักครู่ กล่าวอีกว่า “ให้คนที่อยู่ข้างนอกออกไปให้หมด วันนี้เราจะคุยกับจงหย่งโหว เรื่องอื่นไม่ต้องใส่ใจ”

“พ่ะย่ะค่ะ!” อู๋เฉวียนขานรับแล้วถอยออกไป

เสนาบดีฝ่ายซ้ายและคนอื่นๆ ที่รออยู่ข้างนอกได้ยินคำสั่งของฮ่องเต้ก็มองหน้ากันก่อนจะออกไปจากห้องหนังสือเงียบๆ

แม้จงหย่งโหวจะไม่ได้อยู่ในราชสำนักมาสามปีแล้ว แต่ฝ่าบาทยังคงโปรดปรานนัก น้อยคนจะสู้ได้

“เจ้าก็ลุกขึ้นด้วยเช่นกัน ไปรออยู่ข้างๆ ก่อนเถอะ” ฮ่องเต้กล่าวกับเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาด้วยเสียงทุ้มกังวานพลางโบกมือ

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาคารวะแสดงการขอบคุณก่อนจะลุกขึ้นแล้วไปยืนรอข้างๆ อย่างเงียบๆ

ฮ่องเต้ราวกับไม่ได้เจอกับจงหย่งโหวมานาน มีเรื่องที่ต้องคุยกันมากมาย ทั้งสองคุยกันถึงเรื่องราวในชีวิตประจำวัน

เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาสัมผัสได้ซาบซึ้งถึงความสนิทสนมระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางที่ทั้งสองมีต่อกัน หากไม่ใช่เพราะชาตินี้ทำงานหนักมาตลอดชีวิตได้มาเกิดใหม่อีกครั้ง พบหน้ากันถึงแสดงความรู้สึกที่ออกมาจากใจได้เมื่อได้เผชิญหน้ากับภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ นางต้องคิดไม่ถึง่ออกอย่างแน่นอนว่าจะมีวันใดที่ทรงพิโรธโกรธเดือดดา รับล ออกคำสั่งให้ประหารจวนจงหย่งโหวเก้าชั่วโคตร ตระกูลขุนนางหลายปีมานี้ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานสลายคงจะกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา

หลายปีมานี้สิ่งที่นางไม่ยอมรับมากที่สุดก็คือนึกถึงชาติที่แล้ว โดยเฉพาะฮ่องเต้ที่ยากจะเข้าใจตรงหน้า ด้วยเหตุนี้นางจึงรวบรวมสมาธิจ้องมองอิฐทองที่อยู่บนพื้น จ้องจนกว่าราวกับว่ามันจะกลายเป็นหลุมลึกขึ้นมาอุโมงค์

หลังจากนั้นไม่นาน อู๋เฉวียนกลับมาจากข้างนอก รายงานว่า “ฝ่าบาท คุณชายสองผู้สูงส่งคุณชายรองเจิงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

ฮ่องเต้หยุดพูดคุยกับจงหย่งโหว โบกพระหัตถ์มือ ตรัสกล่าวอย่างตามใจไม่ใส่พระทัยว่า “ให้เขาไสหัวกลิ้งเข้ามา!”

devc-3daa7acd-33865จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 006 เข้าเฝ้า ตอนที่ 7