จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 005 เข้าวัง ตอนที่ 6
บทที่ 5 เข้าวัง
เมื่อเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเดินออกมาจากห้องโถงหรงฝู ฟ้าก็มืดแล้ว
ซื่อซูที่ยืนรอนางอยู่หน้าประตูกล่าวเสียงเบาด้วยความเคารพว่า “คุณชายรสองเจิงผู้สูงส่งและคุณชายเล็กเยี่ยนของตระกูลจวนโหวและคนอื่นๆ กลับไปแล้วขอรับ คุณชายสั่งให้คนทำอาหารที่คุณหนูชอบทานและตอนนี้ท่านกำลังรออยู่ที่สวนจือหลัน”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพยักหน้าพลางบ่นพึมพำว่า “ท่านปู่ใจแคบที่สุด แม้แต่อาหารมื้อเดียวก็ให้ข้าไม่ได้ ดีที่ว่ายังมีพี่ชายที่รักข้า”
ซื่อซูหันหน้าไปมองแวบหนึ่ง เมื่อครู่เขายืนห่างไปหน่อย แต่ก็ยังได้ยินนายท่านผู้เฒ่าโหวถอนหายใจแรง เห็นได้ชัดเลยว่ากลับมาโกรธอีกแล้ว ไม่ลงโทษคุณหนูก็นับว่าดีแล้ว จะมีอารมณ์มากินข้าวได้อย่างไร
เมื่อทั้งสองคนมาถึงสวนจือหลัน เซี่ยม่อหานก็ยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว ลมยามค่ำคืนหนาวเย็นเป็นอย่างยิ่ง เขาสวมเพียงแค่เสื้อขนสัตว์ตัวบางและไม่มีผ้าคลุมพาดไหล่ มองดูแล้วรูปร่างแม้จะสูงโปร่ง แต่ร่างกายก็อ่อนแอเล็กน้อย
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวานึกถึงบรรดาคุณชายที่เจอมาในวันนี้ พี่ชายนางนับว่าเหมือนคนป่วยตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้แต่ฉินเจิงคนนั้นที่ดูแล้วแม้จะผอม แต่ก็ไม่อ่อนแออย่างแน่นอน คนคนนั้นกับพี่ชายของนางรูปร่างไม่ต่างกันมากนัก แต่กลับดูมีชีวิตชีวามากกว่าพี่ชายนางเยอะมากเหลือเกิน
แท้จริงแล้วตั้งแต่สมัยก่อนตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงตอนนี้คนชั่วต่างก็ค่อนข้างที่ล้วนจะแข็งแรงจริงๆอยู่แล้ว
“น้องพี่!” เซี่ยม่อหานก้าวออกไปข้างหน้า น้ำเสียงสะกดอารมณ์ไว้เล็กน้อย
“ท่านพี่!” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตะโกนเสียงดังพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
เซี่ยม่อหานอยากจะยื่นมือไปโอบกอดนาง คล้ายจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้นางไม่ได้เป็นเด็กอีกต่อไปแล้ว น้องสาวคนนี้ปีนี้อายุสิบห้าแล้ว รูปร่างก็สูงกว่าเด็กสาวคนอื่นนิดหน่อย ผ่านช่วงอายุที่ต้องปักปิ่นนับว่าโตเป็นสาวแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นพี่ชาย ก็ไม่ควรจะเสียมารยาท ความผิดหวังแล่นครอบงำชั่วขณะก่อนจละค่อยๆ เก็บมือ เปลี่ยนเป็นลูบศีรษะของนางแทน
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากุมมือของเซี่ยม่อหาน จับจูงเขาเดินเข้าไปในห้อง
เมื่อสองพี่น้องเดินเข้าไปในห้อง ซื่อซูก็ปิดประตูแล้วถอยออกมายืนคอย
เซี่ยม่อหานพิจารณาเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า และพูดคุยกับนางถามถึงชีวิตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตอบอย่างเรียบง่าย เซี่ยม่อหานเห็นนางตอบด้วยท่าทางสบายๆ ก็ไม่สบายใจเล็กน้อย เซี่ยฟางซูฮว๋าหวารู้ว่าพี่ชายนางรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ที่ให้นางไปเผชิญความยากลำบากที่เขาไร้นาม นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที ถามถึงเรื่องราวหลายปีมานี้ของเขาแทน
หลังจากเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจากเมืองหลวงไปตอนอายุเจ็ดขวบ ตลอดสามปีก็ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมา เซี่ยม่อหานเคยคิดอยู่พักหนึ่งว่าน้องสาวเขาไปยังสถานที่ดั่งนรกแบบนั้นจะต้องใช้ชีวิตไม่ได้อย่างแน่นอนจึงเสียใจอยู่พักหนึ่ง ไม่คิดมาก่อนว่าสามปีต่อมาจะได้รับจดหมายที่นางส่งมาอย่างลับๆ หลังจากนั้นทุกๆ ครึ่งปีก็จะได้รับจดหมายจากนาง เขาถึงค่อยๆ วางใจได้
ในเมื่อสามารถส่งจดหมายกลับมาท่ามกลางการป้องกันอันเข้มงวดจากเขาไร้นามได้ ก็อธิบายได้ว่าระหว่างที่นางอยู่ที่เขาไร้นามจะต้องไม่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน
แต่ว่าการใช้นกอินทรีส่งจดหมาย อย่างไรเสียก็สามารถเขียนได้แค่คำสองคำ จึงได้แค่รับรู้ซึ่งกันและกันว่าปลอดภัยก็มากพอแล้ว
ดังนั้น ทั้งสองคนพี่น้องต่างฝ่ายต่างรับรู้ถึงชีวิตแปดปีมานี้ได้น้อยเหลือเกิน พอมีเวลาพูดคุยก็คุยกันไม่จบไม่สิ้น
เซี่ยม่อหานไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งน้องสาวเขาจะกลับมาปรากฏตัวต่อหน้าต่อตาได้ ยิ่งคิดไม่ถึงว่านางจะทำลายเขาไร้นาม เขาไร้นามเป็นสถานที่แบบไหนน่ะหรือ? มันนั่นก็คือสถานที่ที่เป็นดั่งนรก จึงไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งมันจะถูกทำลาย และคนที่ทำลายก็คือน้องสาวของเขานั่นเอง
เพราะได้พบกันอีกครั้งหลังจากกันมานาน สองพี่น้องพูดคุยกันจนถึงกลางดึกอย่างไม่รู้ตัว
ในเมื่อพรุ่งนี้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาต้องใช้ฐานะของหวางอิ๋น โดยมีจงหย่งโหวเป็นคนพาเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝ้าถวายจดหมายลับแด่ก่ฮ่องเต้ จึงก็จะไม่สามารถฟื้นคือฐานะที่แท้จริงได้ชั่วคราว ดังนั้นคืนนี้ เซี่ยม่อหานจึงสั่งให้ซื่อซูเก็บกวาดห้องที่อยู่ติดกันกับเขา เพราะนางจะพักที่สวนจือหลัน
คืนนี้ เซี่ยฟางซูฮว๋าหวานอนหลับสบายเป็นพิเศษ
เช้าวันต่อมา อาฝูป้าฝูมาปลุกเซี่ยฟางซูฮว๋าหวา นางยังคงแต่งกายด้วยชุดเด็กรับใช้เช่นเมื่อวาน แต่ว่าเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ ใบหน้ายังคงคล้ำๆ แดงๆ รอยเท้าเวลาเดินก็ใหญ่เช่นกัน จึงดูไม่ออกว่าเป็นรูปร่างของผู้หญิง
อาฝูป้าฝูเห็นนางก็อยากจะกล่าวบางอย่างแต่เลือกที่จะหยุด
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาอ่านความคิดทะลุปรุโปร่ง รู้ว่านางกำลังกังวลสิ่งใดจึงพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “อาฝูป้าฝู ท่านไม่ต้องกังวล ข้าสามารถมีชีวิตรอดกลับมาจากสถานที่ดั่งนรกแห่งนั้นได้ และก็สามารถเป็นคุณหนูของจวนโหวได้ วันนี้ต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่่เช่นนี้จึงต้องเปลี่ยนฐานะ จะเป็นเช่นนั้นไม่ได้ รอจนฟื้นคืนฐานะ ก็จะไม่เป็นเช่นนี้แล้ว ข้าไม่เคยลืมพิธีการของผู้หญิงสตรีที่เมื่อก่อนเคยร่ำเรียนมาหรอกเมื่อก่อน”
อาฝูป้าฝูได้ยินก็ผ่อนลมหายใจ พูดต่อว่า “เช่นนั้นงั้นก็ดีแล้ว ตอนนี้ท่านกลับมาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนท่านยังไม่ถึงวัยปักปิ่น หลายปีมานี้นายท่านผู้เฒ่าโหวกล่าวต่อคนภายนอกว่าท่านกระดูกท่านไม่ค่อยดี สภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่ถูกกับลมฝนกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงเติบโตมาแต่ในห้อง ไม่เคยก้าวออกจากประตู ทุกครั้งที่มีการพบปะงานเลี้ยงในวังกับจวนต่างๆ ก็ล้วนบอกปัดแทนท่านแล้ว คนภายนอกต่างเดาไปต่างๆ นานาว่าท่านเป็นโรคประหลาดรักษาไม่หายจึงไม่กล้าพบผู้คน บางคนก็มาสืบข่าวแต่นายท่านผู้เฒ่าโหวกับคุณชายปิดบังไว้อย่างมิดชิดจึงก็เลยสืบไม่พบเจออะไร หลายปีมานี้จึงอยู่อย่างสงบสุข ตอนนี้ท่านก็ผ่านวัยที่ต้องปักปิ่นมาแล้ว โตเป็นผู้ใหญ่ก็ควรคิดเรื่องหาคู่ได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบุตรสาวของตระกูลไหนก็ไม่สามารถหลบซ่อนอาจหลีกเลี่ยงการออกงานสังคมได้ มิฉะนั้น กลัวว่างานแต่งงานของท่านในภายหลังจะไม่เป็นที่ต้องการ ดังนั้น ในเมื่อท่านกลับมาแล้ว ยังต้องรักษาพิธีการของหญิงสาวสตรี เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถึงเวลานั้นเกิดความผิดพลาด ก่อให้เกิดเรื่องน่าขำเป็นที่ขบขัน”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพยักหน้า ลอบแอบคิดว่าเรื่องแต่งงานสำหรับนางนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน ชีวิตนี้นางไม่เคยคิดที่จะแต่งงาน
เมื่อมาถึงห้องโถงหรงฝู จงหย่งโหวที่แต่งกายอย่างเหมาะสมก็ยืนรอนางอยู่แล้ว
จงหย่งโหวอายุมากแล้ว ออกจากราชสำนักมาเมื่อสามปีก่อน แม้จะไม่ได้ฟังราชสำนักอภิปรายการบริหารราชการแผ่นดินอีก แต่จวนจงหย่งโหวก็มีบรรดาศักดิ์เป็นอันดับสองของห้าบรรดาศักดิ์ ท่านผู้เฒ่าโหวยังมีอำนาจในการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม
ตระกูลเซี่ยมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ระบบฐานรากไม่ได้ใหญ่โตเหมือนกับไท่จู่เกาจู่* [footnoteRef:1] แต่สมาชิกในตระกูลก็เพิ่มมากขึ้นตลอดมา สายเลือดทุกรุ่นต่างมีผู้มีความสามารถที่มีบทบาทสำคัญเข้ามาในราชสำนัก ดังนั้นจึงผ่านมาอย่างมั่นคงถึงสองร้อยกว่าปี เพียงแต่เมื่อมาถึงรุ่นของนายท่านผู้เฒ่าาโหว สถานภาพของราชสำนักต่างวุ่นวายและชายแดนเป่ยฉีก็ไม่สงบสุข นายท่านผู้เฒ่าโหวผู้ดูแลกองทหารลงมือบัญชาการด้วยตนเอง ฮูหยินของท่านผู้เฒ่าก็จากไปเร็วกว่ากำหนด ทิ้งทายาทไว้ให้เป็นบุตรชายและบุตรสาวอย่างละคน บุตรชายคนนั้นคือพ่อบิดาของเซี่ยม่อหานและเซี่ยฟางซูฮว๋าหวา หลังจากคลอดเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาได้ครึ่งปี พ่อแม่ของนางก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทั้งคู่ เหลือไว้เพียงบุตรชายและบุตรสาวคู่หนึ่ง ส่วนบุตรสาวอีกคนนั้นก็แต่งงานไปไกลถึงเป่ยฉีเข้าไปแทนที่องค์หญิงใหญ่ต้าฉางของฮ่องเต้องค์ก่อนที่แต่งงานไปไกลถึงเป่ยฉี ดังนั้น สายเลือดตรงจึงมาถึงแค่เซี่ยม่อหาน คิดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นลูกชายคนเดียวในหลายชั่วอายุคน [1: ]
ญาติห่างๆ ของตระกูลเซี่ยที่เหลืออยู่กลับมีทายาทมากมาย เทียบกันแล้ว สายเลือดตรงสายนี้จึงมีกันแค่สองคนพี่น้อง ช่างโดดเดี่ยวเดียวดายอย่างเห็นได้ชัด
ญาติห่างๆ คิดแต่จะบีบคั้นสายเลือดตรงเพื่อแย่งชิงตำแหน่งบรรดาศักดิ์ ส่วนเซี่ยม่อหานร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงมักจะล้มป่วยบ่อยๆ ดังนั้น การที่นายท่านผู้เฒ่าโหวต้องรับผิดชอบจวนโหวอันยิ่งใหญ่นี้ไว้เพียงคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเห็นผมหงอกมากกว่าครึ่งของจงหย่งโหวก็ใจคอแห้งเหี่ยวไปชั่วขณะ จึงก้มหน้าลงและยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อวานจงหย่งโหวนอนไม่ค่อยหลับมากกว่าครึ่งคืน ยิ่งคิดถึงความกล้าหาญของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก็ยิ่งโกรธ แค่นางลงมือทำลายเขาไร้นามด้วยตัวเองก็จบสิ้นแล้ว ยังไม่ยอมหลบซ่อนอย่างเงียบๆ อีก คิดไม่ถึงว่ายังต้องมาบอกข่าวนี้แก่ฮ่องเต้ด้วยตัวเอง จริงๆ เขาก็แก่แล้วและเฝ้ารอที่จะได้อยู่ด้วยกันกับหลานสาวคนนี้ คิดไม่ถึงว่าจิตใจของนางจะเปลี่ยนไปแล้ว เขานอนไม่หลับครุ่นคิดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังคิดวิธีดีๆ ไม่ออก ทำได้เพียงตามนางเข้าวัง
เมื่อออกมาจากประตูของจวนจงหย่งโหว จงหย่งโหวก็ขึ้นไปบนเกี้ยว
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจูงม้าผ่านประตูออกมา เหยียบบนโกลนม้าแผ่นขาเยียบ ขยับขาเพียงนิดเดียวก็ขึ้นไปนั่งบนอานม้าอย่างคล่องแคล่ว
จงหย่งโหวถลึงตามองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาแวบหนึ่ง “เจ้าขี่ม้าได้อย่างไร”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตอบอย่างเคารพนบนอบว่า “นายท่านผู้เฒ่าโหว ข้าน้อยเป็นนายทหาร ในกองทัพไร้คนขี้ขลาด ปกติข้าน้อยไม่สามารถนั่งเกี้ยวได้ขอรับ”
จงหย่งโหวเห็นท่าทางเป็นระบบระเบียบของนางที่อยู่ในกรอบก็ชะงักไปชั่วขณะก่อนจะปล่อยม่านเกี้ยวลง
คนยกเกี้ยวยกจงหย่งโหวเดินอยู่ด้านหน้า ส่วนเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาขี่ม้าตามอยู่ข้างหลัง ทั้งสองเดินตามกันไปยังวังหลวง
จวนจงหย่งโหวอยู่ภายนอกวังหลวง ห่างจากวังไม่ไกล ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงประตูวัง
จงหย่งโหวลงจากเกี้ยว เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาลงจากม้า จงหย่งโหวยื่นป้ายคำสั่งของวังหลวง จากนั้นก็มีขันทีนำทางทั้งสองคนไปยังห้องหนังสือ
---
*ไท่จู่และเกาจู่ (太祖、高祖) เป็นคำเรียกปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์