จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 004 จดหมายลับ ตอนที่ 5
บทที่ 4 จดหมายลับ
กลิ่นยาสมุนไพรต้มคละคลุ้งไปทั่วห้องโถงหรงฝู
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเข้าไปในห้องโถงหรงฝูพร้อมกับซื่อซู ได้กลิ่นยาสมุนไพรอันหอมหวนก็อดไม่ได้ที่จะย่นคิ้ว
ซื่อซูชะงักเท้า เอียงศีรษะเล็กน้อยก่อนจะอธิบายเสียงเบาว่า “ตั้งแต่สองเดือนก่อนที่คุณชายได้รับกระดาษจดหมายของคุณหนู บังเอิญว่าในตอนนั้นผู้เฒ่าโหวเองก็อยู่กับคุณชายด้วยเช่นกัน เมื่อได้อ่านจดหมายแล้วก็ล้มป่วยตั้งแต่ตอนนั้นขอรับ”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวามีปฏิกิริยาทันที ที่แท้ท่านปู่ของนางป่วยเพราะจดหมายที่นางส่งมานี่เอง
“ซื่อซู เจ้าไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้คุณชายอยู่ที่ศาลาไห่ถังหรือ? มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วคนผู้นี้คือเป็น…” สตรีผู้หญิงที่สวมชุดแม่ครัวอายุประมาณสี่สิบปีเดินออกมาจากในห้อง เห็นซื่อซูและเด็กรับใช้ผิวคล้ำสุดๆ ข้างหลังเขาก็อดไม่ได้ที่จะไม่ไว้วางใจ
ซื่อซูมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าหลังบ้านไม่มีใครใครจึงเอ่ยด้วยเสียงเบาๆ “ท่านป้าอาฝู ท่านนี้คือ…”
“อ๋อ ข้ารู้แล้ว ได้ยินคนที่อยู่หน้าบ้านพูดว่านายพลแม่ทัพอู่เว่ยแห่งกองทัพป้องกันพรมแดนม่อเป่ยจัดคนมาส่งสินค้าฉลองของขวัญปีใหม่ให้กับจวนของพวกเรา คนที่ส่งมาเป็นเด็กรับใช้ หรือจะเป็นเขา?” อาฝูป้าฝูพูดขัดขึ้นมา
ซื่อซูเหมือนถูกโดนตอกหน้าหงาย มองไปยังเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาอย่างยากลำบากเล็กน้อย
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้มรับ ก้าวออกไปข้างหน้ากล่าวอย่างเคารพนบนอบว่า “ใช่ขอรับ!”
“นายท่านผู้เฒ่าโหวเพิ่งจะสั่งให้ข้าไปพาคนหน้าบ้านมาพบ เขาอยากจะถามอะไรสักหน่อย ประจวบเหมาะที่เจ้ามาพอดี” อาฝูป้าฝูยิ้ม ยื่นมือไปเลิกผ้าม่านออกพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนกับคนข้างในว่า “นายท่านผู้เฒ่าเจ้าคะโหว คนที่ท่านอยากเจอมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา!” เสียงของคนชขราดังออกมาจากข้างใน
อาฝูป้าฝูแสดงทีท่าให้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเข้าไปในห้อง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจัดเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าไป
ภายในห้องมืดสลัวกลิ่นยาสมุนไพรต้มโชยเตะจมูก เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเหมือนถูกรมควันจนมึนเล็กน้อยก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอุดจมูก เครื่องเรือนในห้องยังเหมือนเดิมอย่างตอนที่นางจากมา บนเตียงมีผู้เฒ่าที่ผอมเหลือแต่กระดูกนอนอยู่ ถ้าหากไม่ใช่เพราะใบหน้าที่น่าเกรงขามนั้น นางเกือบจะจำไม่ได้ว่านี่คือท่านปู่ผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบด้วยความสุขและอากัปกริยาสง่างามเมื่อแปดปีก่อนท่านนั้น
มนุษย์แก่ไปตามกาลเวลาจริงๆ
“คุกเข่า!” จงหย่งโหวน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาแอบถอนหายใจครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าท่านนี้ยังมีท่าทีไม่ชอบใจเหมือนกับเมื่อก่อน นางไม่ได้สนใจเขา อีกทั้งยังเดินไปเปิดม่านที่หน้าต่างเพื่อให้อากาศอันสะอาดสดชื่นพัดเข้ามาระบายกลิ่นยาสมุนไพรที่เตะจมูกนี้ออกไป นางหันหลังกลับมา ยืนอยู่หน้าหน้าต่างพลางมองชายชราที่อยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ
“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ” ใบหน้าของจงหย่งโหวแสดงถึงความไม่พอใจ
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาถอนหายใจ ดึงแขนเสื้อเผยให้เห็นหลังมือทั้งสองข้าง และก็ก้มลงดึงขากางเกงเผยให้เห็นหัวเข่าสีตัดกันสีทั้งสองข้าง หลังจากนั้นก็ยืนในที่ค่อนข้างแสงสว่างเล็กน้อยที่มีแสงสว่างกำลังดี
ข้อศอกทั้งสองข้างมีรอยถลอก ที่หัวเข่ามีคราบเลือดติดอยู่ดูสาหัสกว่าบริเวณแขน
จงหย่งโหวที่เดิมทีนอนตะแคงอยู่ก็ลุกขึ้นนั่งหลังตรงทันที หัวคิ้วขมวดอย่างรุนแรง “ไปโดนอะไรมา”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาปล่อยแขนเสื้อและขากางเกง เดินไปรินชาแก้วหนึ่งให้ตัวเองที่โต๊ะข้างๆ แล้วนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าโรงเตี๊ยมให้ฟังอย่างง่ายๆ รอบหนึ่ง เล่าจบ ก็กล่าวกับจงหย่งโหวอย่างน้อยใจว่า “ไม่ใช่ว่าหลานสาวท่านไม่กตัญญูถึงไม่คุกเข่าน้อมคำนับท่าน แท้จริงเป็นเพราะวันนี้ไม่อยากทรมานหัวเข่าคู่นี้อีกแล้ว หากไม่ดูแลให้ดี ไม่แน่ว่าขาทั้งสองข้างอาจเดินไม่ได้อีก”
จงหย่งโหวได้ยินก็โกรธมาก “ถ้าอย่างนั้นเจ้ามัวชักช้าอะไรอยู่ ยังไม่รีบเชิญหมอหลวงมาอีก”
“วันนี้ข้าอยู่ในสภาพนี้จะมีปัญญาไปเชิญหมอหลวงได้อย่างไร เปิดโปงฐานะของตัวเองคงไม่ดีแน่” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตอบ
จงหย่งโหวขมวดคิ้วถลึงตามองด้วยความโกรธอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าจากไปแปดปีนี้ วันนี้เพิ่งจะรู้หรือว่าเปิดโปงฐานะของตัวเองไม่ดี”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้ม จากไปแปดปีแต่ท่านปู่ของนางก็ยังเหมือนเดิม พี่ชายของนางก็ยังเหมือนเดิม ทั้งหมดยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในใจนางรู้สึกผ่อนคลายอย่างไม่ได้นึกถึงมาก่อน และไม่อยากให้เขากังวลใจอีกต่อไป “ท่านปู่วางใจเถอะ ข้ารู้วิชาแพทย์มานิดหน่อย วิธีพันแผลไม่ยาก เดี๋ยวพวกเราคุยจบข้าค่อยพันแผลอย่างง่ายๆ ก็ดีขึ้นแล้ว”
หย่งจงโหวได้ยิน สีหน้าแห่งความโกรธขุ่นเคืองก็ค่อยๆ คลายลง แต่น้ำเสียงยังแข็งกร้าวเหมือนเดิม “อย่าเอาตัวไปเสี่ยงไม่เข้าเรื่อง ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรสาวของตระกูล ต่อไปก็ต้องแต่งงาน หากมีรอยแผลเป็นจะทำอย่างไร” พูดจบก็พูดกับคนที่อยู่ข้างนอกว่า “อาฝูป้าฝู เอากล่องยาของข้าเข้ามาหน่อย”
อาฝูป้าฝูที่อยู่ข้างนอกขานรับ หยิบเอากล่องยาเดินเข้ามาข้างใน
จงหย่งโหวแสดงทีท่าให้ส่งให้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวา
อาฝูป้าฝูยื่นกล่องยาให้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวา พิจารณานางครู่หนึ่งพลันยิ้มออกมาและกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “พอคุณหนูเดินเข้ามา ข้าก็รู้สึกได้ว่าเป็นท่าน แต่ก็ไม่กล้ายืนยันมั่วซั่ว แปดปีแล้ว นายท่านผู้เฒ่าโหวและคุณชายต่างเป็นห่วงคุณหนูทุกวัน วันนี้ท่านกลับมาก็ดีแล้ว”
“หลายปีนี้ลำบากอาฝูป้าฝูต้องช่วยดูแลท่านปู่แล้ว” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้มน้อยๆ
อาฝูป้าฝูแสดงสีหน้าอบอุ่นพลางส่ายหัวพัลวัน ก่อนจะยิ้มตาหยีแล้วเดินออกไป
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเปิดกล่องยาเพื่อพันแผลให้ตัวเอง ฝีมือของนางคล่องแคล่วราวกับพันแผลแบบนี้มาร้อยครั้งพันครั้ง ไม่นานก็พันแผลเสร็จ
จงหย่งโหวมองดูทุกขั้นตอน ไฟแห่งความโกรธในใจก็หมดไปในทันที รอจนนางพันแผลเสร็จน้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นมาก “หลายปีมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ลำบากมามากสินะ”
“ไม่มีอะไรมาก ท่านปู่ท่านก็รู้ ปีนั้นข้าแฝงตัวเข้าไปในกองทัพลับที่ถูกเลือกโดยราชสำนักและก็ถูกส่งไปยังเขาไร้นาม ที่นั่นเป็นอย่างไรข้าไม่จำเป็นต้องพูดท่านปู่ก็รู้ดีอยู่แล้ว พวกโหดเหี้ยมมีหน้ามีตา พวกที่แข็งแกร่งเป็นตัวสร้างสีสัน เป็นเพียงสถานที่ที่ผู้อ่อนแอเป็นผู้ถูกล่า ส่วนผู้ที่แข็งแกร่งเป็นผู้ล่าก็เท่านั้น ถ้าไม่อยากตายก็ทำได้เพียงพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างกสุดกำลัง และต้องเก่งกว่าคนอื่น หากถูกเลือกให้เป็นที่หนึ่งก็ไม่มีใครกล้ายั่วโมโห ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวันก็ผ่านมาได้ ไม่ได้ลำบากมากนัก” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตอบอย่างสบายๆ
“เจ้าเป็นคุณหนูของจวนโหว ใช้ชีวิตกินอยู่อย่างสุขสบายก็ได้แท้ๆ แต่กลับตั้งใจไปเผชิญหน้ากับความยากลำบาก!” จงหย่งโหวมองลึกเข้าไปในตานาง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาดีดขอบถ้วยชาพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ท่านปู่ยังจำได้หรือไม่ว่าพ่อแม่ของข้าตายอย่างไร ร่างกายของพี่ชายมีปัญหาได้อย่างไร”
จงหย่งโหวตัวสั่น “แน่นอนว่าไม่ลืม”
“เพราะแบบนั้นแหละ!” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากล่าวอย่างเย็นชาว่า “ท่านคือจงหย่งโหว ท่านพี่เป็นซื่อจื่อ*[footnoteRef:1] ทุกคนต่างไม่มีทางที่จะออกไปจากเมืองหลวงได้อย่างเงียบๆ เรื่องบางอย่างมีเพียงข้าที่ทำได้ สายเลือดจงหย่งโหวของพวกเราเหลือเพียงแค่ท่านพี่กับข้าแล้ว ข้าไม่สามารถให้จวนจงหย่งโหวสูญสลายไปได้” [1: ]
จงหย่งโหวสงบลงเงียบไปชั่วขณะทันที
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาไม่ได้พูดอะไรอีก บรรยากาศภายในห้องเงียบเหงาขึ้นเล็กน้อย
ไม่นาน จงหย่งโหวก็ถอนหายใจออกมา “ตอนนั้นเจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบแต่กลับมองสถานการณ์ออกอย่างกระจ่าง แม้จวนจงหย่งโหวจะไม่สามารถมั่นคงได้ในรุ่นนี้แต่ก็ไม่สูญสลายลงไปในทันที ญาติพี่น้องห่างๆ ดีแต่แย่งชิงทรัพย์สมบัติกันทุกวัน ต่อสู้จนตายไปกันข้าง กลับมองไม่เห็นถึงภัยที่อยู่นอกบ้าน คิดไปเองว่าตั้งแต่เกิดมาจวนจงหย่งโหวของพวกเรามีเกียรติสูงศักดิ์ น่าเวทนาตระกูลเก่าแก่ ที่ของหลายปีมานี้ ที่ลูกชายรุ่นนี้กลับไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้ จำใจให้ลูกสาวออกไปเผชิญกับความยากลำบากข้างนอกเพื่อแสวงหาความมั่นคงของตระกูลในอนาคต”
“ท่านพี่ฉลาดกว่าข้ามาก แต่เป็นเพราะร่างกายอ่อนแอเพลีย ข้าไม่ได้สูงส่งอย่างที่ท่านปู่กล่าวแบบนั้น เพียงแค่รู้ว่าส่วนรวมจะประสบกับความพินาศย่อยยับ ส่วนตัวคนเดียวก็ย่อมมิอาจรอด" เซี่ยฟางี่ยซูฮว๋าหวากล่าวติดตลกแล้ววางถ้วยชาลง “ข้าทำเพื่อตัวเอง”
จงหย่งโหวเหมือนโดนตอกหน้าหงาย ถลึงตามองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ยิ้มแถมยังดูเหมือนภาคภูมิใจ “เพื่อตระกูลก็ดี เพื่อตัวเองก็แล้วแต่ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นคนตระกูลเซี่ย เป็นหลานสาวของข้า!”
หลายปีมานี้เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาถูกฝึกฝนให้เป็นตัวปัญหาที่เขาไร้นาม นั่นทำให้เห็นแต่ผู้ที่ได้รับความเจ็บปวด ไม่เห็นผู้ที่มีความสุขเลยสักคน นางเห็นใบหน้าที่ภาคภูมิใจของจงหย่งโหวจึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ท่านปู่เข้าวังเป็นเพื่อนข้าหน่อยเถอะ”
“เจ้าเพิ่งจะกลับมา เข้าวังไปทำไม” จงหย่งโหวหุบยิ้ม
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาหยิบจดหมายลับฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ สะบัดๆ พลางอธิบายว่า “ฐานะของข้าในตอนนี้คือหวางอิ๋นแห่งกองทัพม่อเป่ย ได้รับคำสั่งจากนับถือนายพลแม่ทัพอู่เว่ยด้วยชีวิต มีหน้าที่มาส่งของสินค้าฉลองปีใหม่ให้จวนจงหย่งโหวอย่างเปิดเผย หากแต่ความจริงแล้วแอบตรวจสอบจุดพักม้าของกรมระทรวงยุติธรรมอย่างลับๆ และเข้าวังขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ เพื่อรายงานให้ฝ่าบาททราบโดยตรงและถวายจดหมายลับฉบับหนึ่งให้พระองค์”
“จดหมายลับอะไร” จงหย่งโหวมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้มจางๆ พลางพูดตามความจริง “เขาไร้นามถูกฟ้าฝ่าทำให้ภูเขาถล่มพังทลายลงมา เขาไร้นามอยู่ในม่อเป่ย แน่นอนว่านายพลแม่ทัพอู่เว่ยแห่งกองทัพพบเข้าก่อน นี่เป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่งนัก นายพลแม่ทัพอู่เว่ยไม่กล้าแพร่เผงพรายยแพร่ออกไปอย่างโจ่งแจ้ง ทำได้เพียงแค่ถวายจดหมายลับให้ฝ่าบาททรงประกาศออกไป”
จงหย่งโหวได้ยินก็ลุกขึ้นยืนทันที ยื่นมือชี้ไปยังเซี่ยฟางซูฮว๋าหวา ตัวสั่นระริกพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
---
*ซื่อจื่อ ไว้เรียกลูกชายที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นพ่อ