จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 003 ใช้หนี้ ตอนที่ 4
บทที่ 3 ใช้หนี้
รองเท้าหุ้มข้อบู๊ตขนเตียวสีขาวอันประณีตงดงามเหยียบย่ำลงบนพื้นที่เพิ่งกวาดจนปรากฏรอยเท้าจางๆ สายทางหนึ่ง
ฉินเจิงเดินเข้าไปยังหลังบ้าน หญิงรับใช้ที่กวาดลานบ้านสองคนนั้นคล้ายเพิ่งได้สติจึงรีบเข้าไปขวางอย่างลนลาน
เวลานี้ เซี่ยม่อหานได้เดินออกมาจากศาลาไห่ถังที่ตั้งอยู่หลังบ้านแล้ว
เมื่อหญิงรับใช้สองคนนั้นเห็นเซี่ยม่อหานจึงพรูลมหายใจออกมาและคุกเข่าลงบนพื้น ใบหน้าซีดกล่าวขอร้องให้ลงโทษอย่างกลัวๆ “คุณชาย โปรดอภัยที่ข้าน้อยสองคนขวางไว้ไม่อยู่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“อีกประเดี๋ยวไปหาหัวหน้าพ่อบ้านรับโทษโบยคนละสิบครั้ง” เซี่ยม่อหานปัดหิมะที่ติดอยู่ตามร่างกายพลางกล่าวด้วยความอย่างเย็นชา
หญิงรับใช้สองคนนั้นรีบขานรับทันทีแล้วลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างๆ
“กฎระเบียบของจวนพี่จื่อกุยเข้มงวดจริงๆ” เยี่ยนถิงพูดต่อทันที สังเกตเซี่ยม่อหานพลางพูดอย่างยิ้มๆ
“ตรงนี้เป็นลานบ้านเรือนของน้องสาวข้า คนที่คอยปรนนิบัติรับใช้ที่นี่ไม่อนุญาตให้ทำผิดแม้แต่นิดเดียว กฎระเบียบจึงควรเข้มงวดเสียบ้างสักเล็กน้อย” เซี่ยม่อหานกวาดตามองกลุ่มผู้คนเบื้องหน้า สายตากวาดมองไปยังหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กรับใช้ที่ก้มหน้าอยู่หลังสุด
“พี่จื่อกุย มิทราบว่าเคยเห็นเด็กรับใช้แปลกหน้าคนนี้หรือไม่” เยี่ยนถิงกล่าวติดตลกพลางตรงเดินเข้าไปตบบ่าของเซี่ยม่อหานและกล่าวกับเขาว่า “เด็กรับใช้คนนี้มาจากกองทัพป้องกันพรมแดนม่อเป่ย เข้าเมืองหลวงมาเพื่อส่งสินค้าสำหรับฉลองปีใหม่ให้กับจวนของท่าน แต่ว่าเพิ่งจะเข้าเมืองมาได้ไม่นานก็เกิดเรื่องใหญ่ รถม้าของเขานางทับสุนัขสุดที่รักของพี่จินเฉิงตาย”
เซี่ยม่อหานฟังจบ คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน
“สุนัขของเขาเป็นสุนัขที่เต๋อฉือไทเฮาผู้ล่วงลับไปแล้วประทานให้ ไม่ว่าใครก็มิกล้าแหย่ แม้แต่พี่ใหญ่ของเขาเห็นมันก็ยังต้องหลบไปไกล คิดไม่ถึงว่าวันนี้กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของเด็กรับใช้ผู้ไม่ต้องตาธรรมดาผู้คนนี้ ท่านลองคิดดูเถอะว่าจะหาสิ่งใดมาชดใช้แก่พี่ฉินเจิงถึงจะทำให้เขาหายโมโหได้” เยี่ยนถิงกล่าวแค่ไม่กี่ประโยคก็สามารถพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน
เซี่ยม่อหานพยักหน้าพลางแสดงสีหน้าที่อ่านยากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองฉินเจิง
อารมณ์บนใบหน้าของฉินเจิงก็ยากที่จะคาดเดาเช่นกัน และเขาก็ไม่ได้กล่าวอันสิ่งใด
เซี่ยม่อหานมองไปยังเด็กรับใช้คนนั้นอีกครั้ง กล่าวอย่างใจเย็นว่า “เจ้าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหน ทำอะไร เหตุใดถึงทับสุนัขของคุณชายสองคุณชายรองผู้สูงส่งเจิงตาย เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังอย่างละเอียดซิ อย่าคิดปกปิดแม้แต่นิดเดียว”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพยักหน้า ก้มหน้างุดไม่ยอมเงยขึ้นมาพลางเล่าอย่างละเอียดว่า “ข้าน้อยชื่อหวางอิ๋น มาจากพรมแดนม่อเป่ย ตลอดการเดินทางล้วนราบรื่น หากแต่หลังจากเข้ามาในเมืองหลวง พอผ่านหน้าโรงเตี๊ยม สุนัขตัวหนึ่งก็วิ่งตามซาลาเปาไส้เนื้อที่กระเด็นมาใต้ท้องรถ ข้าเบี่ยงหลบไม่ทัน ม้าล้มรถคว่ำจนทำให้ทับสุนัขตัวนั้นตาย”
“พูดเช่นนี้หมายความว่าเป็นสุนัขที่ไม่ดูตาม้าตาเรือมุ่งตรงไปยังซาลาเปาไส้เนื้อชิ้นนั้นที่อยู่ใต้ท้องรถเจ้าอย่างนั้นหรือ” ฉินเจิงได้ยินคำพูดนั้นก็เลิกคิ้ว
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้มหน้าไม่ตอบอะไร
เซี่ยม่อหานขมวดหัวคิ้ว ไตร่ตรองอยู่นานก่อนจะกล่าวกับฉินเจิงว่า “แม้จะเป็นอุบัติเหตุ แต่เด็กรับใช้คนนี้ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ จวนจงหย่งโหวไม่สามารถทำเป็นไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นได้ น้องฉินเจิง พวกเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมานาน เจ้าคิดว่าควรชดใช้อย่างไร แม้จะไม่สามารถทดแทนสุนัขที่เต๋อฉือไทเฮฉาประทานแก่เจ้าได้ แต่หากเจ้าต้องการสิ่งใด และข้าสามารถทำให้ได้ข้าก็จะทำให้”
“วิธีนี้ดีจริงๆ ไหนๆ พี่จื่อกุยก็เอ่ยปากแล้ว พี่ฉินเจิงอยากเข้าไปชมดอกไห่ถังในศาลาไห่ถังสักหน่อย พวกเราก็ถือโอกาสได้ชมไปด้วย” เยี่ยนถิงรีบกล่าวอย่างตื่นเต้น
“เจ้าคิดว่าสุนัขของข้าแค่แลกกับการชมดอกไห่ถังในศาลาไห่ถังก็คุ้มค่าแล้วอย่างนั้นหรือ” ฉินเจิงมองเขาอย่างเย็นชา
เยี่ยนถิงกระแอมไอออกมาพลางลูบศีรษะแก้เก้อก่อนจะกล่าวอย่างแปลกใจว่า “พี่ฉินเจิง แม้สุนัขของท่านจะตายไปแล้ว แต่ข้าไม่ได้เป็นคนทับมันตายเสียหน่อย เหตุใดวันนี้ท่านถึงมองว่าข้าทำผิดอยู่เรื่อย ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดไปใช่หรือไม่”
“วันนี้เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว!” ฉินเจิงตอบ
เยี่ยนถิงยืดไหล่พลางผายมือ เอาล่ะ วันนี้เขาจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว อย่ายั่วโมโหคุณชายท่านนี้เลย ประเดี๋ยวหนี้เรื่องสุนัขจะตกเป็นของเขาแทน
“ดอกไห่ถังของศาลาไห่ถังไม่ควรค่าแก่การพูดถึง ไม่คุ้มค่ากับสุนัขของน้องฉินเจิงแน่นอน น้องฉินเจิงต้องการสิ่งใดพูดมาตามตรงเถอะ” ระหว่างเซี่ยม่อหานพูด เขาก็เอียงศีรษะ หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาปิดปากแล้วไอออกมา
ฉินเจิงยิ้มออกมาในทันที ชี้ไปยังเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “แม้พี่จื่อกุยจะพูดเช่นนี้ แต่ข้าไม่ได้จะเอาสุนัขมาข่มขู่ท่านแต่อย่างใด ในเมื่อเป็นเด็กรับใช้คนนี้ที่ไม่ระมัดระวังทำสุนัขของข้าตาย เช่นนั้นงั้นก็เอาตัวนำเขามาชดใช้ให้ข้าก็แล้วกัน”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวานิ่งไป จากนั้นก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทันที ฉินเจิงเจ้าท่านกล้ามาก!
เซี่ยม่อหานก็นิ่งไปเช่นกัน แต่ก็ฟื้นคืนสภาพปกติอย่างรวดเร็ว “ความต้องการตามที่น้องฉินเจิงกล่าวก็มีเหตุผล จื่อกุยรับได้ แต่ว่าเด็กรับใช้คนนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่คนของจวนจงหย่งโหว เกรงว่าต้องให้ท่านอาแห่งกองทัพป้องกันพรมแดนม่อเป่ยตอบรับถึงจะทำได้”
“ถ้าเช่นนั้นงั้นท่านก็เรียบเรียงหนังสือส่งไปให้นายพลแม่ทัพอู่เว่ยแห่งกองทัพป้องกันพรมแดนม่อเป่ยว่าข้าต้องการคนคนนี้” ฉินเจิงกล่าว
เซี่ยม่อหานลังเลไปชั่วขณะ
“พี่จื่อกุยยังลังเลอันใดอีก ก็แค่เด็กรับใช้คนหนึ่งมิใช่หรือ จวนจงหย่งโหวกับนายพลแม่ทัพอู่เว่ยแห่งม่อเป่ยเหมือนครอบครัวเดียวกัน ในเมื่อทับสุนัขของคุณชายสองคุณชายรองแห่งจวนอิงชินอ๋องนหวางตาย ก็ชดใช้ด้วยเด็กรับใช้หนึ่งคน มีหรือนายพลแม่ทัพอู่เว่ยจะไม่ตอบตกลง” คุณชายเฉิงเองก็พูดโน้มน้าว
“มิผิด!” คุณชายซ่งเองก็คล้อยตาม
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวารู้สึกได้ว่าเส้นเลือดที่หน้าผากเต้นตุบๆ ถ้าหากนางเป็นแค่เด็กรับใช้คนหนึ่งถึงถูกฉินเจิงเอาตัวไปก็ไม่เป็นไร หากแต่นางคือเซี่ยฟางซูฮว๋าหวา คุณหนูแห่งจวนจงหย่งโหว น้องสาวของเซี่ยม่อหาน เป็นเจ้าของสวนไห่ถังแห่งนี้! จะให้คว้าของใกล้มือมาชดใช้แทนสุนัขของฉินเจิงได้อย่างไร
“ดูเหมือนว่าพี่จื่อกุยจะไม่ค่อยเต็มใจ” ฉินเจิงมองเซี่ยม่อหาน
เซี่ยม่อหานนวดคลึงหน้าผาก ขณะนั้นก็รู้สึกปวดหัวเป็นพิเศษ
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวารู้ว่าพี่ชายจำนางได้ เวลานี้ก็รู้สึกลำบากใจ นางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พูดเสียงต่ำว่า “อย่าว่าแต่คุณชายสองคุณชายรองผู้สูงส่งเจิงจะต้องการข้าน้อยไปปรนนิบัติรับใช้ข้างกายเลย ถึงจะเป็นชีวิต ข้าน้อยก็ควรชดใช้ หากแต่ข้าน้อยไม่ใช่เด็กรับใช้ของจวนนายพลแม่ทัพอู่เว่ย แต่สังกัดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพม่อเป่ย ในกองข้าน้อยมีหน้าที่จัดร่างแผนการ ครั้งนี้ไม่เพียงแค่มาส่งสินค้าฉลองปีใหม่ให้แก่จวนจงหย่งโหวก็สิ้นสุด แต่ยังมีภาระหน้าที่อีกอย่าง นั่นคือเข้าเฝ้าฮ่องเต้”
ทุกคนได้ยินคำพูดต่างก็ตกใจ
ฉินเจิงเลิกคิ้ว
เซี่ยม่อหานแอบถอนหายใจ มองฉินเจิงพลางกล่าว “น้องฉินเจิง คนจัดร่างแผนการของกองทัพข้าไม่มีอำนาจมอบให้เจ้า”
“เช่นนั้นงั้นก็ลงบันทึกเอาไว้ก่อนว่าเจ้าติดหนี้ข้า ไม่ใช่แค่หนี้เล็กๆ แต่เป็นหนี้ที่ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนได้” ฉินเจิงโบกมือปัด ถือว่าอีกฝ่ายได้รับคำสั่งไปแล้ว
เซี่ยม่อหานยิ้มเจื่อน ทำได้เพียงตกลง “ได้ วันนี้จวนจงหย่งโหวติดหนี้น้องฉินเจิงครั้งใหญ่แล้ว น้องฉินเจิงคิดออกเมื่อใดว่าชดใช้อย่างไรถึงจะคุ้มค่า เมื่อใดที่เอ่ยปากข้าก็ต้องทำตาม ต้องใช้คืนอย่างแน่นอน”
ฉินเจิงฉีกยิ้มมุมปาก พูดกับเยี่ยนถิงและคนที่เหลือว่า “พวกเจ้าเป็นพยาน”
“พวกเราเป็นพยาน” เยี่ยนถิง คุณชายใหญ่หลี่ คุณชายเฉิงและคุณชายซ่ง ทั้งสี่คนต่างพยักหน้า
เซี่ยม่อหานใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและไออีกครั้ง คุณชายเล็กเยี่ยนถิงของตระกูลโหวแห่งจวนหย่งคัางโหว คุณชายหลี่มู่ชิงแห่งจวนมหาเสนาบดีฝ่ายขวา คุณชายเฉิงหมิงแห่งจวนเสนาบดีกระทรวงการคลัง กรมคลัง และคุณชายซ่งฟางแห่งจวนเสนาบดีกระทรวงกรมพิธีการ ทั้งหมดต่างเป็นบุคคลของผู้นำยุคใหม่ หากมีพวกเขาเป็นพยาน นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้อีกแล้ว
“แต่พวกเราก็มาถึงที่นี่แล้ว พี่จื่อกุย ท่านจะใจแข็งที่จะให้พวกเรากลับไปโดยที่ยังไม่ให้พวกเราชมดอกไห่ถังสักครั้งเลยหรือ” เยี่ยนถิงในใจคิดแต่จะชมดอกไห่ถัง เมื่อเห็นว่าฉินเจิงไม่ได้สนใจ เขาก็กลัวว่าจะมาเสียเที่ยว
เซี่ยม่อหานถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวอย่างจำใจว่า “ในเมื่อพวกท่านมาถึงที่นี่แล้ว ข้าก็ละอายใจที่จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร” พูดจบก็เห็นว่าเยี่ยนถิงดีใจ เขาหันไปกำชับกับหญิงรับใช้สองคนนั้นว่า “พวกเจ้ากลับไปบอกน้องสาวที่ห้องเถอะว่าอย่าให้นางออกมาจากห้อง บอกนางว่าเพื่อนของพี่ชายมาชมดอกไห่ถัง”
“เจ้าค่ะ!” หญิงรับใช้สองคนนั้นรีบหันหลังกลับไปยังห้องทันที
“ซื่อซู [footnoteRef:1] เจ้าพาหวางอิ๋นไปพบท่านปู่เถอะ ในเมื่อมาจากกองทัพม่อเป่ยและมีภาระต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ก่อนอื่นให้ท่านปู่ดูสักหน่อยจะได้เข้าใจสถานการณ์” เซี่ยม่อหานหันไปสั่งเด็กรับใช้ใกล้ตัวที่ยืนอยู่ข้างหลังตนเอง [1: ]
“ขอรับ คุณชาย!” ซื่อซูพยักหน้า มองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก่อนจะนำทาง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาได้รับอิสรภาพแล้ว นางเดินตามหลังของซื่อซูจากไป
เซี่ยม่อหานเห็นว่าน้องสาวเดินไปแล้วจึงเชิญฉินเจิง เยี่ยนถิงและคนอื่นๆ เข้าไปในศาลาไห่ถัง
---