จารใจรัก: ส่วนที่ 1 บทที่ 008 อวดดี ตอนที่ 9
บทที่ 8 อวดดี
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาอดทนเช็ดหน้าผากที่ไร้เหงื่อจนเสร็จแล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าของฉินเจิงไว้ในอกเสื้อ
ฉินเจิงหันมาเห็นการกระทำของนาง ใบหน้าพลันก็เบิกบานทันใดไปชั่วขณะหนึ่ง
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้มหน้าทำเป็นไม่เห็นรอยยิ้มอันชั่วร้ายของเขาและนับถอยหลังเงียบๆ พลางคิดว่าเมื่อไหร่จะสามารถออกจากวังได้ และก็คิดว่าฮ่องเต้จะทรงจัดการเรื่องนี้อย่างไร จะปิดบังไว้ไม่ให้บุคคลทั่วไปรับรู้ หรือว่าจะเปิดเผยเรื่องนี้
โชคดีที่ไม่ต้องรอนาน อู๋เฉวียน ขันทีผู้ควบคุมดูแลราชสำนักภายในเดินออกมาเรียกให้ทั้งเขาสองคนเข้าไป
เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ บรรยากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นความกดดันในชั่วพริบตา
“หวางอิ๋น พรุ่งนี้เจ้าออกเดินทางกลับไปกองทัพม่อเป่ย บอกให้นายพลแม่ทัพอู่เว่ยประกาศคำสั่งของเราว่า ขอสั่งให้เขาส่งจัดทัพทหารและม้าไปเฝ้ารออยู่ที่เขาไร้นามที่ล่มสลายไปแล้ว ปิดตายมิให้ใครเข้ามาสืบข่าว เราจะรีบส่งคนไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร็วที่สุด” ฮ่องเต้กล่าว
“พะยะค่ะพ่ะย่ะค่ะ!” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก้มศีรษะลง
“ส่วนเจ้า กลับจวนไปตามบิดาของเจ้ามา บอกว่าคืนนี้เราต้องหารือทางราชการกับเขา” ฮ่องเต้กำชับกับฉินเจิง
ฉินเจิงพยักหน้า
“จงหย่งโหวอยู่ที่นี่ก่อน เจ้าไปส่งหวางอิ๋นกลับจวนจงหย่งโหว!” ฮ่องเต้โบกปัดมืพระหัตถ์อ พลันแววนัยน์พระเนตรตาเยียบฉายแววน่ากลัวเย็น ตรัแลสะกล่าวด้วยความน่าเกรงขามว่า “ผู้ใดกล้าสืบถาม ปิดปากมันผู้นั้นให้สนิท! หากพูดออกมาแม้แต่คำเดียว ศีรษะของพวกเจ้าสองคนจะไม่ได้ตั้งอยู่บนคออีกต่อไป”
ฉินเจิงมองเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาแวบหนึ่ง ตอบรับฉะฉานแล้วเดินออกไป
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาไม่ได้สมัครใจที่จะให้ฉินเจิงไปส่งกลับจวนจงหย่งโหว แต่ในเมื่อฮ่องเต้ทรงออกคำสั่งแล้ว นางก็ไม่มีทางหนีทีไล่ที่จะโต้แย้ง ทำได้เพียงเดินตามหลังเขาออกไป
เมื่อออกมาจากห้องหนังสือ ฉินเจิงก็ก้าวเท้ายาวๆ อยู่ข้างหน้า ไม่ได้คิดที่จะแกล้งนางอีก
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาลอบถอนลมหายใจ จังหวะก้าวเท้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ทั้งสองคนเดินตามกันออกมาจากประตูวังหลวง คนดูแลม้ารีบจูงม้ามาให้ฉินเจิงทันที ฉินเจิงกระโดดขึ้นม้าด้วยความคล่องแคล่ว เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเดิมทีไม่ได้มีคนจูงม้ามาให้ นางเดินไปยังเสาผูกม้าที่อยู่ไกลๆ แก้มัดเชือกบังเหียนออกก่อนจะเหยียบโกลนม้าเพื่อขึ้นไปขี่
ฉินเจิงควบม้ามุ่งหน้าออกจากวังหลวงอย่างรวดเร็ว
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาแอบชมทักษะการขี่ม้าของคุณชายอยู่ในใจ ก่อนจะรีบควบม้าติดตามหลังเขาไปอยู่เบื้องหลัง
ผ่านถนนเส้นหนึ่งด้วยความเร็วปานลมดกรด เมื่อเลี้ยวที่หัวมุมก็พบรถม้าคันหนึ่งจอดขวางอยู่กลางถนน เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเห็นชัดเจนว่าเป็นแผ่นป้ายทะเบียนรถของจวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย นางหรี่ตาพลางคิดว่า เกรงว่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เสนาบดีฝ่ายซ้ายจะตั้งใจรออยู่ตรงนี้ ฮ่องเต้สามารถเข้าใจขุนนางของตนได้ดีที่สุดจริงๆ
ฉินเจิงมาถึงหน้ารถ ทำเหมือนเห็นเป็นเรื่องปกติไม่เห็น เขายกแส้หวดตีม้า กีบเท้าทั้งสี่ยกขึ้นก่อนจะกระโดดข้ามรถม้าผ่านไป
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาตะลึงเล็กน้อย ก่อนจะทำอย่างที่เขาทำเช่นกัน
ม้าทั้งสองตัวข้ามรถม้าของเสนาบดีฝ่ายซ้ายวิ่งไปไกลอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา เสนาบดีฝ่ายซ้ายยื่นศีรษะออกมา ได้ยินเพียงแค่เสียงของกีบม้าทั้งสองตัว แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาม้า พลันใบหน้าก็เย็นชาขึ้นมาทันที
ใต้ฝ่าพระบาทฮ่องเต้ โอรสสวรรค์ เมืองหลวงทั้งสี่ทิศ จะมีผู้ใดกล้าทำให้เสนาบดีฝ่ายซ้ายขายหน้า แม้แต่อิงชินอ๋องหวางเมื่อพบเสนาบดีฝ่ายซ้ายยังต้องนุ่มนวลสักหน่อย มีแค่ฉินเจิงคนเดียว ไม่เคยกลัวฟ้ากลัวดินตลอดมา แต่ไหนแต่ไรไม่ไว้หน้าเขาสักนิด
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวานับถือผู้ที่อวดดีอย่างบ้าระห่ำคนนั้นที่อยู่ข้างหน้านางในช่วงเวลาสั้นๆ สามารถเหยียบรถม้าของเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่จอดขวางผ่านไป อีกทั้งเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่เคยส่งคนมาหาเหตุผลจากเขา จุดแข็งของเขาคือมีความอวดดีเป็นทุนเดิม
ม้าทั้งสองตัวมาถึงจวนจงหย่งโหวอย่างรวดเร็ว
คนเฝ้าประตูยื่นศีรษะออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นฉินเจิงกับเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาก็รีบเปิดประตูข้างทันที
“วันนี้ลำบากข้ามาส่งเจ้า จำไว้ว่าต้องเลี้ยงชาข้าพรุ่งนี้” ฉินเจิงกล่าวทิ้งไว้และหันม้ากลับไป
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวารอจนเขาจากไปไกลก่อนจะแสดงความไม่พอใจ พรุ่งนี้หวางอิ๋นต้องออกจากเมืองหลวงแล้ว เลี้ยงชาบ้าบออะไรของเขาล่ะกัน
ผ่านประตูจวนเข้ามา ซื่อซูก็ออกมาต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เขากล่าวกับนางด้วยเสียงต่ำๆ ว่า “คุณหนู คุณชายเป็นห่วงท่านกับนายท่านผู้เฒ่าโหวมาก ไม่ยอมพักอยู่ครึ่งวัน แม้แต่ยาก็ไม่ยอมดื่ม ในเมื่อท่านกลับมาแล้ว รีบไปทำให้เขาวางใจหน่อยเถอะ”
เกิดความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวา นางพยักหน้าก่อนจะสาวเท้าก้าวไไวๆ ไปทางยังสวนจือหลัน
เมื่อมาถึงสวนจือหลัน เซี่ยม่อหานได้ยินเสียงฝีเท้าก็รีบเปิดประตูออกทันที เห็นว่านางกลับมาสีหน้าก็ปิติยินดี
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเข้าไปในห้อง ดื่มชาถ้วยหนึ่ง และเล่าเหตุการณ์ของวันนี้ให้เซี่ยม่อหานฟังอย่างรวบรัดง่ายๆ รอบหนึ่ง แน่นอนว่าข้ามตอนที่ฉินเจิงเอาผ้าเช็ดหน้ามาแกล้งนางไป
เซี่ยม่อหานได้ฟังก็โล่งอก “โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเฉลียวฉลาดพระปรีชา ไม่ฆ่าคนบริสุทธิ์สุ่มสี่สุ่มห้า มิฉะนั้นวันนี้เจ้าคงสิ้นบุญแล้ว”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาไม่ได้ถือสา นางเข้าใจนิสัยฮ่องเต้องค์ปัจจุบันดี มิฉะนั้นนางคงมิกล้าบุ่มบ่ามมาส่งจดหมายลับด้วยตัวเองเช่นนี้แน่
“ฮ่องเต้ให้ท่านปู่อยู่ที่นั่น และให้ฉินเจิงไปตามอิงชินอ๋องหวางเข้าวังหลวง เห็นได้ชัดว่าฝ่าบาทจะปรึกษาเรื่องเขาไร้นามกับพวกเขา” เซี่ยม่อหานวิเคราะห์ “ไม่รู้ว่าหากฮ่องเต้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้วจะจัดการเขาไร้นามอย่างไร”
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องสนใจ” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เซี่ยม่อหานยิ้มออกมาก่อนจะจิ้มหน้าผากนาง “เจ้านี่นะ กล้าหาญมากจริงๆ แต่ที่ทำลายเขาไร้นามสำเร็จแล้วก็ดี มิฉะนั้นหลังจากนี้คงยากที่จะปกป้องหากเจ้าถูกเปิดโปงร่องรอยที่เขาไร้นาม ถึงเวลานั้นคงมีปัญหาใหญ่แน่”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้มพลางยักคิ้ว สำหรับการทำลายเขาไร้นาม แปดปีก่อนที่นางมาถึงเขาไร้นามก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความคิด ใช้เวลาถึงแปดปี หากทำลายเขาไร้นามไม่ได้ นางก็ไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว
“แต่ว่าเจ้าทำอย่างไรถึงทำลายเขาไร้นามสำเร็จจนได้? เรียกได้ว่ากันว่าเขาไร้นามมีภูเขาห้าลูกเชื่อมกัน ไม่สามารถทำลายได้ในวันเดียวแน่” เซี่ยม่อหานสับสนมาโดยตลอด “อีกทั้งยังอาศัยเรื่องฟ้าผ่าอีก”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจิบชาก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่ใช่ว่าอาศัยเรื่องฟ้าผ่า แต่แท้จริงคือการล่อสายฟ้าผ่าทำลายภูเขาทั้งห้าลูกต่างหาก นี่เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว หลังจากเข้าสู่ฤดูหนาว ที่นั่นฝนตกหนักและมีสายฟ้าฟาด ข้าอยู่บนยอดเขาลูกที่ห้าถือของบางอย่างที่ทำให้เกิดฟ้าแลบจู่โจม คืนนั้นเขาไร้นามก็ถูกทำลายจนวอดวาย นอกจากข้าที่ออกมาก่อนก็ไม่มีใครรอดชีวิต”
ร่างของเซี่ยม่อหานสั่นระริกและเงียบกริบอยู่นาน เห็นใบหน้าสบายๆ ของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาจึงเอื้อมมือไปกุมมือของนาง และกล่าวอย่างเอ็นดูว่า “น้องข้าตอนเด็กๆ แค่เหยียบมดตายก็สลดใจไปครึ่งวัน หากแต่เพื่อที่จะประคองจวนจงหย่งโหว แม้แต่เขาไร้นามก็ทำลายได้ แถมยังฆ่าคนไปจำนวนมาก ข้ามันไร้ประโยชน์เสียจริง”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวายิ้มพลางดึงมือออก “อาการป่วยของท่านพี่เป็นเพราะความทุกข์ ความกลัดกลุ้มที่อัดแน่นอยู่ในใจสะสมจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง หากท่านปลงสักหน่อยก็ไม่ต้องกินยาบ่อยๆ แล้ว” พูดจบก็กล่าวเพื่อสร้างความสบายใจว่า “ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเขาไร้นามก็เป็นที่กลบฝังกระดูกของผู้คนจำนวนมาก คนที่ข้าฆ่าไปมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ในร้อย และคนพวกนั้นพอเข้ามาในเขาไร้นามก็ไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคนตาย ศพเป็นๆ ที่แข็งทื่อเป็นผีดิบ เป็นเครื่องมือฆ่าคน หากข้าไม่ฆ่าพวกเขาแล้วปล่อยไป พวกเขาแต่คนละคนสามารถฆ่าคนได้เป็นร้อยเป็นพัน”
“หากพูดแบบนี้เจ้าก็ทำคุณงามความดีน่ะสิ” เซี่ยม่อหานได้ยินก็วางใจเบาใจขึ้นนิดหน่อยหลายส่วน
“ตามนั้นแน่นอน” เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาพยักหน้า
เซี่ยม่อหานถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวกับนางด้วยความมั่นใจว่า “น้องข้าฉลาดเช่นนี้ ได้รับความยากลำบากมากขนาดนี้ จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากสวรรค์ มีความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอย่างแน่นอน” พูดจบก็เพิ่มเติมว่า “สวรรค์ไม่ปล่อยให้คนตกทุกข์ได้ยากหรอก”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวามองพี่ชายพลางคิดว่าสวรรค์ได้เอาใจใส่นางแล้ว ชีวิตในชาตินี้คือความเอาใจใส่ของสวรรค์ มิฉะนั้นนางคงไม่สามารถเห็นหน้าท่านปู่และท่านพี่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายต่อหน้าได้แน่นอน และคงไม่มีสามารถเห็นโล่ป้ายประกาศเกียรติคุณของจวนจงหย่งโหวที่แขวนไว้โดยไม่บุบสลายตรงประตู
เซี่ยม่อหานเห็นสีหน้าใจลอยของเซี่ยฟางซูฮว๋าหวาใจลอยก็คิดว่า นางคงคิดถึงเรื่องที่ไม่มีความสุขที่เขาไร้นามจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ฮ่องเต้ให้เจ้าออกจากเมืองวันพรุ่งนี้ ข้าได้หาคนมาเปลี่ยนตัวกับเจ้าแล้ว ปลอมตัวเป็นเจ้ากลับไปที่นั่น”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาส่ายศีรษะ “ไม่ได้ ต้องให้ข้าออกจากเมืองหลวงด้วยตัวเอง”
เซี่ยม่อหานประหลาดใจ “ไม่ได้กลับมาง่ายๆ เจ้ายังจะออกจากเมืองหลวงไปม่อเป่ยอีกหรือ”
เซี่ยฟางซูฮว๋าหวาเห็นสีหน้ากังวลใจของเซี่ยม่อหาน จึงยิ้มอย่างคลายกังวลพลางปลอบใจให้เขา “ข้าไปไม่ไกล แค่ออกจากเมืองหลวงไปสามร้อยลี้เท่านั้น ที่สามร้อยลี้หวางอิ๋นตัวจริงรออยู่ที่นั่น ข้ากับเขาร่วมมือกัน เขาจะกลับไปยังทัพม่อเป่ย ส่วนข้าก็กลับมา”
เซี่ยม่อหานได้ยินก็ผ่อนลมหายใจออกมา แค่ไม่ต้องจากไปอีกก็ดีแล้ว