สืบรักคดีร้าย: ตอนที่ 018 ตอนที่ 18
ตอนที่ 18 รายที่สี่
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ ?”
จางลี่ที่มีท่าทีผิดปกติรีบกลับมาสนใจที่หยางปินต่อ
จางลี่ลังเลอยู่สักพัก ในที่สุดเธอก็พูดขึ้นมา “จางหลิงคุนนั่น ช่วงนี้เขาสนิทสนมกับรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเป็นนักศึกษาใหม่ปีหนึ่งที่พึ่งเข้าเรียนเมื่อปีที่แล้ว ได้ยินมาว่าสองคนนี้รู้จักกันในงานเลี้ยงเต้นรำน้องใหม่เมื่อปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็เกิดชอบพอกัน จางหลิงคุนนั้นรู้จักฉันมาก่อนหน้านี้ เขายังเรียกฉันว่าพี่สาวเลย เขาเคยตามจีบรุ่นน้องในสาขาของฉันด้วย ฉันเองก็ยังเคยช่วยเขาตามจีบอยู่”
หยางปินก็ยังรู้สึกสับสนไม่หาย “แสดงว่าแฟนของเขาก็อยู่บนรถด้วยกันอย่างนั้นเหรอครับ ?”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ...” จางลี่มีสีหน้าแย่ลง “ที่จริงก่อนหน้านั้นจางหลิงคุนมีแฟนอยู่แล้ว เรื่องนี้ฉันเองก็พึ่งรู้ตอนหลังค่ะ”
จากคำบอกเล่าของจางลี่ แฟนเก่าของจางหลิงคุนคือเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย พูดอีกอย่างก็คือสมัยมัธยมปลายเขาทั้งสองคนก็เริ่มคบหากันแล้ว ดังนั้นตอนกรอกข้อมูลสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งสองคนกรอกใบสมัครเหมือนกัน แม้กระทั่งสาขาวิชาก็เลือกสาขาเดียวกัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขากลับไม่ได้อยู่เซคเดียวกัน จางหลิงคุนอยู่เซคหนึ่ง ส่วนแฟนของเขาอยู่เซคสาม
เมื่อจางลี่เล่าถึงตอนนี้ เธอก็เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย “ฉันเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าจางหลิงคุนมีแฟนอยู่แล้ว ถ้าฉันรู้ ฉันก็คงไม่ช่วยเหลือเขาหรอกค่ะ”
หยางปินเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว “ความหมายของคุณคือ จางหลิงคุนเป็นคนได้ใหม่ลืมเก่าอย่างนั้นใช่ไหมครับ ?”
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นค่ะ...” จางลี่พูดต่ออย่างเสียไม่ได้ “ฉันเองก็เพิ่งจะมารู้ทีหลัง......ก่อนหน้านั้นแฟนของเขาก็เคยมาโวยวายเรื่องนี้ที่สาขาคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นพวกเรากำลังเรียนอยู่ เธอก็พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน เข้ามาลากรุ่นน้องผู้หญิงคนนั้นออกไป ทั้งสองคนตบตีกัน เรื่องนี้ลือไปทั่วสาขาคอมพิวเตอร์ จนในที่สุดจางหลิงคุนก็บอกเลิกกับแฟนเก่า”
จางลี่หยุดนึกสักพัก “แต่ว่าเขาดูเหมือนจะเป็นคนหลายใจ ฉันหมายถึงเขาเจ้าชู้มากน่ะค่ะ ไม่แน่ว่านอกจากแฟนของเขาสองคนนี้แล้ว ก็น่าจะมีเด็กผู้หญิงคนอื่นมาติดพันเขาอยู่ไม่น้อย......ขนาดตอนที่พวกเรากลับมา เขาก็คุย ๆ กับรุ่นน้องสาขาภาษาต่างประเทศคนหนึ่งอยู่ คุยกันอย่างสนิทสนมมากเลยล่ะค่ะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จางลี่ก็กลัวว่าตำรวจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกำลังจะสื่อ จึงรีบพูดต่อย่างรีบร้อนว่า “ฉันหมายถึง เขาไม่มีความสัมพันธ์กับนักศึกษาคนอื่นเลย ไม่ได้กระทบกระทั่งกับใคร มีเพียงแต่เฉินเฉินแฟนเก่าของเขา แต่เธอก็ยังอยู่บนรถด้วยกันกับเขา ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไร และก็ยังมีนักศึกษาหญิงสาขาศิลปะอีกคนหนึ่งที่อยู่บนรถด้วยกัน ตอนนั้นเฉินเฉินก็เคยมีเรื่องกับเธอที่สาขาคอมพิวเตอร์ด้วย”
หยางปินกับเสิ่นอี้ส่งสายตาให้กัน พอเธอพูดอย่างนี้ เฉินเฉินคนนั้นก็น่าสงสัยจริง ๆ มีโอกาสมากทีเดียวที่เธอจะถูกสงสัยว่าจะเป็นฆาตกรอันดับต้น ๆ
แล้วหวังจวิ้นกับฟางอี้ล่ะ ?
ถ้าเฉินเฉินเป็นคนฆ่าพวกเขาจริง ๆ แล้วอะไรคือแรงจูงใจล่ะ ? เพื่อปิดปากอย่างนั้นหรือ ? ถ้าฆ่าแค่จางหลิงคุนเพียงคนเดียวแล้วล่ะก็ คนอื่นก็จะอาจจะสงสัยในตัวเธอง่ายเกินไป แต่ถ้าหากลงมือฆ่าหลาย ๆ คน จะทำให้คนอื่นมองข้ามในความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผู้ตาย เช่นนี้ก็น่าจะเป็นไปได้
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาไม่มีหลักฐานมายืนยัน แม้แต่การที่ผู้ตายเสียชีวิตได้อย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ วิธีการก่อคดีก็ยังหาไม่พบ โดยปกติแล้วแค่คำบอกเล่าของจางลี่คนเดียวยังไม่สามารถที่จะยืนยันตัวฆาตกรได้
เมื่อถึงตรงนี้หยางปินก็ถามขึ้นมา “แล้วนักศึกษาคนอื่นล่ะ ? ยังมีตรงไหนที่คุณคิดว่าน่าสงสัยบ้างไหมครับ ?”
จางลี่นั่งนึกได้ไม่กี่นาที ในที่สุดก็ส่ายหัวตอบกลับมา “ฉันก็ไม่รู้ว่าปกติแล้วความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร”
ถึงแม้นักศึกษากลุ่มนี้ทั้งหมดจะมาจากเมืองตงไห่ แต่พวกเขาก็อยู่คนละชั้นปีกัน แม้กระทั่งนักศึกษาที่มาจากสาขาเดียวกันก็มีน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกชั้นปีเดียวกันเลย เว้นก็แต่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบจางหลิงคุนกับเฉินเฉิน เมื่อคิดดูแล้วพวกเขาคงไม่มีทางติดต่อหากันได้หรอก แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่ายก็ไม่มีทางรู้แน่นอน
ถ้าหากจะพูดกันจริง ๆ แล้ว อย่าว่าแต่หยางปินไม่เชื่อเลย แม้แต่เย่หนิงเองก็ไม่เชื่อว่าหวังจวิ้นจะมีศัตรูหลายคนในเวลาเดียวกัน ถึงจะมีศัตรูมากมายขนาดนั้นก็เถอะ แต่ก็ไม่น่าจะมีความแค้นต่อกันจนสามารถที่จะลงมือฆ่ากันได้ง่ายอย่างนี้นี่
แม้แต่จางหลี่เองก็ตาม เธอก็ยังรู้จักนักศึกษาได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าถูกกักตัวไว้ในหมู่บ้านว่างยาชุนกับพวกนักศึกษาด้วยกันถึงสองสามวัน เธอก็ยังไม่น่าจะรู้จักชื่อของนักศึกษาอีกหลาย ๆคนเสียด้วยซ้ำ
แต่พวกเย่หนิงกลับคาดไม่ถึงว่า ขณะที่พวกเขากำลังหาข้อสรุปกันอยู่นั้น กลับได้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นมาอีกแล้ว คราวนี้ผู้ตายก็คือนักศึกษาหญิงรายหนึ่ง
เดิมทีหยางปินจะสอบปากคำจางลี่เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของนักเรียนสามสิบกว่าคนนั้น แต่ไม่คิดว่าพนักงานตำรวจนายหนึ่งจะพุ่งเข้ามาในห้องอย่างกะทันหัน แล้วพูดด้วยอาการเหนื่อยหอบว่า “หัวหน้าหยางครับ ! แย่แล้วครับ ! มีคนตายเพิ่มอีกแล้ว !”
หยางปินลุกขึ้นทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป “อะไรนะ !”
“มีนักศึกษาเสียชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งคนแล้วครับ !” พนักงานตำรวจคนนั้นรายงานด้วยความรู้สึกหดหู่ “ผมเพิ่งได้รับรายงานมา...จริงสิ คนแจ้งความเป็นนักศึกษาอีกคนหนึ่ง...ชื่อเฉินอะไรซักอย่างนี่แหละ...”
ในใจของหยางปินสั่นสะท้าน “เฉินเฉินใช่ไหม ?”
“ใช่เลยครับ !” พนักงานตำรวจรีบพยักหน้า “เฉินเฉิน !”
หยางปินกวักมือแรง ๆ ให้ทุกคนตามออกไป “ไป ! พวกเรารีบไป !”
เขาคิดสักพัก แล้วพูดกับจางลี่ว่า “ผู้ช่วยจางครับ คุณสะดวกที่จะไปกับพวกเราไหม ?”
สีหน้าของจางลี่กลับแย่ลงกว่าเดิม แต่สุดท้ายเธอก็พยักหน้าตอบตกลง
สถานที่เกิดเหตุอยู่ตรงที่นั่งในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ตอนที่พวกเขามาถึงที่ร้านกาแฟ แขกในร้านแทบไม่เหลืออยู่เลย เหลือเพียงพนักงานแค่ไม่กี่คนกับผู้จัดการร้าน พอเรียกทุกคนให้มารวมที่ห้องโถง สีหน้าของแต่ละคนก็ไม่สู้ดีนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ต่อให้เป็นใครก็ตาม ในเวลาเช่นนั้นก็ยากเกินที่จะรับได้
แต่คนแจ้งความอย่างเฉินเฉิน เธอยังคงนั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้ ท่าทางเจ็บปวดใจอย่างมาก
ด้านหน้าของเธอ มีเด็กผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งนอนอยู่บนโต๊ะ สภาพเป็นตายไม่แน่ชัด
“เฉินเฉิน !” จางลี่รีบวิ่งเข้ามาประคองตัวเธอ แล้วถามอย่างร้อนใจว่า “นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง”
“หนูไม่รู้... หนูไม่รู้ค่ะ...” เฉินเฉินเอาแต่ร้องไห้ พูดติด ๆ ขัด ๆ “ตอนที่หนูกลับมาเขาก็เป็นอย่างนี้แล้ว...หนูไม่รู้อะไรทั้งนั้น...”
เย่หนิงไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร เธอรีบเข้าไปตรวจสภาพที่เกิดเหตุทันที เธอวางมือไว้บนคอของเด็กผู้หญิง ไม่สัมผัสถึงชีพจรใด ๆ แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจก็คืออุณหภูมิของศพกลับเย็นเฉียบ เหมือนกับสามศพที่ผ่าไปแล้วก่อนหน้านั้นทุกประการ
เธอจับไปที่มือของศพ รู้สึกถึงความเย็นเช่นเดียวกัน
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ !
เย่หนิงเงยหน้าขึ้นมา แล้วถามเฉินเฉิน “เธอตายมานานเท่าไหร่แล้ว ?”
เห็นได้ชัดว่าเฉินเฉินยังคงมีอาการตื่นตระหนกอยู่ เธอชะงักไปสักพักก่อนจะส่ายหน้าอย่างรีบร้อน น้ำตาไหลอาบแก้ม “หนูไม่รู้ ! หนูไม่รู้อะไรจริง ๆ ! พอหนูกลับมาเธอ...เธอก็เป็นแบบนี้แล้ว”
หยางปินเดินมาหยุดอยู่ข้างตัวเย่หนิง แล้วลดเสียงถาม “เสี่ยวเย่ เกิดอะไรขึ้น ?”
เย่หนิงพูดด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก “คล้ายกับศพก่อนหน้านี้เลย......หัวหน้าหยางคะ หัวหน้าลองจับที่ข้อมือของเธอสิคะ เย็นเฉียบเลย อย่างกับเพิ่งออกมาจากห้องแช่ยังไงยังงั้น ถึงแม้ว่าปกติคนที่เสียชีวิตไปแล้ว อุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำลง แต่ก็ไม่น่าจะลดต่ำลงเร็วถึงขนาดนี้นะคะ ! นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว ! ถ้าหากว่าผู้ตายเหล่านี้ติดเชื้อจนทำให้เสียชีวิตจริง ๆ ล่ะก็ เกรงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะไม่มีเพียงเท่านี้แน่ กลัวว่าจะมีผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นอีก !”