ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 11 ตอนที่ 11

#11บทที่ 11

ตอนที่ 11 ประทับพลัง? สวนทวาร? (2)

หลินซาน? การแข่งขันเพื่อคัดเลือกบ่าวรับใช้? หลินหว่านหรงแทบจะเป็นลมล้มไป แม้แต่ชื่อจริงก็ใช้ไม่ได้ แถมยังชื่อว่าหลินซานอีก? การแข่งขันเพื่อคัดเลือกบ่าวรับใช้นี่มันมาจากไหนกัน รับบ่าวยังต้องคัดเลือกกันอีกเหรอ

ท่านลุงเว่ยมองความคิดของหลินหว่านหรงออก จึงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ชื่อก็เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ข้าเชื่อว่าเจ้าคงไม่อยากให้นามหลินหว่านอันยิ่งใหญ่ของเจ้าไปปรากฏอยู่บนรายชื่อบ่าวไพร่ตระกูลเซียวเช่นเดียวกันกระมัง ชื่อหลินซานกลับสะดวกกว่ามาก สำหรับการแข่งขันเพื่อคัดเลือกบ่าวรับใช้อะไรนั่น เจ้าจงจำคำของข้าเอาไว้ เจ้าต้องไปเป็นบ่าวรับใช้ที่ตระกูลเซียว ถึงกระนั้นดูเหมือนว่าจะมีหลายคนที่ต้องการแก่งแย่งตำแหน่งนี้กับเจ้านะ เจ้าต้องพยายาม อย่าให้ผู้อื่นแย่งชิงชามข้าวของเจ้า”

นี่ถึงทำให้หลินหว่านหรงนึกขึ้นมาได้ เมื่อท่านลุงเว่ยจากไปแล้ว ตั๋วกินข้าวของตัวเองก็หมดสิ้นไปด้วย ไม่อาจที่จะไม่เริ่มต้นเลี้ยงดูตัวเองได้ หากตามที่เขาพูดนั้น การไปเป็นบ่าวรับใช้กลับเป็นตาเฒ่าเว่ยที่หาชามข้าวให้เขา? น่าเสียดาย แม้หลินหว่านหรงจะไม่สนใจไอ้เจ้าชามข้าวห่วยๆ นี้ แต่กลับมีคนเป็นฝูงที่กำลังจับจ้องอยู่ หากไม่พยายามแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าแม้แต่บ่าวรับใช้ก็สอบไม่ผ่าน นั่นคงต้องขายขี้หน้าจริงๆแล้ว

เพียงแต่คัดเลือกบ่าวรับใช้ไม่กี่คนก็ต้องจัดงานรับสมัครด้วย ไม่รู้ว่าเป็นความคิดของใครเหมือนกัน เรื่องนี้นี่มันไม่ธรรมดาเลยนะ

ระหว่างที่หลินหว่านหรงกำลังบ่นพึมพำอยู่นั้นเอง ท่านลุงเว่ยก็เดินไปไกลแล้ว หลินหว่านหรงไล่ตามออกไป ทว่าไหนเลยจะยังมองเห็นเงาของเขาได้อีก ตาเฒ่าตาบอดคนนี้ฝีก้าวช่างเร็วเสียจริง

เวลานี้หลินหว่านหรงจึงได้แต่เผชิญกับความจริงโดยตรง หากเขายังเป็นลูกผู้ชาย ก็ต้องให้ความสำคัญต่อคำมั่นสัญญาของตนเอง ไปเป็นบ่าวรับใช้ตระกูลเซียวหนึ่งปีแต่โดยดี

ยังดีที่มีเวลาเพียงปีเดียว หลับหูหลับตาอยู่ๆ ไปก็ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ให้ถือเสียว่าไปฝึกฝนในเล้าหมู (เล้าหมูมีนัยแฝงสถานที่อันคับแคบ อยู่แล้วไม่มีความสุข) สักปีหนึ่งก็แล้วกัน ส่วนการทำภารกิจที่ตาเฒ่าเว่ยพูดถึงอะไรนั่นให้ถือเป็นเรื่องล้อเล่นไป ถ้าแจ้นไปพูดกับลูกพี่ตระกูลเซียวว่า ลูกพี่ ข้าจะทำภารกิจ รับประกันว่าจะต้องถูกไม้กระบองฟาดออกมาสิไม่ว่า

เมื่อคิดเรื่องนี้ตก หลินหว่านหรงก็รู้สึกโล่งอกไปมากโข ขอแค่ผ่านการแข่งขันเพื่อคัดเลือกบ่าวรับใช้อะไรนั่น จากนั้นก็หลับหูหลับตาอยู่สักปีหนึ่งก็จะเป็นอิสระแล้ว

การแข่งขันเพื่อคัดเลือกบ่าวรับใช้ที่ว่าก็เทียบเท่ากับ “มหกรรมจัดหางาน” พอคิดว่าจะต้องไปหางานที่มหกรรมจัดหางานอีกครั้ง หลินหว่านหรงก็หัวเราะร่าในใจ น่าละอาย ช่างน่าละอาย ต้องเริ่มหาเงินอีกแล้ว

วันนี้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหนัก หลินหว่านหรงจึงไม่คิดถึงสิ่งอื่นใดอีก อยู่ในบ้านเพื่อพักผ่อนแต่โดยดี

สิ่งที่ท่านลุงเว่ยทิ้งเอาไว้ให้นั้นคือกระท่อมหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง สิ่งของที่อยู่ภายในบ้านนั้นเรียบง่ายมาก นอกจากเตียงสองหลังแล้วก็มีเพียงตำรับตำราโบราณจำนวนหนึ่ง หลินหว่านหรงพลิกอ่านเล่นๆ กลับมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์ ไม่รู้ว่าท่านลุงเว่ยคนนี้ไปขโมยมาจากไหน

ปัจจุบันหลินหว่านหรงอารมณ์สงบนิ่งลงแล้ว รู้สึกสงสัยต่อการมายังโลกแห่งนี้ของตนอยู่เล็กน้อย จึงเริ่มพลิกเปิดตำราเหล่านี้ดู ถึงแม้จะเป็นอักษรตัวเต็มและภาษาเขียนโบราณรวมกันแต่ก็ยังต้องมุ่งมั่นอ่านต่อไปอยู่ดี อ่านเสียจนหลินหว่านหรงหน้ามืดตาลาย แต่เพื่อไม่ให้เป็น “คนไม่รู้หนังสือ” ในยุคสมัยนี้ หลินหว่านหรงจึงได้แต่ยืนหยัดต่อไปด้วยความยากลำบาก

ปลายราชวงศ์ฉิน แคว้นฉู่กับแคว้นฮั่นรบพุ่งกัน ในสมัยของหลินหว่านหรง ปาอ๋องเซี่ยงอวี่ปิดฉากตนเองด้วยการเชือดคอที่แม่น้ำอูเจียง ทว่าที่โลกแห่งนี้กลับเป็นเซี่ยงอวี่ที่มีชัย ใช้ดาบฟาดฟันหลิวปัง สถาปนาต้าฉู่อันรุ่งโรจน์ เซี่ยงอวี่และหยูจีจึงกลายเป็นฮ่องเต้และฮองเฮาผู้บุกเบิกต้าฉู่

ประวัติศาสตร์เกิดการแตกแขนง ณ จุดนี้ หลินหว่านหรงมายังอีกมิติหนึ่งแน่นอนแล้ว มิติแห่งนี้กับมิติก่อนหน้าของหลินหว่านหรงนั้นเหมือนกัน คือมีอยู่จริง ประหนึ่งแม่น้ำสายใหญ่สายหนึ่ง เพียงแต่เกิดการแตกแขนงของสายธารต่างกันเท่านั้นเอง

ในมิตินี้เนื่องจากหลิวปังถูกทำลาย ความเป็นไปของประวัติศาสตร์จึงต่างจากสมัยของหลินหว่านหรงโดยสิ้นเชิง กว่าพันปีมานี้ แผ่นดินจีนขัดแย้งไม่หยุดหย่อน หลังจากต้าฉู่ก็มีอีกสิบกว่าราชวงศ์ จวบจนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ฮ่องเต้แซ่เจ้าถึงสถาปนาราชวงศ์ต้าหัวอันเกรียงไกรขึ้นมา ส่วนราชวงศ์ก่อนต้าหัวมีชื่อว่าต้าซ่ง สิ่งที่บังเอิญก็คือความอ่อนด้อยไร้สามารถของราชวงศ์ต้าซ่ง ณ สถานที่แห่งนี้กลับแทบจะเหมือนต้าซ่งที่หลินหว่านหรงคุ้นเคยเป็นอย่างดีไม่มีผิดเพี้ยน

และขณะที่ถูกห้วงมิติส่งมาก็ถูกกาลเวลาไหลย้อนอีก ดังนั้นหลินหว่านหรงจึงกลับไปสู่วัยสิบแปดสิบเก้า ทว่าความคิดความอ่านของเขากลับคงเป็นช่วงอายุยี่สิบห้าดังเดิม

สรุปในประโยคเดียว หลินหว่านหรงไม่เพียงแต่ย้อนกลับไปวัยสิบแปดสิบเก้า ซ้ำมายังมิติที่ไม่รู้จักแห่งนี้อย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์อีกด้วย อาจพูดว่าเป็นโลกใบใหม่โดยสิ้นเชิงก็ว่าได้

หลินหว่านหรงรู้สึกลึกๆ ว่าเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดกับตัวเช่นนี้ เหมือนการกระโดดข้ามมาสู่ห้วงมิติและห้วงเวลาที่แตกต่างกัน นี่อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ชิ้นสำคัญในการเฉลยเรื่องโลกทับซ้อนหลายมิติก็เป็นได้ ทว่าน่าเสียดายที่ตัวเองกลับไปไม่ได้อีกแล้ว เรื่องวิตกกังวลเกินกว่าเหตุพวกนี้ปล่อยให้ไอน์สไตน์ไปขบคิดให้สมองแตกก็แล้วกัน

หลินหว่านหรงทอดถอนใจอยู่สักครู่ จากนั้นจึงไม่คิดเรื่องอื่นอีก เรียนรู้ประวัติศาสตร์ต่อไป วันนี้จึงผ่านพ้นไปด้วยการอ่านอย่างขะมักเขม้นของเขา หลินหว่านหรงขลุกอยู่กับกองตำรา แม้แต่บาดแผลบนหัวไหล่ก็ไม่รู้สึกเจ็บอันใดเช่นกัน

หลับสบายไปหนึ่งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น อวัยวะภายในซึ่งถูกเซียวชิงเสวียนซัดจนบาดเจ็บก็ไม่ปวดตุบๆ อีกต่อไป แถบช้ำม่วงตรงหัวไหล่นั้นก็จางหายไป เป็นดั่งที่ตาเฒ่าเว่ยว่าเอาไว้ พิษกระจอกเช่นนี้ไม่ถึงชีวิต

และไม่รู้ว่าตาเฒ่าหลินใช้ยาสมานแผลอาวุธอะไรกับหลินหว่านหรง บาดแผลตรงหัวไหล่จึงปิดสนิทเรียบร้อย ยังยอดเยี่ยมยิ่งกว่าการผ่าตัดเย็บแผลในยุคสมัยของหลินหว่านหรงนั่นอีก หากมีเวลาได้พบกับเขาจะต้องขอพกติดตัวเล็กน้อยเพื่อใช้งาน

เก็บข้าวของและแต่งเนื้อแต่งตัวไปรอบหนึ่ง ค่อนข้างพอใจความหล่อเหล่าในคันฉ่อง ถึงแม้รองเท้าผ้าตรงเท้าจะยังอ้าออก แต่ทว่าหลินหว่านหรงก็หาได้ใส่ใจ คนที่สนแต่รูปลักษณ์ภายนอก หลินหว่านหรงรังเกียจที่จะเจรจาพาทีด้วย ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยใจคอและรูปร่างหน้าตาของเขาก็ไม่ได้แย่เลยสักนิด แค่แต่งตัวน่าอนาถไปบ้างก็เท่านั้น

ออกจากบ้าน เดินเล่นที่ถนนใหญ่สักรอบก่อน ว่ากันตามความจริงแล้ว หลินหว่านหรงไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมืองจินหลิงแห่งนี้เท่าไหร่นัก สถานที่ซึ่งเคยไปมาไม่กี่ครั้งก็คือทะเลสาบเสวียนอู่ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก ประตูบ้านของเจ้าตระกูลเซียวนั่นเปิดอยู่ทิศไหน หลินหว่านหรงไม่เคยเห็นมาก่อน

กินปาท่องโก๋ไปสองชื้น ดื่มน้ำเต้าหู้ชามใหญ่หนึ่งชามที่ถนนใหญ่ หลินหว่านหรงอดตบพุงที่บวมเป่งไม่ได้ โลกแห่งนี้ไม่มีของจำพวกน้ำมันใช้แล้ว ถั่วเหลืองขึ้นราอะไรพวกนั้น ต่างเป็นอาหารสีเขียวจริงแท้ปราศจากการหลอกลวง โยนเงินสามอีแปะลงไปอย่างสง่างาม ร้องขึ้นเสียงดังว่าไม่ต้องทอน คีบรองเท้าผ้าขาดๆ เดินมุ่งหน้าไป

พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวถึงนึกออกว่าไม่รู้ว่าบ้านตระกูลเซียวอยู่ที่ไหน รีบลากท่านลุงที่อยู่ด้านข้างมาแล้วพูดว่า “ท่านลุง ขอถาม——”

ท่านลุงตัดบทหลินหว่านหรงทันที ส่งของชิ้นหนึ่งใส่มือหลินหว่านหรงแล้วพูดว่า “มาเข้าร่วมการทดสอบคัดเลือกบ่าวตระกูลเซียวล่ะสิท่า ฮึบ นี่ถือแผนผังคู่มือชี้แนะแนวทาง แผ่นละห้าอีแปะ อะไรนะเจ้าอยากได้แผ่นละหนึ่งอีแปะ? น้องชาย เจ้าโหดเกินไปกระมัง ไม่พอต้นทุน อย่างต่ำก็สามอีแปะ เอาล่ะ เอาล่ะ กำไรน้อยขายได้มาก สองอีแปะข้าให้เจ้าสองแผ่น”

หลินหว่านหรงควักเงินทองแดงออกมาสองเหรียญ รับแผนผังคู่มือชี้แนะแนวทางแผ่นบางๆ มาสองแผ่น จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “ท่านลุง การคัดเลือกบ่าวของตระกูลเซียวนี่ต้องทำใหญ่โตเสียขนาดนี้เลยหรือ มิหนำซ้ำดูท่าทางกระชั้นชิดมาก เจ้างานนี้มันดีมากขนาดนั้นเลยหรือ?”

เพื่อเห็นแก่หน้าเงินสองอีแปะ ท่านลุงจึงเริ่มเจื้อยแจ้ว “น้องชาย เจ้าคงเพิ่งมาจากต่างถิ่นไม่นานล่ะสิท่า เฮ้อ เจ้าคงรู้เช่นกันว่าปีนี้หางานยากมาก ตระกูลเซียวเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืองจินหลิง ถึงแม้ความรุ่งโรจน์ในช่วงสองปีนี้จะไม่เท่าเมื่อก่อน แต่อูฐที่ผอมแห้งตายก็ยังใหญ่โตกว่าม้ามากนัก (เปรียบเปรยว่าถึงแม้ตระกูลใหญ่จะตกอับลงแต่ก็ยังพอมีเค้าลางหลงเหลืออยู่บ้าง ดีกว่าตระกูลที่ยากจน) ค่าตอบแทนของบ่าวรับใช้พวกเขานั้นดีมาก แม้แต่บ่าวระดับต่ำสุด รายได้ต่อเดือนก็ต้องมีหนึ่งตำลึงครึ่ง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงบ่าวระดับกลางและระดับสูงเลย มิหนำซ้ำช่วงวันตรุษยังมีอั่งเปาให้เป็นสิริมงคลอีก สวัสดิการก็มากมายยิ่งนัก ดังนั้นจำนวนผู้สมัครจึงมีไม่ขาดสาย ข้าบอกเจ้าก็แล้วกัน นับตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ คนที่ข้าต้อนรับมีไม่ต่ำกว่าร้อยคนแล้ว ล้วนแต่เป็นเด็กหนุ่มเช่นเจ้าทั้งสิ้น ซ้ำยังมีบัณฑิตผู้มากความสามารถจำนวนไม่น้อยที่ต้องการไปรายงานตัวเช่นพวกเจ้า”

devc-a3b5dd88-33025ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 11 ตอนที่ 11