ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 12 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 มุ่งความสนใจไปที่คุณหนูใหญ่ (1)
“พวกบัณฑิตก็จะไปรายงานตัวด้วย?” หลินหว่านหรงขมวดหัวคิ้ว
ปีที่ผ่านมา ‘บัณฑิต’ สองพยางค์นี้ถือเป็นป้ายยี่ห้อที่นิยมใช้กัน ขอแค่ใครที่ได้ชื่อว่าบัณฑิต ไม่ต้องสนใจว่ามีความสามารถหรือไม่ ความรู้สึกนั้นย่อมมีความหยิ่งทะนงสูงส่งยิ่ง สิ่งที่ร่ำเรียนมาคือหลักการและคุณธรรมในหลุนอวี่ (คัมภีร์พื้นฐานของสำนักปรัชญาขงจื่อ รวมบทสนทนาที่เหล่าศิษย์สำนักขงจื่อได้รวบรวมขึ้นหลังมรณกรรมของขงจื่อ) สิ่งที่เอื้อนเอ่ยคือทัศนียภาพอันงดงามแห่งฉินหวาย สิ่งที่พวกบัณฑิตแสวงหาคือชีวิตเช่นนี้ ต่อให้มีรายรับต่อเดือนถึงสองร้อยตำลึงก็ตาม พวกเขาก็ไม่มีวันเสียหน้าไปเป็นบ่าวไพร่แน่ แต่แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้น หรือเจ้าพวกนี้จะเพี้ยนกันไปหมดแล้ว ทำไมพวกมันถึงกระตือรือร้นเพื่อไปเป็นบ่าวรับใช้ตัวเล็กๆ คนหนึ่งแบบนี้ได้
เห็นชัดว่าลุงคนนั้นเกิดมาเพื่อเป็นปาปารัซซี่ ดึงหลินหว่านหรงแล้วเหลียวมองไปทั่วรอบหนึ่ง จากนั้นถึงแนบไปที่ใบหูเขาอย่างระแวดระวังแล้วพูดว่า “น้องชาย เจ้าคงไม่รู้เรื่องที่แอบแฝงอยู่ล่ะสิท่า ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวปีนี้อายุยี่สิบ ใกล้จะเลือกเขยขวัญแล้ว เหล่าบัณฑิตพวกนี้พุ่งเป้าไปที่สิ่งนี้ เจ้าลองคิดดู ตระกูลเซียวนับตั้งแต่เล่าเหย (นายท่าน ประมุขของครอบครัว) จากโลกนี้ไป ผู้ชายขาดแคลน นอกจากเซียวฮูหยินผู้เป็นมารดาและบุตรีรวมสามคนแล้วก็ปราศจากบุรุษอื่นใดอีก การค้าใหญ่น้อยขอตระกูลเซียวนี้ ล้วนแต่อาศัยคุณหนูใหญ่เป็นผู้จัดการ หากผู้ใดสู่ขอคุณหนูใหญ่ผู้นี้ได้ ทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเซียวก็ต้องตกเป็นของมันไม่ใช่หรืออย่างไร?”
หลินหว่านหรงส่งเสียงอ้อยาวๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง คุณหนูใหญ่แซ่เซียวคนนี้อยู่ในวัยสาว หน้าตาสะสวย อายุน้อย มากด้วยสมบัติพัสถาน ก็เหมือนดั่งมธุรสอันหอมหวนในเกสรดอกไม้ เหล่าบัณฑิตน้อยใหญ่ย่อมที่จะพุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่งราวกับหมู่ภมรที่เกิดกำหนัดเป็นธรรมดา เรื่องนี่ไม่แปลก แมลงวันหัวเขียวเจอกับไข่เน่าก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน
ในโทรทัศน์และนวนิยายที่หลินหว่านหรงเคยดูและเคยอ่านมา คุณหนูตระกูลผู้ดีที่ว่าไม่มีใครที่ไม่งามพิลาสสะคราญโฉม ว่ากันตามความจริงแล้วหลินหว่านหรงไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่นัก สาวสวยถือเป็นของหายาก แล้วจะเป็นเหมือนของโหลอย่างในนิยายได้อย่างไรกันเล่า เป็นพวกนักเขียนที่เพ้อเจ้อกันไปเองทั้งนั้น
“เช่นนั้นขอเรียนถามท่านลุง คุณหนูใหญ่เซียวผู้นี้รูปโฉมเป็นเช่นใดหรือ?” หลินหว่านหรงแอบถาม
“นี่ก็——กลับไม่เคยมีผู้ใดเคยได้เห็น” ท่านลุงลังเลอยู่สักครู่แล้วตอบว่า “คุณหนูใหญ่เซียวผู้นี้หลังจากเหล่าเหยจากโลกนี้ไปก็ดูแลกิจการของตระกูลเซียวมาตลอด ประพฤติตนไม่เป็นที่โดดเด่น แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยปรากฏโฉมโดยง่าย ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดเคยเห็นรูปร่างหน้าตาของนาง แต่ครั้นดูจากรูปร่างหน้าตาของฮูหยินเซียวผู้นั้นแล้ว รูปโฉมของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ย่อมไม่ด้อยอย่างแน่นอน”
ดวงตาของท่านลุงสาดประกายที่บุรุษต่างก็เข้าใจ หลินหว่านหรงหัวร่อขึ้นในใจ ดูท่าว่าเซียวฮูหยินคนนี้จะต้องงดงามมากเป็นแน่ ฟังท่านลุงบอกเช่นนี้ เหล่าบัณฑิตพวกนี้จะต้องไม่เคยเห็นคุณหนูใหญ่เซียวมาก่อน หลินหว่านหรงกลอกตารอบหนึ่ง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ ตาเฒ่าเว่ยบังคับให้เขาเป็นบ่าวรับใช้ เขาไม่ยอมเสียเปรียบแน่ ใช้ประโยชน์จากตระกูลเซียวเพื่อหาเงินก้อนหนึ่งก่อน นี่ถึงจะคู่ควรกับความอยุติธรรมที่เขาได้รับ
หลินหว่านหรงมองท่านลุงแวบหนึ่ง เผยรอยยิ้ม “จริงใจ” บนใบหน้า “ท่านลุง ถึงแม้ท่านจะขยันขันแข็งมาก แต่ฝีมือทำมาหากินก็ยังมีไม่มากพอ”
ท่านลุงร้อง อ้อ ออกมาครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า “ขอเชิญน้องชายชี้แนะ”
หลินหว่านหรงผงกศีรษะ เหลียวมองโดยรอบ จากนั้นจึงดึงชายหนุ่มด้านข้างซึ่งแต่งกายไม่ต่างจากตนมากนักเอาไว้ กล่าวว่า “สหาย ในมือข้ามีคู่มือชี้แนะการคัดเลือกบ่าวตระกูลเซียวอยู่ชุดหนึ่ง เมื่อครู่ผู้น้อยรีบร้อนเกินไปจึงซื้อเกินมาหนึ่งชุด ตอนนี้ขอใช้ราคาต่ำสุดที่สี่อีแปะเพื่อส่งต่อ สหาย ท่านเองก็รู้ว่าในวันนี้เจ้าของสิ่งนี้เป็นที่ต้องการมาก เมื่อครู่ข้าก็ซื้อมาจากท่านลุงผู้นี้ในราคาห้าอีแปะ”
ชายหนุ่มผู้นั้นกลอกตารอบหนึ่ง กล่าวอย่าง “ฉลาดหลักแหลม” ว่า “ของที่อยู่ในมือเจ้านี้ล้วนแต่เป็นของมือสอง สามอีแปะข้าถึงจะซื้อ”
หลินหว่านหรงเผยสีหน้า “ลำบากใจ” สุดท้ายจึงถอนใจออกมาครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า “ช่างเถิด วันนี้ถือว่าขาดทุนก็แล้วกัน สหาย พวกเราค้าขายสำเร็จ!”
หลินหว่านหรงหัวเราะฮิฮะ มอบคู่มือให้กับคน “ฉลาดหลักแหลม” ขณะเดียวกันก็รับเงินสามอีแปะมาจากมือของคน “ฉลาดหลักแหลม” มา
ท่านลุงมองตาปริบๆ อยู่ด้านข้าง หลินหว่านหรงหลอกกินเปล่าได้คู่มือเพิ่มมาอีกชุดหนึ่งภายในชั่วพริบตา ซ้ำยังได้เงินมาอีกหนึ่งอีแปะ
“ท่านลุง ท่านดูเข้าใจแล้วหรือไม่?” หลินหว่านหรงเดินไปข้างกายเขาพร้อมกับยิ้มแย้ม
“คุณชายฝีมือสูงส่ง!” ใบหน้าท่านลุงเปี่ยมล้นไปด้วยความนับถือ กล่าวด้วยความเบิกบานใจและยอมรับโดยดุษณี
“นี่เขาเรียกว่ากลยุทธ์การตลาด เป็นการปรับลดกำไรต่อต้นทุนเพื่อให้ได้กำไรมา” หลินหว่านหรงไม่สนใจว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่ เลือกเหตุผลค่อนข้างง่ายมาอธิบายให้เขาฟัง
ตอนอยู่บริษัทนั้นหลินหว่านหรงรับผิดชอบแผนกการตลาด ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาหลายสิบคน ทฤษฎีง่ายๆ พวกนี้ย่อมหยิบมาใช้ได้โดยสะดวก
ท่านลุงลองคิดให้ถ้วนถี่ ผงกศีรษะแล้วเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว คุณชาย”
หลินหว่านหรงรู้สึกต้องชะตากับตาเฒ่าที่ทำการค้าผู้นี้ บางทีอาจเป็นเพราะทำอาชีพแขนงเดียวกันก็เป็นได้ “ท่านลุง ท่านมีนามว่าอันใดหรือ?”
“มิกล้า ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยแซ่ต่ง ต่งเหรินเต๋อ” ท่านลุงกล่าวกับหลินหว่านหรงด้วยความเคารพนบนอบ ปราศจากการดูถูกดูแคลนเพราะการแต่งตัวสภาพซอมซ่อของเขา
แม่เจ้าโว้ย ต่งเหรินเต๋อ ชื่อนี้ตั้งได้ดีไม่ธรรมดาเลยนะ (เหริน คือเมตตา ส่วนเต๋อคือคุณธรรม แปลได้ว่าผู้มีเมตตาและคุณธรรมแซ่ต่ง)
“ท่านลุงต่งใช่หรือไม่ สวัสดี ข้าชื่อหลินหว่านหรง” หลินหว่านหรงผงกศีรษะกล่าวระคนยิ้ม
“ที่แท้ก็คุณชายหลิน ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยช่างมีตาแต่หามีแววไม่” ต่งเหรินเต๋อรีบประสานมือคารวะตอบ
หลินหว่านหรงแย้มยิ้มพลางประสานมือคารวะแล้วพูดว่า “กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี ท่านลุงต่ง เมื่อครู่อยู่ๆ ข้าก็บังเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง อยากร่วมมือทำการค้ากับท่าน”
“ร่วมมือทำการค้า? นี่มัน นี่มัน ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยอย่างข้าไม่มีเงินทองมากขนาดนั้น” ต่งเหรินเต๋อพูดจาอ้ำอึ้ง
หลินว่านหรงจิตใจกระจ่างแจ้ง ต้องเป็นเพราะตนเองและเขาเพิ่งจะรู้จักกันเมื่อสักครู่ การเสนอทำการค้ากับเขาอย่างรีบร้อนเช่นนี้ย่อมทำให้อีกฝ่ายสงสัยเขาอย่างแน่นอน
ความจริงแล้วหากเปลี่ยนเป็นยุคสมัยของหลินหว่านหรง การเสนอความคิดอย่างบุ่มบ่ามเช่นนี้คนอื่นต้องสงสัยว่าเขาเป็นนกต่อแน่ อีกประการหนึ่ง เมื่อดูจากการแต่งตัวของต่งเหรินเต๋อ ฐานะทางบ้านจะต้องไม่มั่นคงแน่
หลินหว่านหรงผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ท่านลุงต่ง ท่านวางใจได้ สิ่งที่ท่านทำกับข้านั้นเป็นการค้าที่ไม่ต้องลงทุน เงินทุนทั้งหมดข้าเป็นผู้ออก ท่านเพียงแค่ช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ครั้นถึงเวลาพวกเราแบ่งกันห้าต่อห้าส่วน”
ลุงต่งมองหลินหว่านหรงด้วยความสงสัยแวบหนึ่ง ก็ยากที่จะโทษได้ การแต่งกายเยี่ยงหลินหว่านหรงเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนมีเงินที่ทำการค้า
หลินหว่านหรงมองสายตาก็กระจ่างแจ้งในความคิดของเขาได้ ผงกศีรษะให้เขาแล้วพูดว่า “ท่านลุงต่ง วันนี้ท่านวุ่นวายต้อนรับขับสู้อยู่บนถนนสายนี้ เชื่อว่าสายตาของท่านคงไม่ย่ำแย่ อย่างที่ว่ากันไว้ว่ามนุษย์มิอาจดูเปลือกนอก ทะเลไม่อาจวัดได้ หากท่านมีสายตาเช่นผู้อื่นแล้วจะทำการค้าใหญ่ได้อย่างไรกันเล่า”
ลุงต่งครุ่นคิด หลินหว่านหรงกล่าวโดยฉวยโอกาสตีตอนเหล็กร้อน “สวรรค์นั้นยุติธรรม ท่านมอบโอกาสแก่ทุกคน ถึงกระนั้นบางคนมีสายตากว้างไกล มันเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าวก็เปิดโลกเปิดอนาคตแล้ว บางคนหัวหดไม่ก้าวไปเบื้องหน้าจึงสูญเสียโอกาสไป”
ลุงต่งนึกถึงวิธีส่งเสริมการขายของหลินหว่านหรงเมื่อสักครู่ ถือว่ามีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจเป็นแม่นมั่น ผงกศีรษะให้หลินหว่านหรงแล้วเอ่ยว่า “ได้ คุณชายหลิน ข้าฟังท่าน ท่านว่ามาเถิด ต้องทำเช่นไร?”
หลินหว่านหรงผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ท่านลุงต่ง ก่อนอื่นข้าต้องยืนยันก่อนว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวผู้นี้มีผู้พบเห็นน้อยมากใช่หรือไม่?”
ลุงต่งผงกศีรษะพูดว่า “เป็นเช่นนี้จริง ลูกสาวบ้านข้าตัดชุดให้กับไท่ไท่และคุณหนูตระกูลเซียว ได้ยินนางบอกว่าแม้แต่เซียวฮูหยินก็พบหน้าคุณหนูใหญ่น้อยครั้งมาก”
“อ้อ บุตรีของท่าน?” หลินหว่านหรงกล่าวระคนหัวเราะ “ที่แท้นางก็เข้าถึงเหล่าคุณหนูและไท่ไท่ของตระกูลเซียวได้บ่อยครั้ง ถือว่าเสียมารยาทแล้ว”
ลุงต่งกล่าวด้วยความภาคภูมิว่า “เฉี่ยวเฉี่ยวของบ้านข้าฉลาดหลักแหลมฝีมือดี คนหรือก็หน้าตาสะสวย เลื่องลือกันไปทั่ว เหล่าคุณหนูและไท่ไท่ตระกูลเซียวต่างชื่นชอบนางมาก” ดูออกว่าลูกสาวคนนี้เป็นลูกรักของเหล่าต่งจริงๆ เมื่อเอ่ยถึงนางใบหน้าของเหล่าต่งก็สว่างสดใสไปหมด
หลินหว่านหรงต้องการบอกแผนการในใจแก่เหล่าต่ง สองคนจึงหาสถานที่สงบเงียบมากขึ้นอีกสักนิด ต่งเหรินเต๋อมองหลินหว่านหรงแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “หากคุณชายไม่รังเกียจว่าบ้านของบ้านของตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยยากจน ก็ขอเชิญไปสนทนากันที่บ้านข้าเถิด”
เหล่าต่งผู้นี้กลับเป็นคนจริงใจ มิหนำซ้ำเรื่องที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วจะโถมเข้าใส่อย่างเต็มที่ ใช้คนไม่สงสัย ไม่บังเกิดความกังวลใดๆ ต่อหลินหว่านหรง ทั้งยังมีจิตใจห้าวหาญ ครั้นเห็นสายตาของหลินหว่านหรงแล้วรู้สึกว่ายังใช้การได้อยู่