ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 14 ตอนที่ 14

#14บทที่ 14

ตอนที่ 14 ยุยงส่งเสริม

ต่งเหรินเต๋อไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นช่องว่างที่หลินหว่านหรงให้เหลือเอาไว้นั้นใช้ทำสิ่งใด หลินหว่านหรงไม่ได้เฉลยเช่นกัน

ก่อนท่านลุงเว่ยจะไปได้ทิ้งเงินจำนวนห้าสิบตำลึงให้หลินหว่านหรง เป็นของที่หลินหว่านหรงใช้หากินในภายหลัง หลินหว่านหรงนำออกมามอบให้ต่งเหรินเต๋อส่วนหนึ่งด้วยจำนวนไม่น้อย

หากจะให้คนเชื่อถือต้องเชื่อถือผู้อื่นก่อน นี่เป็นหลักการในการทำธุรกิจของหลินหว่านหรง

ครั้นต่งเหรินเต๋อเห็นว่าหลินหว่านหรงเชื่อใจเขาเช่นนี้ บนใบหน้าจึงปรากฏความตื้นตัน เรียกให้ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวควานหาเศษเงินตรงหัวมุมดังสวบสาบ มีอีกสิบกว่าตำลึงเช่นกัน

“นี่คงมิใช่เงินสินเดิม (สินเดิมของเจ้าสาวที่นำติดตัวไปบ้านเจ้าบ่าว) ของแม่นางเฉี่ยวเฉี่ยวหรอกนะ?” หลินหว่านหรงหัวเราะออกมาพลางเอ่ยถาม

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวปรากฏสีเลือดฝาดขึ้นมาทันควัน ต่งเหรินเต๋อหัวเราะพลางพูดด้วยความกระดากอาย “ขายหน้าคุณชายหลินแล้ว”

หลินหว่านหรงกล่าวขึ้นอย่างจริงจังว่า “นี่หาใช่เรื่องน่าขายหน้าอะไร ท่านลุงต่ง พวกเราทำการค้า เงินทุนที่ลงไปจะต้องได้กลับคืนมาสิบเท่าถึงจะได้ หากต้องชดใช้ นั่นเป็นข้าหลินหว่านหรงที่ผิดต่อท่าน และผิดต่อคุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว”

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมองเขาแวบหนึ่ง รีบส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คุณชายหลินเจ้าคะ พวกเราเชื่อใจท่าน”

“ท่านลุงต่ง คุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว ในเมื่อพวกท่านเชื่อข้าเช่นนี้ ข้ารับปากพวกท่าน เมื่อการค้าประสบผลสำเร็จ ห้าส่วนจากเงินทุนก้อนนี้จะแบ่งให้ท่านทั้งหมด ถึงเวลาจะมอบสินเดิมจำนวนมหาศาลให้กับแม่นางเฉี่ยวเฉี่ยว หลินหว่านหรงกล่าวพลางหัวเราะ

นี่ถือเป็นเงินก้อนใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการหาเงินเพิ่ม ต่อให้ถึงแค่จุดคุ้มทุน ห้าส่วนที่แบ่งให้กับต่งเหรินเต๋อก็มากกว่ายี่สิบตำลึง สิ่งนี่ย่อมทำให้เหล่าต่งทั้งครอบครัวตื่นตะลึง

ว่ากันตามความจริง หลินหว่านหรงไม่ได้ใส่ใจต่อวัตถุเช่นทรัพย์สินเงินทองนี้ ก่อนที่หลินหว่านหรงจะมายังโลกแห่งนี้ ถึงแม้จะทำงานให้ผู้อื่น แต่รายได้ต่อปีก็เกินสี่แสนเหรียญแล้ว นอกจากให้คุณพ่อคุณแม่และให้น้องสาวใช้เรียนมหาวิทยาลัย หลินหว่านหรงยังมอบเงินทุนช่วยเหลือเด็กกำพร้าผู้ยากไร้ในหมูบ้านบนเขาหลายสิบแห่งอีกด้วย เงินส่วนอื่นใช้ไปกับการเที่ยวสาวคบแฟน มีเพียงการใช้เงินมากเท่านั้นถึงจะกระตุ้นความต้องการในการหาเงินของผู้ชายให้เพิ่มขึ้น นี่เป็นทัศนคติของหลินหว่านหรง

เขาต้องใช้โอกาสนี้ในการหาเงินก้อนแรกในโลกแห่งนี้ เงินเป็นแค่สาเหตุเล็กๆ สิ่งอื่นที่สำคัญกว่าก็คือเขาอยากพิสูจน์ว่าตัวเองก็เป็นที่ต้อนรับในโลกใบใหม่นี้เช่นกัน

หลินหว่านหรงเปิดเผยเช่นนี้ กลับทำให้บิดาและบุตรสาวตระกูลต่งตกใจแทบแย่ ต่งเหรินเต๋อรีบโบกไม้โบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ได้ ไม่ได้ ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยติดตามคุณชายถึงจะหาเงินได้ แล้วจะมาละโมบเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเรารับเพียงค่าแรงก็พอแล้ว”

หลินหว่านหรงหัวเราะร่าแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงต่ง ตอนนี้พวกเรายังหาเงินไม่ได้เลย บางทีคราวนี้อาจทำให้ท่านสูญเงินที่หามาเลือดตาแทบกระเด็นก็เป็นได้ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงเป็นการชั่วคราวไปก่อน ไปทำตามที่ข้าบอกเถิด”

“ไม่ ข้าเชื่อว่าคุณชายจะต้องทำได้แน่นอน” ต่งเหรินเต๋อกลับเป็นคนรู้จักมองคน เชื่อมั่นหลินหว่านหรงโดยปราศจากข้อกังขา

หลินหว่านหรงหัวเราะคราหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา กำชับให้บิดาและบุตรสาวตระกูลต่งเลือกเขียนเรื่องส่วนตัวที่น่าสนใจสารพัดอย่างของคุณหนูใหญ่เซียว ส่วนตัวเองก็พาต่งชิงซานเดินออกมาข้างนอก มุ่งหน้าไปยังตระกูลเซียว

ต่งชิงซานติดตามข้างกายหลินหว่านหรง สีหน้าตื่นเต้นยิ่งนัก รีบกล่าวว่า “พี่หลินขอรับ ท่านสอนข้าหน่อยว่าเวลาต่อยตีกับผู้อื่นทำอย่างไรถึงจะปกป้องท่านพ่อกับท่านพี่ของข้าได้ ซ้ำยังอัดเจ้าพวกนั้นคว่ำอีกด้วย?”

หลินหว่านหรงไม่ตอบคำถามของเขา กลับถามเขากลับว่า “ชิงซาน ทุกครั้งที่เจ้าทะเลาะกับคนอื่นเจ้าไปคนเดียวทุกครั้งเลยหรือ?”

ต่งชิงซานอึ้งอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “บางครั้งก็ไปกับพวกหลี่เป่ยโต้วกันสามคนขอรับ แต่ส่วนใหญ่ข้าจะไปตัวคนเดียว” ไม่ต้องถามก็รู้ หลี่เป่ยโต้วต้องเป็นก๊วนที่ไปต่อยตีร่วมกับต่งชิงซานแน่

หลินหว่านหรงกล่าวว่า “เช่นนั้นรอบตัวเจ้ามีสหายที่ทนดูผู้อื่นรังแกคนไม่ได้เช่นเจ้าบ้างหรือไม่?”

ต่งชิงซานตอบว่า “เหตุใดจะไม่มีล่ะขอรับ ทิศใต้ของเมืองเรานี้มีอยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีกันสามสี่คน ข้าคบหากับพวกมันไม่เลวอยู่ขอรับ”

“เพราะเหตุใด?” หลินหว่านหรงเอ่ยถาม

“เพราะข้าสู้เก่งกว่าพวกมัน” ต่งชิงซานหัวเราะฮิฮะด้วยความกระดาก

หลินหว่านหรงส่ายหน้าด้วยความจนใจ ทหารไร้สังกัดยากที่จะเป็นโล้เป็นพายได้ ดูท่าคงต้องรวมกลุ่มพวกมัน สร้าง “องค์กรอาชญากรรม” ถึงจะดี

“ชิงซาน เจ้ารู้จักคำว่า คนมากก็มีอำนาจมาก ประโยคนี้หรือไม่” หลินหว่านหรงเอ่ยถาม

ต่งชิงซานดวงตากระจ่างวูบ “พี่หลินขอรับ ความหมายของท่านก็คือให้พวกเราสู้ด้วยกัน?”

หลินหว่านหรงตบบ่าของเขาแล้วพูดว่า “ชิงซาน ขอเพียงเจ้าเอาคนพวกนั้นมารวมกลุ่มกันได้ ส่วนตัวเจ้าก็เป็นลูกพี่ของพวกมัน เช่นนั้นก็จะมีอำนาจมหาศาล มีหลายเรื่องที่ไม่ต้องให้เจ้าออกโรงก็สามารถจัดการได้ การต่อยตีก็ย่อมน้อยลงไปเรื่อยๆ”

คำพูดด้านหลังมีอีกประโยคหนึ่งก็คือ แต่พอตีกันแล้วขนาดก็จะใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ประโยคนี้หลินหว่านหรงไม่ได้เอ่ยออกมา ให้แม่หนูต่งเฉี่ยวเฉี่ยวคนนั้นเข้าใจก็พอแล้ว

“เป็นลูกพี่ของพวกมัน?” ดวงตาของต่งชิงซานสาดประกายแสงออกมาวูบหนึ่ง “แต่มีบางคนที่มันไม่ยอมข้านี่ขอรับ?”

หลินหว่านหรงหัวเราะเย้ยหยันแล้วพูดว่า “ไม่ยอม? แล้วเจ้ามีกำปั้นไว้ทำอะไรล่ะ?”

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ! ใครไม่ยอมข้าก็อัดมัน อัดจนมันยอมถึงจะหยุด” ต่งชิงซานร้องเสียงดังพลางกระโดดขึ้นมา

แก๊งมาเฟียก็สร้างขึ้นมาแบบนี้ นี่เราคงไม่เลวเกินไปหน่อยหรอกนะ เมื่อได้ฟังคำของต่งชิงซาน หลินหว่านหรงก็อดที่จะลูบจมูกตัวเองแล้วยิ้มแหยไม่ได้ ต่งชิงซานคนนี้เห็นอยู่ว่ายังเป็นเด็กอยู่เลย

“แก้ปัญหาที่แถบทางใต้ของเมืองก่อน จากนั้นก็ตะวันตก ตะวันออก และเหนือ แก้ไปทีละส่วน รอจนเจ้ากลายเป็นลูกพี่ของเมืองจินหลิงแห่งนี้ก็จะปราศจากผู้มารังแกเจ้าอีกอย่างแน่นอน” หลินหว่านหรงยุยงส่งเสริมอย่างชั่วร้าย คล้ายมีภาพยากูซ่าสวมเสื้อดำกางเกงดำจำนวนนับไม่ถ้วนไล่ฆ่าฟันอยู่ในเมืองจินหลิงแห่งนี้ปรากฏวูบอยู่ตรงหน้า

มาเฟียน่ะเหรอ ก็เกิดขึ้นมาแบบนี้ล่ะ วันนี้หลินหว่านหรงไม่สอนต่งชิงซานให้ทำ ก็คงมีสักวันที่คนอื่นจะไปชี้แนะเขา

“ลูกพี่ของเมืองจินหลิง?” ต่งชิงซานคล้ายมองเห็นแสงสว่างรำไรท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาสาดประกายแห่งความตื่นเต้น ทอดสายตามองหลินหว่านหรง กล่าวขึ้นด้วยความเทิดทูนอย่างหาที่สุดมิได้ “พี่หลินขอรับ การชี้แนะของท่านในวันนี้ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต ใช่แล้ว ข้าต้องเป็นลูกพี่ของเมืองจินหลิง ทว่าท่านพี่หลินถึงจะเป็นลูกพี่ของข้า ท่านเป็นลูกพี่ของลูกพี่ของเมืองจินหลิง”

หลินหว่านหรงหัวเราะฮ่า ฮ่า แล้วพูดว่า “เจ้าเด็กนี่——“

ต่งชิงซานลูบศีรษะด้วยความกระดาก หลินหว่านหรงเห็นท่าทีของเขาก็รู้ว่าจิตใจของเด็กหนุ่มถูกตนเองกระตุ้นขึ้นมาจนหมดสิ้นแล้ว เช่นนั้นจึงอดถอนใจแล้วพูดออกมาไม่ได้ “ชิงซาน เรื่องนี้พูดน่ะมันง่าย ทว่าทำขึ้นมามันยากลำบากยิ่งนัก มิหนำซ้ำยังอันตรายมากอีกด้วย เจ้าต้องจดจำเอาไว้ การใช้กลยุทธ์คือการสู้รบขั้นสูง มีเพียงสมองเท่านั้นถึงจะเป็นอาวุธที่ใช้การได้ดีที่สุด หากเกิดความลำบากอันใด ขอเพียงมาหาข้า ข้าจะต้องช่วยเจ้าแก้ไขแน่”

หลังจากมาถึงโลกแห่งนี้ หลินหว่านหรงก็รู้สึกว่าตนเองคล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปมาก รู้สึกมุทะลุบ้าบิ่นอยู่เสมอ บางทีอาจเพราะถูกกดทับอยู่ในโลกที่มีกฎระเบียบแห่งนั้นมานานจนเกินไปก็ได้ เมื่อมาถึงที่นี่ เขาปราศจากภาระ ด้านชั่วร้ายภายในจิตใจจึงปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้นกระมัง

การกระตุ้นเพียงเล็กน้อยของหลินหว่านหรงทำให้ต่งชิงซานเข้าใจอะไรได้หลายอย่าง เขามองหลินหว่านหรงแล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านวางใจเถอะ ข้ารู้ว่าจะทำเช่นไรขอรับ หากเจอเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ข้าจะต้องไปหาท่านแน่ ท่านคือพี่ใหญ่ของข้า” คราวนี้เขาเรียกพี่ใหญ่โดยตรง ละคำว่าหลินไป

ในที่สุดแก๊งมาเฟียก็เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว หลินหว่านหรงทอดถอนใจคราหนึ่ง ด้วยนิสัยของต่งชิงซาน จะช้าจะเร็วก็ต้องเดินมาถึงจุดนี้ เขาแค่ชี้แนะไปตามทิศทางลมเท่านั้น ให้เขาเป็นผู้ใหญ่โดยเร็วที่สุด แบบนี้ถึงจะได้รับบาดเจ็บน้อยลง ทว่าก็ขอให้แม่หนูต่งเฉี่ยวเฉี่ยวคนนั้นอย่าโทษเขาก็แล้วกัน

ต่งชิงซานเป็นคนใจร้อน เมื่อได้รับคำชี้แนะจากหลินหว่านหรงจึงยิ่งร้อนอกร้อนใจยากจะทานทน ตรงไปหาพวกหลี่เป่ยโต้วเพื่อปรึกษาหารือกันแล้ว หลินหว่านหรงจึงไปที่ตระกูลเซียวด้วยตัวเอง

ตระกูลเซียวถือได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองจินหลิง อีกทั้งมีคู่มือที่เหล่าต่งทำให้หลินหว่านหรง การหาสถานที่จนเจอจึงง่ายดายเป็นธรรมดา

ยังไม่ทันถึงตระกูลเซียวก็เห็นหัวคนเคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ เสียงดังเอะอะมะเทิ่ง สามารถมองเห็นคฤหาสน์ใหญ่โตหลังหนึ่งจากที่ไกลๆ กำแพงล้อมสูงสามเมตร กว้างหนึ่งเมตร สิงโตหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตู ประตูใหญ่ทาสีชาดหนาๆ สองบานปิดสนิท ป้ายเดินเส้นทองขนาดยักษ์แผ่นหนึ่งอยู่บนประตู คำว่า “ตระกูลเซียว” สองคำนี้เปล่งประกายเจิดจรัสภายใต้แสงตะวันอันเจิดจ้า

devc-a3b5dd88-33025ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 14 ตอนที่ 14