ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 17 ตอนที่ 17
ตอนที่ 17 การถือกำเนิดของหนังสือซุบซิบหน้าสาม (2)
สมใจเรานัก สมใจเรานัก หลินหว่านหรงอยากจะกอดต่งเฉี่ยวเฉี่ยวให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แม่หนูคนนี้ช่างเป็นสมบัติล้ำค้าเสียเหลือเกิน การเลือกพ่อลูกคู่นี้สายตาของเรานี่มันชั้นยอดจริงๆ
แม้ไม่เข้าใจว่าหลินหว่านหรงกำลังคิดอะไรอยู่ ทว่าเมื่อเห็นสายตาที่ตื่นเต้นยินดีของเขา สองพ่อลูกตระกูลต่งจึงรู้ว่าเขาจะต้องยินดีปรีดาเป็นที่สุด
เห็นใบหน้าต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี หลินหว่านหรงก็พลันหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “แม่นางเฉี่ยวเฉี่ยว มิใช่ว่าเจ้าสนิทสนมกับคุณหนูเซียวมากหรอกหรือ? เหตุใดครั้นเห็นพวกเราแต่งเรื่องนางเช่นนี้เจ้าถึงสมรู้ร่วมคิดด้วยเล่า?”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวรู้ดีว่าเนื้อหาภายในแผ่นข้อมูลเหล่านี้ล้วนเกิดจากเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ท่านพ่อของตนเคยได้ยินมาบวกกับกับเชื่อมโยงอย่างสะเปะสะปะ ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออะไร
นางหัวเราะพลางกล่าวว่า “คุณชายเคยกล่าวเอาไว้ว่าพวกเราคือคนทำการค้า สิ่งที่เน้นคือผลกำไร เรื่องที่บันทึกอยู่ในคู่มือเล่มนี้ก็เป็นเรื่องที่ร่ำลือกันของชาวบ้านร้านตลาด พวกเราก็แค่นำมาจัดแจงและเพิ่มหัวข้อที่ค่อนข้างเกินจริงไปอีกสักหน่อยเท่านั้น ทั้งไม่ได้ทำร้ายคนและยังได้ประโยชน์อีก อีกอย่างข้ากับคุณหนูใหญ่เซียวก็มิได้ถือว่าสนิทสนมกัน แม้กระทั่งหน้าตาก็ไม่เห็นเจ้าค่ะ”
วิเศษเหลือเกินจริงๆ หลินหว่านหรงทอดถอนใจ เดิมทีสิ่งที่เราทำคือหนังสือซุบซิบนินทา ยังต้องการความน่าเชื่อถืออะไรกัน ถึงกระนั้นคำพูดของต่งเฉี่ยวเฉี่ยวกลับทำให้หลินหว่านหรงประหลาดใจ คุณหนูเซียวคนนี้หรือว่าแม้แต่ตัดเย็บชุดก็ยังไม่ให้ช่างวัดขนาดอีกหรือ
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมองความสงสัยของหลินหว่านหรงอย่างทะลุปรุโปร่ง หัวเราะแล้วตอบว่า “คุณหนูใหญ่เซียวมีภาระยุ่งวุ่นวายมาก ทุกครั้งข้าจะนำอาภรณ์เก่าของคุณหนูใหญ่เซียวมาชุดหนึ่งเพื่อมาวัดขนาดแล้วตัดเย็บตามแบบเดิมเจ้าค่ะ”
นำอาภรณ์เก่ามาทำตามแบบเดิม ชุดที่ทำออกมาล้วนทำให้คุณหนูใหญ่เซียวพึงพอใจ ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวคนนี้ช่างเป็นแม่นางที่ฝีมือดีคนหนึ่งจริงๆ
พูดจามากความไปขนาดนี้ การเปิดตัวเจ้าหนังสือซุบซิบนินทาเล่มนี้ยังขาดสิ่งที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่ง
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมองดูพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งหลินหว่านหรงให้เว้นเอาไว้ เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า “คุณชาย พื้นที่ที่เหลือเอาไว้ต้องการใช้ประโยชน์อันใดหรือเจ้าคะ?”
หลินหว่านหรงยิ้มอย่างมีเลศนัยคราหนึ่ง ไม่ได้ตอบคำถามของนาง กลับสั่งนางว่า “เฉี่ยวเฉี่ยว มีถ่านหรือไม่?”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวรับคำอย่างว่าง่ายครั้งหนึ่ง ไปหาท่อนฟืนที่ผ่านการจุดแล้วกลับมาท่อนหนึ่งจากห้องครัว ในยุคสมัยนี้ย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่าดินสอคืออะไร แม้กระทั่งกราไฟต์ (ถ่านดำที่ใช้ทำไส้ดินสอ) ก็ไม่รู้จัก หลินหว่านหรงก็ใช้พู่กันไม่เป็นอีก จึงมีแต่ถ่านที่ใช้แทนกันได้
หลินหว่านหรงไม่ได้วาดภาพมาสี่ห้าปีแล้ว รู้สึกไม่คุ้นมือมาก จึงเริ่มฝึกขีดๆ เขียนๆ อยู่บนพื้น
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเห็นหลินหว่านหรงขยับสองสามทีบนพื้นก็ปรากฏใบหน้างามพิลาสของสตรีขึ้นมาใบหน้าหนึ่ง สตรีนางนั้นประหนึ่งมีชีวิต สง่างามงามล้ำเลิศ ท่าทางและสีหน้าล้วนสมจริงเป็นที่สุด
สองพ่อลูกเคยเห็นผู้อื่นสาดน้ำหมึกวาดภาพเขียนมาก่อน ทว่าการวาดโครงร่างที่รวดเร็วดั่งเทพเซียนเยี่ยงหลินหว่านหรงเช่นนี้กลับเห็นเป็นครั้งแรก
หลินหว่านหรงมองภาพเหมือนครั้งแล้วครั้งเล่า อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ ไม่ได้วาดมาหลายปี เมื่อก่อนไม่ได้มีฝีมือเพียงเท่านี้
การสเก็ตภาพเป็นสิ่งที่หลินหว่านหรงร่ำเรียนมาสมัยมัธยมต้น ต่อมาพอเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อตามจีบแฟนสาวคนแรกจึงใช้เวลาฝึกฝีมือถึงสี่ปีเต็มๆ วาดภาพสเก็ตให้เธอเต็มสองลังกระดาษ น่าเสียดายที่หลังจากจบมหาวิทยาลัยเธอก็ไปสหรัฐอเมริกา ส่วนหลินหว่านหรงก็มีโอกาสในการตามจีบสาวมากขึ้น
หลินหว่านหรงนิ่งจมดิ่งกับความหลัง จนเมื่อต่งเฉี่ยวเฉี่ยวร้องเรียกเขาอยู่หลายคราหลินหว่านหรงถึงได้สติกลับคืน หัวเราะพร้อมกับเอ่ยว่า “คุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว มีอันใดหรือ?”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเอ่ยถามเสียงค่อยว่า “คุณชาย นี่มันภาพอะไรเจ้าคะ เหตุเรียบจึงง่ายเช่นนี้? ท่านวาดได้งามจริงๆ เจ้าค่ะ”
สำหรับต่งเฉี่ยวเฉี่ยวผู้สุภาพอ่อนโยนและสะสวย หลินหว่านหรงยังค่อนข้างให้ความอดทนอยู่มาก จึงหัวเราะแล้วพูดว่า “นี่เรียกการวาดภาพโครงร่าง เป็นวิธีการวาดภาพแบบง่ายๆ ประเภทหนึ่งในบ้านเกิดของข้า ตอนนี้ไม่คุ้นมืออย่างยิ่ง”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่าถึงแม้ลายเส้นของคุณชายจะเรียบง่าย ทว่ากลับใช้งานอย่างคล่องแคล่ว เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพียงไม้เผาแล้วที่ถูกทิ้งขว้างท่อนหนึ่งกลับรังสรรค์ภาพเหนือขอบเขตเยี่ยงนี้ออกมาได้ วันหน้าคุณชายจะต้องเป็นปรมาจารย์แห่งยุคแน่เลยเจ้าค่ะ!”
แม้หนังหน้าของหลินหว่านหรงจะหนามากพอก็ตาม แต่เมื่อถูกนางอวยจนเกินไปเช่นนี้ก็ต้องหน้าแดงกันบ้าง เขาจึงรีบส่ายศีรษะ หัวเราะแล้วพูดว่า “คุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว หากเจ้ากล่าวเช่นนี้ต่อไปข้าจะหลงตัวเองแล้วนะ”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวปิดปากหัวเราะคราหนึ่ง หัวเราะจนเนตรงามกลายเป็นจันทร์เสี้ยวน่าหลงใหล กล่าวเสียงค่อยว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายเป็นคนที่ใดเจ้าคะ?”
หลินหว่านหรงตะลึงงัน สีหน้าหม่นหมอง พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “บ้านเกิดของข้า? ไกลมาก ไกลมาก”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเข้าใจว่าหลินหว่านหรงไม่ยินยอมบอกนาง ใบหน้าจึงฉายแววหดหู่ออกมาวูบหนึ่ง กัดริมฝีปากแดงชมหลินหว่านหรงวาดภาพ ไม่พูดคุยกับเขาอีกต่อไป
ต่งเหรินเต๋อซึ่งมองจับจ้องภาพเหมือนนั้นอย่างเลื่อนลอยมาตลอดพลันร้องเสียงเบาๆ ออกมาว่า “สตรีผู้นี้เหมือนเซียวฮูหยินมาก แต่ทว่า——”
หลินหว่านหรงกล่าวระคนหัวเราะ “ท่านลองดูอีกครั้ง นี่ใช่เซียวฮูหยินจริงหรือไม่?”
ต่งเหรินเต๋อพินิจให้ดีอยู่สักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “คล้ายจะเยาว์วัยกว่าเซียวฮูหยินอยู่สักหน่อย แถมงดงามยิ่งกว่านัก หรือว่า หรือว่าคือ——” สองพ่อลูกสบตามองกันครั้งหนึ่ง สีหน้าตระหนกตกใจ จากนั้นจึงมองหลินหว่านหรงอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วกล่าวว่า “เป็นคุณหนูใหญ่เซียว——”
หลินหว่านหรงแย้มยิ้มออกมาไม่เอื้อนเอ่ย ต่งเหรินเต๋อจึงรีบพูดว่า “คุณชายหลิน ท่านเคยพบคุณหนูใหญ่เซียวหรือ?”
หลินหว่านหรงส่ายหน้า หัวเราะแล้วพูดว่า “กระทั่งพวกท่านยังไม่เคยพบมาก่อน แล้วข้าจะเคยพบได้อย่างไรเล่า? ข้าเพียงแค่เมื่อสักครู่ได้เห็นเซียวฮูหยินโดยบังเอิญเท่านั้นเอง ภาพนี้คือเซียวฮูหยินซึ่งเพิ่มจินตนาการของข้าวาดเลียนแบบออกมาชั่วคราว ข้าคิดว่าน่าจะเหมือนสักสามส่วนกระมัง
บิดาและบุตรีแซ่ต่งสองคนเวลานี้สีหน้านอกจากจะตระหนกตกใจและเคารพนับถือก็ปราศจากความรู้สึกอื่นใดอีก อย่างไรเสียแค่อาศัยรูปร่างหน้าตาของสตรีวัยสามสิบกว่า นักวาดภาพเขียนธรรมดาก็ไม่มีความสามารถเช่นนี้ ตอนนี้จากมุมมองของพวกเขา คุณชายหลินผู้นี้คล้ายกับทำได้ทุกสิ่งจริงๆ
เมื่อหลินหว่านหรงเห็นสีหน้าของพวกเขาจึงอดขำในใจไม่ได้ เขาจงใจวาดคุณหนูใหญ่เซียวคนนี้ให้มีส่วนคล้ายคลึงกับเซียวฮูหยินอยู่หลายส่วน ขณะเดียวกันก็เพิ่มความงามของวัยสาวลงไป เพื่อให้เจ้าบัณฑิตพวกนั้นนึกว่าเป็นเรื่องจริง ว่าบุคคลในภาพนี้คือคุณหนูใหญ่เซียวที่พวกมันฝันถึง
ใช้ท่อนไม้ฝึกฝนอีกสักครู่ ครั้นรู้สึกว่าการฝึกฝนใช้ได้แล้วจึงใช้ให้ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวหามีดเล็กมาเล่มหนึ่ง หลินหว่านหรงเหลาท่อนฟืนท่อนนั้นด้วยความประณีตจนมีกลายสภาพเป็นดินสอ ถึงแม้จะมีคราบเขม่าร่วงอยู่เต็มมือ ถึงกระนั้นก็เหมาะมือมากยิ่งขึ้น
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวก้าวเข้ามาด้วยความสงสัยอีกครั้งหนึ่ง “คุณชาย สิ่งนี้คือเครื่องเขียนหรือเจ้าคะ? เหตุใดจึงแปลกประหลาดเช่นนี้? มีชื่อว่าอันใดหรือเจ้าคะ?”
หลินหว่านหรงกล่าวระคนหัวเราะ “ขณะที่ข้าวาดภาพจำเป็นต้องใช้ของสิ่งหนึ่งที่ชื่อว่าดินสอ แต่ทว่าที่นี่ไม่มี ดังนั้นจึงได้แต่เฉือนถ่านให้มีรูปร่างเช่นนี้แทน อีกสักครู่ข้าวาดเสร็จแล้วเจ้าต้องช่วยข้าเก็บรักษาให้ดี ไม่แน่ว่าวันใดข้ายังต้องใช้งานมันอีกครา” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวผงกศีรษะอย่างว่าง่าย
เมื่อมีดินสอเช่นนี้อยู่ในมือ หลินหว่านหรงก็คล้ายย้อนกลับไปยังภาพเหตุการณ์ที่วาดภาพให้แฟนสาว ณ ทะเลสาบนิรนาม (ทะเลสาบในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง) จรดดินสอลงอย่างคล่องแคล่ว ผ่านไปไม่นานนัก ภาพหญิงงามซึ่งมีสีหน้าท่าทางละเอียดและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นก็พุ่งทะยานออกมาจากกระดาษ เนื่องจากอุปกรณ์ใช้งานคล่องมือ บวกกับความตั้งใจ ภาพวาดนี้จึงมีคุณภาพมากกว่าภาพเมื่อสักครู่ถึงสองเท่าโดยไม่รู้ตัว
เห็นเพียงแถบรัดกระโปรงของสตรีในภาพปลิวไสว ประดุจนางเซียนเหยียบคลื่นล่องลอยมา รูปโฉมงามพิลาส ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ไอแห่งความสูงศักดิ์แผ่พุ่งออกมา ดั่งยืนอยู่เบื้องหน้าเสมือนจริง เพียงแต่ช่วงหัวคิ้วขมวดเล็กน้อย ประหนึ่งแฝงความกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง นี่เป็นสิ่งที่หลินหว่านหรงจงใจเพิ่มลงไปจากสถานการณ์ที่ต่งเหรินเต๋อเล่าให้ฟัง วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อเพิ่มความสมจริง
“หรือว่านี่จะเป็นคุณหนูใหญ่เซียวจริงๆ ? นางหน้าตางดงามมากจริงๆ เจ้าค่ะ” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวอดที่จะกล่าวทอดถอนชมเชยเสียงแผ่วเบาข้างกายหลินหว่านหรงไม่ได้ “หากข้ามีภาพเช่นนี้สักภาพ เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อยเลย”
หลินหว่านหรงหัวเราะแล้วพูดว่า “ได้สิ ไม่มีปัญหา วันหน้าข้าจะต้องวาดภาพโครงร่างให้เจ้าด้วยตัวเองสักภาพหนึ่ง”