ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 16 ตอนที่ 16
ตอนที่ 16 การถือกำเนิดของหนังสือซุบซิบหน้าสาม[footnoteRef:1] (1) [1: หนังสือซุบซิบหน้าสาม หรือ Page 3 เป็นหนังสือพิมพ์ซึ่งประกอบไปด้วยรูปนางแบบอกโต โดยเดิมทีนั้นจะแทรกอยู่ในหนังสือพิมพ์ซุบซิบนินทาชื่อ The Sun ของอังกฤษ สาเหตุที่ชื่อ Page 3 หรือหน้าสามนั้นก็เพราะเดิมทีจะแทรกอยู่ในหน้าที่สามนั่นเอง]
คุณหนูใหญ่เซียวไม่ทำตัวโดดเด่น ส่วนคุณหนูรองเซียวก็อายุน้อยเกินไปอีก เรื่องที่ต้องเปิดเผยหน้าตากลางธารกำนัลเช่นนี้ย่อมมีเพียงเซียวฮูหยินเป็นผู้กระทำ เมื่อลองคิดดูแล้วการเป็นการสตรีนางหนึ่งนั้นไม่ง่ายดายเลยจริงๆ
ครั้นทุกคนได้ยินคำของเซียวฮูหยิน จึงเข้าแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่สหายไร้ยางอายสี่คนก็กลับคืนสู่สภาพสง่างาม
พอรู้ว่าวันนี้ไม่มีอะไรดีๆ ให้ดู หลินหว่านหรงก็มองเซียวฮูหยินอีกรอบ จดจำรูปโฉมของนางเอาไว้ แล้วค่อยๆ แอบออกมา
ครั้นกลับมาที่บ้านตระกูลต่งกลับเห็นต่งเหรินเต๋อบิดาและบุตรสาวสองคนกำลังคัดลอกหนังสือเล่มหนึ่งอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลินหว่านหรงกวาดสายตามองแวบหนึ่ง ลายมือที่อยู่บนนั้นดูงามสง่าและหมดจด กระทั่งถึงขั้นงดงาม ดูท่าว่าสิ่งนี้คือข้อมูลซุบซิบเกี่ยวกับคุณหนูใหญ่เซียวที่ต่งเหรินเต๋อรวบรวมมา
ตัวอักษรของต่งเฉี่ยวเฉี่ยวนั้นช่างสวยงามมากจริงๆ หลินหว่านหรงดูอยู่หลายรอบ ผงกศีรษะอย่างต่อเนื่อง
บิดาและบุตรีทั้งสองคนเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลินหว่านหรงยืนอยู่ข้างพวกเขา ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเห็นหลินหว่านหรงผงกศีรษะไม่หยุดจึงอดหน้าแดงไม่ได้ ถึงกระนั้นก็ยังแฝงด้วยความตื่นเต้นอีกด้วย ดูท่าว่าสีหน้าชื่นชมที่หลินหว่านหรงแสดงออกมาจะทำให้นางเบิกบานใจมากกว่า
“คะ คุณชายหลิน ท่านกลับมาแล้ว” บนปลายจมูกอันน่ารักของต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมีเหงื่อพราวเคลือบบางๆ ดูช่างงดงามยิ่งนัก ทำให้หลินหว่านหรงนึกถึงน้องสาวซึ่งกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่
หลินหว่านหรงหัวเราะพลางพูดว่า “ใช่แล้วล่ะ ข้าออกไปเดินรอบหนึ่ง ไปสำรวจตลาดสักรอบ”
พวกเขาย่อมไม่เคยได้ยินคำว่าสำรวจตลาดคำนี้มาก่อนแน่ หลินหว่านหรงคร้านที่จะอธิบายพวกเขาเช่นกัน รับสมุดขนาดเล็กที่พวกเขากำลังคัดลอกอยู่ในมือมา “มาให้ข้าดูสักหน่อยเถิด”
การดูคราวนี้ทำให้ตระหนกตกใจยกใหญ่จริงๆ ทั้งสองคนไม่เพียงแบ่งเจ้าคู่มือฉบับเล็กเล่มนี้ตามวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างละเอียดลออ ซ้ำยังรวบรวมเป็นเล่มที่มีความแตกต่างกัน กลายเป็นต้นฉบับของสมุดคัดลอกที่สวยงาม ผู้มีความสามารถระดับนี้ไม่ไปทำงานที่ The Sun มันช่างน่าเสียดายจริงๆ
ครั้นเห็นสีหน้าตกใจของหลินหว่านหรง ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวพลันรู้สึกลนลานอย่างยิ่ง รีบพูดว่า “คุณชายหลิน ข้าทำผิดไปหรือไม่เจ้าคะ? ไอ้หยา ทำอย่างไรดี ข้าทำให้ท่านเสียการใหญ่แล้ว”
นางตึงเครียดจนใกล้จะร่ำไห้ออกมา เช่นนี้ก็ไม่แปลก สิ่งที่เน้นในยุคสมัยนี้คือสตรีไร้สามารถถือว่ามีคุณธรรม กว่าที่นางจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือเช่นนี้กลับทำพังเสียได้ แล้วจะไม่ให้นางตึงเครียดได้อย่างไร
หลินหว่านหรงอดแกล้งนางไม่ได้ ใบหน้าถมึงทึงคลี่รอยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “แม่นางเฉี่ยวเฉี่ยว ไม่ใช่ว่าทำผิด แต่ทำได้ดีเหลือเกินต่างหาก”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมีสีหน้าตระหนกตกใจขึ้นก่อน จากนั้นจึงปีติยินดีเป็นล้นพ้น รีบพูดว่า “จริงหรือเจ้าคะ คุณชายหลิน!”
หลินหว่านหรงยิ้มพลางผงกศีรษะ ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวถึงกล่าวออกมาด้วยความยินดีว่า “ข้าทำตามความต้องการของท่าน ก่อนท่านจะไปข้ายังมีข้อสงสัยบางประการที่ไม่อาจเข้าใจได้ ถึงกระนั้นก็รู้สึกไม่ดีที่จะไปถามท่าน จึงได้แต่ทำโดยเพิ่มเติมความเข้าใจของตนเองลงไป”
นังหนูคนนี้ไม่เพียงเฉลียวฉลาดมีฝีมือ มิหนำซ้ำยังมีความคิดและกล้าลงมือกระทำอีก ถือเป็นผู้มีความสามารถ พ่อลูกคู่นี้ไม่เลวเลยทีเดียว
ต่งเหรินเต๋อซึ่งฟังพวกเขาพูดคุยกันอยู่ด้านข้างมาตลอดเพิ่งกล่าวสอดคำขึ้นมาว่า “ไอ้หยา คุณชายหลินท่านพึงพอใจก็ดีแล้ว ข้ากับเฉี่ยวเฉี่ยวเป็นกังวลมาตลอดว่าท่านจะทนดูความไม่ได้เรื่องของพวกเราไม่ได้”
ครั้นเห็นท่าทีบริสุทธิ์จริงใจของพ่อลูกคู่นี้ หลินหว่านหรงก็อดถอนใจพร้อมพูดด้วยสีหน้าเป็นการเป็นงานไม่ได้ว่า “ท่านลุงต่ง คุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว ข้าอยากให้ท่านจดจำเอาไว้ คนเราปราศจากอำนาจได้ ปราศจากทรัพย์สินเงินทองได้ แต่จะต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง หากตนเองยังดูถูกตนเอง เช่นนั้นบนโลกใบนี้ก็ไม่มีผู้ใดให้เกียรติท่านแล้ว ใบหน้านั้นผู้อื่นมอบให้ แต่หน้าตากลับเป็นตนเองที่ช่วงชิง”
ประกายแห่งความเคารพยกย่องเปล่งออกมาจากดวงตาของต่งเฉี่ยวเฉี่ยว นางผงกศีรษะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “คุณชายหลิน ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
หลินหว่านหรงมองต่งเหรินเต๋อแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “นางเข้าใจแล้ว แล้วท่านเข้าใจหรือไม่?”
ต่งเหรินเต๋อหัวเราะร่าแล้วพูดว่า “เฉี่ยวเฉี่ยวของพวกเราเข้าใจ เช่นนั้นข้าก็เข้าใจ ข้าจะฟังเฉี่ยวเฉี่ยวทุกสิ่ง”
เมื่อมองดูคู่พ่อลูกซึ่งมีน้ำใสใจจริงนี้ หลินหว่านหรงก็พลันนึกถึงบุพการีที่ไม่อาจพานพบได้อีก จิตใจรวดร้าว จึงรีบเบือนหน้าไปดูคู่มือฉบับนั้นแล้วถามว่า “พวกท่านคัดลอกเสร็จแล้วหรือ?”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวกล่าวว่า “เขียนเสร็จแล้วเจ้าค่ะ คุณชายท่านลองอ่านดูเถิด”
หลินหว่านหรงหยิบคู่มือเล่มเล็กขึ้นมา หัวเราะพลางกล่าวว่า “เฉี่ยวเฉี่ยว เจ้าไม่เพียงงานฝีมือดี แต่ยังเป็นบัณฑิตหญิงอีกด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าไปเรียนสิ่งเหล่านี้มาจากผู้ใดกัน?”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวตอบว่า “เป็นคุณหนูลั่วที่ให้ความสำคัญข้า ให้ข้าร่ำเรียนด้วยกันกับนางเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นข้าไหนเลยจะมีโอกาสได้?”
“คุณหนูลั่ว?” ชื่อนี้คุ้นมากเลยนะ
เมื่อเห็นท่าทางที่หลินหว่านหรงขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดอย่างหนัก ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวจึงกล่าวด้วยความตกใจว่า “ท่านคงไม่รู้จักแม้กระทั่งคุณหนูลั่วหรอกนะเจ้าคะ? นางเป็นถึงยอดหญิงอันดับหนึ่งแห่งจินหลิง”
ยอดหญิงอันดับหนึ่งงแห่งจินหลิง? หลินหว่านหรงถึงนึกการแสดงจิตปฏิพัทธ์ที่คุณชายไป๋ละเล่นออกมา ณ ทะเลสาบเสวียนอู่ในบ่ายวันนั้น อีกฝ่ายไม่ใช่คุณหนูลั่วยอดหญิงอันดับหนึ่งแห่งจินหลิงหรืออย่างไร
พอเห็นท่าทางตกใจของต่งเฉี่ยวเฉี่ยว หลินหว่านหรงก็รู้สึกน่าขันยิ่งนัก กล่าวว่า “แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยสนใจพวกยอดบัณฑิตยอดหญิงอะไรเทือกนั้นเลย"
“นั่นเป็นเพราะตัวของคุณชายเป็นบัณฑิตน่ะสิเจ้าคะ” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวหัวเราะพลางกล่าวว่า “ถึงกระนั้นท่านไม่สนใจยอดหญิง แต่ก็น่าจะสนใจหญิงงามใช่หรือไม่ คุณหนูลั่วถือเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งจินหลิงเลยนะเจ้าคะ”
นางเริ่มรู้สึกสนิทสนมกับหลินหว่านหรง กลับเรียกขานหลินหว่านหรงว่าเป็นคุณชายโดยตรง แม้แต่คำว่าหลินด้านหน้าก็ละไป น้ำเสียงเริ่มทวีความสนิทชิดเชื้อเช่นเดียวกัน
“หญิงงามหรือ พอฝืนสนใจได้ โดยเฉพาะหญิงงามเช่นเจ้า” หลินหว่านเริ่มสนิทสนมกับนาง การพูดจาปราศจากความยำเกรง อดพูดจากระเซ้าเย้าแหย่ไม่ได้
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวใบหน้าแดงโร่ ไม่กล้าพูดอะไรแล้ว
ต่งเหรินเต๋อกระแอมไอเบาๆ สองสามที หลินหว่านหรงหน้าแดง พูดคำว่าน่าละอาย น่าละอายต่อเนื่องกัน ถูกตาเฒ่าผู้นี้จับได้คาหนังคาเขา
ความหนาของหนังหน้าหลินหว่านหรงนั้นปราศจากข้อสงสัย เขาปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว แสร้งถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “คุณหนูเฉี่ยวเฉี่ยว เหตุใดคุณหนูลั่วจึงให้เจ้าเรียนเป็นเพื่อนได้ล่ะ”
เมื่อประสบกับการกระเซ้าเย้าแหย่ออกมาโดยไม่ยั้งปากของหลินหว่านหรงเมื่อสักครู่ ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวจึงรู้สึกเขินอายมากขึ้น พูดเสียงต่ำว่า “ครั้งแรกที่ข้าไปตัดชุดให้แม่นางลั่ว นางเห็นนางกับข้ามีอายุใกล้เคียงกันจึงพูดคุยกับข้าอยู่หลายประโยค นางเป็นคนดีมากจริงๆ เจ้าค่ะ แต่เหมือนนางไม่มีสหายเลยสักคนเดียว ดังนั้นจึงให้ข้าไปอยู่เป็นเพื่อนนางเป็นประจำ หลังจากรู้จักกันเช่นนี้มากขึ้น นางจึงให้ข้าร่ำเรียนกับท่านอาจารย์เป็นเพื่อนนางเจ้าค่ะ”
หลินหว่านหรงผงกศีรษะแล้วพูดว่า “คุณหนูลั่วผู้นี้เป็นคนดีจริงๆ สวรรค์คุ้มครอง ขอให้นางหาสามีที่ดีอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้ด้วยเถิด อืม ข้าก็น่าจะพอฝืนเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าได้กระมัง”
ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวครั้นได้ยินคำพูดคำจาของเขาน่าสนใจจึงอดหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้ “ไหนเลยจะเป็นอย่างที่ท่านว่า หากให้คุณหนูลั่วทราบเข้าจริงๆ ต่อให้นิสัยดีอีกเพียงใดก็คงไม่ละเว้นท่านแน่เจ้าค่ะ”
เพียงแต่สิ่งที่นางคิดภายในใจนั้นกลับเป็นอีกอย่าง การพูดการจาของคุณชายหลินคนนี้สำนวนคมคาย ปราศจากข้อผูกมัด ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดครั้นได้ฟังถ้อยคำภายในจิตใจของตนจึงรู้สึกเบิกบานใจอย่างน่าประหลาด
ตาเฒ่าต่งแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ ตอนนี้เขาแอบรู้สึกกังวลใจแล้ว ใช่ตนชักนำหมาป่าเข้าเรือนหรือไม่ เจ้าหนุ่มนี่คารมเป็นเลิศ เฉี่ยวเฉี่ยวใสซื่อบริสุทธิ์ ติดกับได้ง่าย ไม่แน่ว่าจะถูกเขาลักพาตัวหนีไปเมื่อใดก็ได้
หลินหว่านหรงไม่พูดกับเฉี่ยวเฉี่ยวอีก เริ่มดูคู่มืออย่างตั้งอกตั้งใจ
นอกจากแผ่นข้อมูลที่เขาเคยหยิบยกสองแผ่นนั้นแล้ว ยังเพิ่มมาอีกหลายแผ่นดังเช่น “มุมมองชีวิตของคุณหนูใหญ่เซียว” “บันทึกถ้อยคำของคุณหนูใหญ่เซียว” หากเพิ่มภาพประกอบเข้าไปอีก เช่นนั้นก็จะเป็นหนังสือซุบซิบหน้าสามที่โดดเด่นที่สุดฉบับหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดสุดท้าย “ทัศนคติในการเลือกคู่ครองของคุณหนูใหญ่เซียว” ถูกใจหลินหว่านหรงมากจริงๆ ต้องไม่ใช่ตาเฒ่าต่งที่เป็นคนคิด ไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องเป็นสติปัญญาอันล้ำเลิศของต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเป็นแน่แท้