ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 29 ตอนที่ 29

#29บทที่ 29

ตอนที่ 29 องค์กรอาชญากรรม (2)

หลินหว่านหรงดมกลิ่น รู้สึกคุ้นเคยมากเหลือเกิน ถึงกระนั้นกลับนึกไม่ออกไปชั่วขณะว่าคืออะไร เขาใช้มือคลำใบอย่างละเอียดถี่ถ้วน รู้สึกหยาบเล็กน้อย อีกทั้งกลิ่นยังทำให้สำลักเล็กน้อยอีกด้วย

เจ้านี่มันคืออะไรกันแน่นะ? หลินหว่านหรงขมวดหัวคิ้ว แต่เขาแน่ใจว่าเจ้าสิ่งนี้เขาต้องเคยเห็นมาก่อนแน่

“พี่ใหญ่ ท่านกลัวหรือไม่ขอรับ?” ต่งชิงซานเอ่ยถามอยู่ด้านข้างหลินหว่านหรง ถึงแม้เขาจะทะเลาะต่อยตีมาไม่น้อย แต่อายุยังน้อยเกินไป ทั้งยังเป็นการตะลุมบอนครั้งใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรกอีก หากไม่ประหวั่นเลยสักนิดก็คงโกหก

หลินหว่านหรงผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ครั้งแรกก็กลัวเล็กน้อย แต่หลังจากนี้ไปก็จะค่อยๆ คุ้นชินแล้ว ใช่แล้วล่ะ ชิงซาน นี่มันใบอะไร เจ้ารู้หรือไม่?” เขาเด็ดขึ้นมาใบหนึ่งแล้วเอ่ยถามต่งชิงซาน

ต่งชิงซานลูบศีรษะ หัวเราะแล้วกล่าวอย่างกระดากอายว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าคืออะไรเช่นกันขอรับ แต่แถบนี้มีขึ้นอยู่มากมาย ล้วนแต่ขึ้นเองตามธรรมชาติ บางครั้งพวกเราก็จะนำมันมาตากแดดให้แห้งแล้วจุดไฟ แต่กลิ่นมันน่าสำลักมากเลยทีเดียว”

หลินหว่านหรงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าซ่าๆ ดังแว่วมาแต่ไกล หลังจากเขาถูกตาเฒ่าเว่ยประทับพลังแล้ว พลังในการฟังก็ดียิ่งนัก

“มีคนมา” หลินหว่านหรงเอ่ยเสียงค่อย

ต่งชิงซานสีหน้าตึงเครียด รีบโบกมือ ภายในพุ่มไม้พลันเงียบสงบลง

ชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้ายผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากที่ไกลๆ ด้านหลังของมันยังมีคนจำนวนยี่สิบสามสิบคนติดตามมาด้วย เจ้าพวกนี้แต่ละคนล้วนตาขวางจมูกเชิด เดินส่ายอาดๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทำตัวเกะกะระรานจนเคยชิน

“ที่อยู่ด้านหน้านั่นก็คือหลี่เอ้อร์โก่วขอรับ” ต่งชิงซานกล่าวข้างหูหลินหว่านหรง

หลินหว่านหรงผงกศีรษะ “ชิงซาน เจ้าเตรียมการทำเช่นไร?”

“ออกไปแล้วพูดเหตุผลกับมัน จากนั้นก็เริ่มสู้ขอรับ” ต่งชิงซานกล่าวด้วยท่าทางมีคุณธรรม

“พูดเหตุผลกับผีน่ะสิ” หลินหว่านหรงรู้สึกน่าหัวร่อ ตบกะโหลกมันไปทีหนึ่ง “อีกเดี๋ยวบอกให้บรรดาลูกน้องฟังข้า พอข้าพุ่งออกไปก็ให้บุกออกไปด้านนอก ห้ามให้ผู้ใดส่งเสียงเด็ดขาด! เห็นใครก็ให้ทุบตี มีแรงมากเท่าไหร่ก็ใช้มากเท่านั้น ตีจนพวกมันร้องเรียกหาบิดามารดา ไม่ว่าใครก็ห้ามหยุด”

“พี่ใหญ่ ความหมายของท่านก็คือพวกเราไม่ต้องคุยเหตุผลกันหรือขอรับ?” เดิมทีต่งชิงซานยังมีความรู้สึกของผู้กล้ามากคุณธรรมอยู่บ้าง อยากจะสู้อย่างองอาจผ่าเผยกันสักตั้ง ทว่าตอนนี้กลับถูกหลินหว่านหรงทำลายความฝันของเขาอย่างไม่ไยดี ถึงกระนั้นมันก็มิใช่คนโง่ เมื่อความคิดอันคร่ำครึนั้นขาดสะบั้นก็บังเกิดปฏิภาณขึ้นมาทันที

“คุยเหตุผล? เจ้านึกว่าประลองยุทธ์กันหรือไง ไอ้น้องชาย? พวกเรามันพวกอยู่ในโลกมืด ที่เสียออกไปคือโลหิต มือใครเร็วกว่าผู้นั้นถึงจะอยู่รอด”

ต่งชิงซานเข้าใจในทันที สองตาสาดประกายดุร้าย “ใช่แล้ว พี่ใหญ่ พวกเรามาแย่งพื้นที่ ไม่ต้องใช้คุณธรรมอะไร ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร!”

หลินหว่านหรงผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ ให้หลี่เป่ยโต้วซึ่งตามติดข้างกายถ่ายทอดลงไป

ผ่านไปอีกสักครู่หนึ่ง เจ้าพวกนั้นก็เข้ามาใกล้ ได้ยินถ้อยคำของหลี่เอ้อร์โก่วแว่วเข้ามาว่า “เจ้าอ่อนต่งชิงซานนั่นมันอยู่ที่ไหน ทำไมถึงยังไม่มาอีก? อีกเดี๋ยวจะเก็บไอ้เด็กนี้ให้เรียบ”

พวกมันเป็นนักเลงอยู่ที่เขตใต้ของเมือง ไม่เห็นต่งชิงซานอยู่ในสายตา ก่อนหน้าไม่ได้ไปเหยียบย่ำถึงที่ ทว่าตอนนี้กลับเดินอุกอาจมาหาเช่นนี้

หลินหว่านหรงกุมพลองเหล็กในมือแน่น เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ

เดิมตอนเที่ยงเขาดื่มไปไม่น้อย สติไม่ค่อยสมบูรณ์ ครั้นขลุกอยู่กับพวกอันธพาลน้อยพวกนี้ เขาก็พลันรู้สึกหนุ่มแน่นขึ้นอีกหลายปี เลือดลมพลุ่งพล่าน ตาแดงมองดูกลุ่มของหลี่เอ้อร์โก่ว

เมื่อหลี่เอ้อร์โก่วเดินเข้ามาในเขตสู้รบ หลินหว่านหรงจึงยืนขึ้นโดยพลัน พุ่งพรวดออกไปหลายก้าว ถือพลองเหล็กแล้วทะยานออกไป เลือดลมอันพลุ่งพล่านทำให้ผิวสีแทนของเขาแดงก่ำ

ไม่คิดว่าลูกพี่จะยังโหดกว่าเราอีกนะ ต่งชิงซานยืนอยู่ด้านหลังหลินหว่านหรง มองดูเขาพุ่งปราดออกไปอย่างรวดเร็ว ความรวดเร็วนั้นเร็วกว่าตนเองไม่น้อย

ต่งชิงซานตวาดเสียงต่ำออกมาคราหนึ่ง หนีบพลองเหล็กแล้วทะยานออกไป พุ่งปราดไปเบื้องหน้าประดุจเสือดาว

บรรดาอันธพาลหนุ่มที่เลือดลมร้อนระอุมาเนิ่นนานแล้วถือดาบ พลองเหล็ก ไม้กระบอง ตามติดอยู่ด้านหลังต่งชิงซานและหลี่เป่ยโต้ว ปะทะออกไปโดยพร้อมเพรียงกัน พวกมันแต่ละคนมีดวงตาแดงก่ำ ไม่ส่งเสียงสักแอะ เห็นผู้ใดก็ฟันผู้นั้น

หลี่เอ้อร์โก่วอยู่ใกล้หลินหว่านหรงมากที่สุด มันนิ่งอึ้งมองดูไอ้หนุ่มผิวสีแทนท่าทางแข็งแรงคนหนึ่งถือพลองเหล็กพุ่งเข้ามาหาตน มีกี่สมองก็ไม่พอใช้ ไอ้นี่มันมาจากที่ใดกัน? ท่าทางเหมือนมีแค้นอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น หรือว่าแม่สาวน้อยที่มีอะไรด้วยเมื่อคืนจะเป็นน้องสาวของมัน?

ฉวยตอนเจ้าชุลมุนเอาชีวิตเจ้า! หลินหว่านหรงฉวยโอกาสตอนที่หลี่เอ้อร์โก่วนิ่งอึ้งพุ่งปะทะเข้าไป ฟาดหนักๆ ลงบนศีรษะของหลี่เอ้อร์โก่วหนึ่งที

แม้วิชาประทับพลังของตาเฒ่าเว่ยจะไม่ค่อยประสบผลเท่าไหร่นัก แต่หนึ่งส่วนที่สำเร็จก็ไม่อาจดูแคลนได้ หลินหว่านหรงไม่เพียงเคลื่อนไหวคล่องตัวรวดเร็วยิ่ง พละกำลังก็เพิ่มพูนไม่น้อย

เจ้าหลี่เอ้อร์โก่วคนนี้ก็เกิดจากการสู้รบปรบมือมาเช่นกัน ถึงกระนั้นเนื่องจากทางหนึ่งเรื่องราวเกิดขึ้นกะทันหัน อีกทางหนึ่งพลังในการสู้รบของหลินหว่านหรงก็ดุดันอยู่หลายส่วน หลี่เอ้อร์โก่วจึงหลบไม่ทัน การฟาดของหลินหว่านหรงกระแทกหนักๆ ลงบนศีรษะของมัน กระแทกจนมันสิ้นสติอยู่ตรงนั้นทันที

ครั้นเห็นโลหิตสดสีแดงค่อยๆ ไหลออกมา หลินหว่านหรงก็รู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก เขากลับเลียปากเบาๆ จากนั้นจึงฟาดหนักๆ ลงไปอีกครา

หลี่เอ้อร์โก่วแค่นเสียงออกมาคำหนึ่ง แล้วค่อยๆ ล้มตัวลงไป สายตาปรากฏแววเหลือเชื่อออกมาให้เห็น

เมื่อลูกสมุนคนหนึ่งของหลี่เอ้อร์โก่วเห็นลูกพี่ล้มลงจึงแกว่งไม้กระบอง ฟาดหนักๆ มาทางหลินหว่านหรงคราหนึ่ง

หลินหว่านหรงแค่นเสียงทึบๆ ออกมาครั้งหนึ่ง รอยบวมขนาดยักษ์ปรากฏอยู่บนแผ่นหลัง ถึงกระนั้นกลับไม่ได้ล้มลงไป

เขาใช้พลองฟาดโต้กลับไปที่ใบหน้าของลูกสมุนคนนั้น ความเจ็บปวดแสบร้อนบนแผ่นหลังทำให้เขารู้สึกสะใจอย่างโรคจิต

ต่งชิงซานรีบเข้ามา ฟาดหลี่เอ้อร์โก่วที่ล้มลงไปครั้งหนึ่ง

หลินหว่านหรงมองหลี่เอ้อร์โก่วแวบหนึ่ง เขารู้ว่าถึงแม้เจ้าเด็กนี่จะมีชีวิตรอด แต่ก็คงทำได้แค่มีชีวิตอยู่บนเตียงไปครึ่งชีวิตแล้ว

การรบครั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ย่อมเป็นต่งชิงซานที่ได้รับชัยครั้งใหญ่ แม้หลินหว่านหรงจะเคยต่อยตีมาไม่น้อย แต่นั่นก็เป็นเรื่องก่อนเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย หากใช้คำพูดสมัยใหม่ก็คือทุกคนต่างเป็นคนมือารยธรรมกันแล้ว ไม่มีใครให้โอกาสเขาได้ทะเลาะต่อยตีกันอีก เรื่องนี้จึงทำให้เขารู้สึกเสียดายยิ่ง

ครั้นมาถึงโลกแห่งนี้ เขาปราศจากข้อผูกมัด วันนี้มีโอกาสได้ทำด้วยความสาแก่ใจ ทุกรูขุมขนของเขาปลอดโปร่งโล่งสบาย ความอึดอัดคับข้องใจที่ต้องมาโลกแห่งนี้พลันมลายไปไม่น้อย

“ไอ้โย่ว——” เมื่อหลินหว่านหรงนั่งลง ตอนนั้นถึงได้รู้สึกว่าแผ่นหลังปวดแสบปวดร้อนราวกับไฟเผา ไอ้เด็กนั่นลงมือหนักจริง หลินหว่านหรงแค้นในใจ กลับลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองก็ตีลูกพี่ของคนอื่นจนปัญญาอ่อนไปแล้ว

“ไม่เป็นไรขอรับ ตอนเย็นพอกลับไปก็ให้พี่สาวของข้าทายาให้ท่านสักหน่อย ทุกครั้งที่ข้าสู้จนบาดเจ็บก็เป็นท่านพี่ที่ช่วยข้าขอรับ” ต่งชิงซานกล่าวระคนหัวเราะด้วยความเบิกบานใจ ตัวมันกลับไม่ได้รับบาดเจ็บ แม้จะเป็นยี่สิบต่อสามสิบก็ตาม แต่เนื่องจากพอหลินหว่านหรงออกโรงก็ล้มลูกพี่ของศัตรูได้ การสู้รบคราวนี้จึงสบายมาก

“ลูกพี่ ท่านนี่สู้เก่งจริงๆ น้า——” หลี่เป่ยโต้วเบียดเข้ามา กางเกงถูกเกี่ยวจนขาด ก้นบวมเป่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังกระเถิบเข้ามาด้านหน้าหลินหว่านหรงเพื่อพูดคุยต่อ

หลินหว่านหรงกัดฟันคราหนึ่งแล้วพูดว่า “ชิงซาน เป่ยโต้ว พวกเจ้าจงจำเอาไว้ เมื่อเดินเส้นทางนี้แล้วก็ไม่อาจหวนคืนได้อีก มีเพียงชั่วร้ายกว่า หนักแน่นกว่า โหดเหี้ยมกว่าผู้อื่นเท่านั้นถึงจะลืมตาอ้าปากได้”

“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!” สองคนผงกศีรษะพร้อมกัน “ใช่แล้วล่ะ พี่ใหญ่ ท่านยังจะไปตระกูลเซียวอีกหรือไม่?”

ตอนที่พวกมันไม่เอ่ยถึงตระกูลเซียวก็ยังดี แต่พอเอ่ยขึ้นมาแล้วหลินหว่านหรงพลันร้องเสียงดังออกมาทันที “แย่แล้ว!——”

เขาไม่สนใจความเจ็บปวด ลุกขึ้นแล้ววิ่ง ต่งชิงซานได้ยินเพียงเสียงของมันแว่วมาไกลๆ ว่า “จัดการกลุ่มให้เรียบร้อย ตอนเย็นกินข้าวร่วมกัน!——”

devc-52435f55-33144ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 29 ตอนที่ 29