ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 35 ตอนที่ 35

#35บทที่ 35

ตอนที่ 35 สัญญาว่าจ้าง (2)

เนื่องจากตอนที่หลินหว่านหรงมาถึงนั้นก็สายมากแล้ว การคัดเลือกในวันนี้ก็ใกล้จะเสร็จสิ้นลงเช่นเดียวกัน ดังนั้นชายชราทั้งสองคนจึงมีเวลาคุยสัพเพเหระกับเขา

ที่แท้การมาของพวกบัณฑิตเหล่านี้ก็เป็นความคิดของคุณหนูใหญ่เซียว นางจงใจปล่อยข่าว บอกกับเหล่าบัณฑิตเจียงหนานว่าคุณหนูใหญ่เซียวต้องการเลือกคู่ สร้างผลตอบรับอันสะเทือนเลื่อนลั่น ชักนำพวกบัณฑิตเหล่านี้

การมาของเหล่าบัณฑิตไม่เพียงแต่เพิ่มพูนชื่อเสียงของตระกูลเซียว แม้แต่การค้าของตระกูลเซียวเองก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่น้อย ที่จริงแล้วนี่คือการโฆษณาที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้ตระกูลเซียว ดูจากตอนนี้ผลลัพธ์ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

ส่วนจะจัดการบัณฑิตฝูงนี้เช่นไร ตาเฒ่าทั้งสองคล้ายจะไม่ค่อยรู้แน่ชัด ความจริงแล้วโชคดีที่พวกเขาเป็นคนเก่าแก่ของตระกูลเซียวถึงรู้ข้อมูลวงในมากมายขนาดนี้ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นย่อมไม่มีวันเข้าใจว่าที่แท้แล้วนี่คือแผนการอันแยบคายของคุณหนูใหญ่เซียว

คุณหนูใหญ่เซียวผู้นี้กล้านำชื่อเสียงของตนเองมาใช้โฆษณา ความทุ่มเทเช่นนี้หญิงสาวธรรมดาย่อมไม่อาจเทียบเทียมได้แน่ ผู้เฒ่าทั้งสองเมื่อเอ่ยถึงก็ยิ่งศิโรราบด้วยความนับถือ

ถึงกระนั้นหลินหว่านหรงกลับรู้สึกดูแคลนอยู่บ้าง นำผู้คนใต้หล้ามาล้อเล่นออกจะดูถูกผู้คนจนเกินไปนัก หากถูกคนคิดไม่ซื่อเปิดโปง ดูสิว่าเจ้าแม่หนูคนนี้จะจัดการอย่างไร

ยากนักที่ตาเฒ่าทั้งสองจะได้พบเจอคนที่ถูกใจไร้ยางอายเช่นนี้ หาเรื่องพูดคุยสารพัดสารพัน ทว่าเวลากลับเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ครั้นเห็นลุงฝูเดินเข้ามาจากเบื้องนอก หลินหว่านหรงจึงรีบลุกขึ้นแล้วพูดว่า “ลุงฝู พูดคุยเป็นเช่นไรบ้างขอรับ?”

ลุงฝูถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เฮ้อ จากความพยายามเปลี่ยนแปลงแนวความคิดอย่างยากลำบากของข้า ในที่สุดเบื้องบนก็ยอมฝืนตกลงให้โอกาสเจ้าครั้งหนึ่ง”

เห็นได้ชัดว่าตาเฒ่าอีกสองคนรู้ซึ้งถึงความสามารถในการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ของลุงฝู จึงไม่เชื่อ “ความพยายามเปลี่ยนแปลงแนวความคิดอย่างยากลำบาก” อะไรนั่นของมันแน่

เมื่อทำเรื่องนี้สำเร็จหลินหว่านหรงเป็นคนโดดเด่นมากขึ้นไปอีก จากคำพูดของลุงฝูก่อนหน้า เจ้าหนุ่มนี้ผ่านการคัดกรองแล้ว

“เช่นนี้ก็ลำบากลุงฝูแล้ว วันหน้าผู้น้อยจะต้องตอบแทนความช่วยเหลือจากทุกท่านแน่ขอรับ” หลินหว่านหรงแสร้งคารวะผู้เฒ่าทั้งสาม สรรหาคำพูดอย่างสุภาพสง่างาม

ด้วยการสาธยายของหลินหว่านหรง ลุงฝูจรดพู่กัน สัญญาว่าจ้างฉบับแรกของโลกแห่งนี้ซึ่งมีคุณค่าในการบุกเบิกยุคข้ามสมัยก็ถือกำเนิดขึ้นมา มันกำหนดอำนาจและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน เป็นครั้งแรกที่นำพลเมืองสองระดับมาไว้ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน

แน่นอนว่าลุงฝูหาได้แยแสกำหนดการทำงานไว้ที่แปดชั่วโมงอะไรนั่นของหลินหว่านหรง ไม่ให้เจ้าขายตัวก็สบายเจ้าแล้ว ยังจะมาคิดทำงานวันละสี่ชั่วยามอีก เช่นนั้นจะให้บ่าวคนอื่นอยู่กันได้อย่างไร

หลินหว่านหรงกลับไม่ได้ร้องขอในเรื่องนี้มากนัก อย่างไรเสียสำหรับเขาแล้วการทำงานล่วงเวลาก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับเรื่องนี้ โลกทั้งสองที่เขาได้ประสบมาก็มีความคล้ายคลึงกัน——ไม่เคยมีค่าล่วงเวลา

มองดูตัวอักษรหลินหว่านหรงสามตัวโย้ไปเย้มาที่ตัวเองเขียน หลินหว่านหรงก็พึงพอใจมาก การเซ็นชื่อที่ออกแบบโดยไม่ได้ตั้งใจนี้กลับมีเอกลักษณ์ ไม่อาจมีผู้ใดสวมรอยได้

เมื่อเขียนตัวสัญญาเสร็จ หลินหว่านหรงลงนามเรียบร้อย ลุงฝูจึงออกไปข้างนอกสักครู่ เมื่อกลับมาบนสัญญาก็มีลายมือชื่อสวยงามปรากฏขึ้นเพิ่มขึ้นมา —— เซียวอวี้ซวง

เซียวอวี้ซวงเป็นใครกัน? หลินหว่านหรงสงสัย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม ลุงฝูสามคนได้รับการมอบหมายจากตระกูลเซียวให้เป็นคนค้ำประกันประทับลายนิ้วมือลงบนแผ่นสัญญาเช่นเดียวกัน

ชั่วเสี้ยววินาทีที่ขนพู่กันจรดลงไป หัวคิ้วของหลินหว่านหรงยังคงขมวดมุ่น ตาเฒ่าเว่ย อย่าให้ข้าเจอท่านอีกนะ มิเช่นนั้นจะได้เห็นดีกันแน่

หลินหว่านหรงทอดถอนใจ นับตั้งแต่บัดนี้เขาจะกลายเป็นบ่าวผู้มีเกียรติในคฤหาสน์ตระกูลเซียวแล้ว

ใจสูงกว่าฟ้า ชีวาเบาบางกว่ากระดาษ* เป็นการบรรยายสภาพจิตใจตอนนี้ของเขาได้ดีที่สุด

โชคดีที่มีเวลาแค่หนึ่งปี เพื่อเป็นผู้รักษาสัจจะ คุณธรรมสูงส่ง เราจะทน!

เมื่อออกมาก็เป็นยามสายัณห์แล้ว ด้านนอกวังเวงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน ถึงกระนั้นกลับมีเสียงเอะอะแว่วมาจากกลุ่มของบัณฑิตทางนั้นอยู่เป็นระยะ อีกทั้งยังมีเสียงตะโกนร่ำไห้ไล่ตามมาอีกด้วย

หลินหว่านหรงเป็นพวกที่ไม่กลัวว่าฟ้าจะไม่ถล่ม เวลานี้ได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่งจากทางบัณฑิตนั้น ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรทำแล้ว เช่นนั้นไม่สู้ไปเสียหน่อยดีกว่า

เขาเดินเข้าไปหา มองดูให้ถ้วนถี่คราหนึ่ง ที่แท้บัณฑิตแต่งกายปอนๆ อายุราวยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้ ด้านข้างยังมีอีกคนกำลังแนะนำตักเตือนไม่หยุด

“ช่างเถิด พี่จี้ฉาง ในโลกหล้ามีโอกาสอยู่มากมาย เหตุใดต้องเป็นตระกูลเซียวด้วยเล่า ในเมื่อไม่เข้ารอบ ก็หมายความว่าท่านไม่มีวาสนาต่อตระกูลเซียว ปลงเสียหน่อยน่าจะดี” คนผู้นั้นกล่าวโน้มน้าว

คุณชายที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญแค่นเสียงออกมาหนักๆ สองครั้งแล้วพูดว่า “พี่ฉินกวน ท่านเข้ารอบแล้วย่อมพูดง่าย ข้าลำบากท่องตำรับตำรามาหลายปี ดนตรี หมากล้อม กวี วาดภาพ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู เชี่ยวชาญทุกสิ่ง เหตุใดจึงถูกคัดออกได้เล่า เหตุใดคุณหนูใหญ่เซียวจึงตาไร้แววเช่นนี้!”

“พี่จี้ฉาง นี่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูเซียวกระมัง เจ้าและข้าไม่เคยพบหน้าคุณหนู เหตุใดจึงโยนภาระไปให้นางได้ ข้าว่าคุณหนูใหญ่เซียวผู้นี้เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ความรู้ความสามารถมากมี งดงามสะคราญโฉม องอาจห้าวหาญไม่แพ้ชายจริงๆ” พี่ฉินกวนชมไม่ขาดปาก ครั้นเห็นสายตาของคนโดยรอบที่ทอดมองมายังตนเองก็ยิ่งเผยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง การทดสอบในวันนี้ ผู้ที่ผ่านด่านมีไม่มาก หลินกวนผู้จึงมีเหตุผลที่จะหยิ่งยโส

“พี่ฉินกวน วันนี้ช่วงบ่ายท่านโชคดี จับได้คำถามง่ายดายเช่นนั้นถึงได้เข้ารอบ เหตุใดข้าถึงโชคร้ายเช่นนี้เล่า? หรือว่าสวรรค์จะทำร้ายข้าจี้ฉางจริงๆ? ฮือๆ——”

หลินหว่านหรงฟังอยู่สักพักก็เข้าใจโดยคร่าวๆ ที่แท้คุณชายสองคนนี้คนหนึ่งชื่อจี้ฉาง อีกคนหนึ่งชื่อฉินกวน ฟังดูแล้วฉินกวนผ่านด่าน ส่วนจี้ฉางถูกคัดออก ดังนั้นถึงได้หดหู่เช่นนี้

ถึงกระนั้นชายชาตรีผู้หนึ่งถูกคัดออกกลับร้องไห้เจ็บปวดเช่นนี้ เจ้าคนนี้ช่างอ่อนแออยู่บ้างจริงๆ เห็นว่ามันมีฐานะยากจน เหตุใดจึงทนกับความกระทบกระเทือนเช่นนี้ไม่ได้

หลินหว่านหรงคิดว่าตัวเองเป็นพยัคฆ์ที่ฆ่าไม่ตาย เช่นนั้นจึงรู้สึกดูแคลนคนอ่อนแอเช่นจี้ฉางผู้นี้อยู่หลายส่วน ส่วนเจ้าฉินกวนผู้นี้กลับหน้าหนาทนทานยิ่ง ความทนทานน่าจะสูงอยู่

หลินหว่านหรงเดินเข้าไปหาแล้วพูดว่า “ขอเชิญสหายทั้งสองท่าน”

ฉินกวนและจี้ฉางมองประเมินหลินหว่านหรง เห็นเข้าแต่งตัวธรรมดา ทั้งยังเดินออกมาจากหมู่บ่าวไพร่ ไม่ต้องพูดถึงเลย เขาจะต้องเป็นคนที่ไม่ได้เรียนหนังสืออะไรมาทั้งนั้นแน่ๆ เช่นนั้นจึงรู้สึกดูแคลนเขาอยู่บ้าง แม้แต่จี้ฉางที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งก็เช็ดน้ำตาเสียจนแห้ง เห็นชัดว่าไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าเจ้า “คนไม่รู้หนังสือ” คนนี้

“เจ้ามีเรื่องอะไร?” พี่ฉินกวนสะบัดคลี่พัดในมือออกคราหนึ่ง โบกเบาๆ สองครั้ง กล่าวด้วยท่าทางหยิ่งยโส

เสื้อผ้าอาภรณ์ฉินกวนธรรมดา แต่เมื่อเผชิญกับชนชั้นแรงงานเช่นหลินหว่านหรง กลับบังเกิดความหยิ่งผยองเยี่ยงคนร่ำเรียนหนังสือ ดูถูกดูแคลนผู้ไร้การศึกษาจากก้นบึ้งของจิตใจ

หลินหว่านหรงไม่ถือสาพวกเขา ประสานกำปั้นคารวะกล่าวระคนยิ้มว่า “เห็นสหายทั้งสองบุคลิกสง่างาม ท่วงท่าไม่ธรรมดา ต้องเป็นบัณฑิตที่มารับการทดสอบที่ตระกูลเซียวกระมัง?”

ฉินกวนและจี้ฉางผงกศีรษะพร้อมกัน ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้ม เห็นชัดว่าการประจบประแจงของหลินหว่านหรงตรงเป้าพอดี

หลินหว่านหรงเผยสีหน้า “ตื่นเต้น” “ดีเหลือเกิน ชื่นชมผู้ร่ำเรียนหนังสือที่มีความสามารถเช่นคุณชายทั้งสองท่านนี้ที่สุดแล้ว ทว่าไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองไปรับการทดสอบที่ตระกูลเซียว ถามคำถามอะไรบ้างหรือขอรับ?”

จี้ฉางใบหน้าชีช้ำ ฉินกวนกลับหน้าระรื่น แสร้งกล่าวโดยรักษามาดเอาไว้ “ก็ไม่ได้ทดสอบอันใด แค่ถามคำถามที่มีความท้าทายไม่กี่คำถาม ประพันธ์บทกวีเล็กๆ ขึ้นมาบทหนึ่งก็เท่านั้นเอง”

คำถามที่มีความท้าทาย? นี่น่าจะเป็นคำถามจำพวกปัญหาเชาวน์แล้วล่ะ เรื่องนี้บ่าวกับเหล่าบัณฑิตกลับไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน ถึงอย่างนั้นเรื่องการประพันธ์บทกวี แสดงให้เห็นถึงระดับความแตกต่างทางอารยธรรมของทั้งสองฝ่าย

ใจสูงกว่าฟ้า ชีวาบางกว่ากระดาษ* หมายถึง ถึงแม้จะมีปณิธานสูงส่งแต่หากเกิดมาต้อยต่ำก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

devc-af530e87-33711ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 35 ตอนที่ 35