ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 36 ตอนที่ 36
ตอนที่ 36 กลอนต่าโหยว[footnoteRef:1] [1: มีจุดกำเนิดในสมัยราชวงศ์ถังโดยจางต่าโหยว โดยกลอนที่แต่งจะเป็นกลอนขำขัน ไม่เน้นความไพเราะและความงามทางภาษา]
“หึ คำถามที่มีความท้าทายอะไรกัน? ก็แค่การเล่นลูกตื้นให้คนแสดงฝีปากเท่านั้นเอง” จี้ฉางกล่าวด้วยโทสะ เห็นชัดว่าแค้นเคืองเจ้าปัญหาเชาวน์นี้มาก
ฉินกวนหัวเราะฮิฮะสองครั้งแล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็ไม่ถึงคำถามข้อนี้แล้ว สหายจี้ฉางปกติท่านก็ได้ชื่อว่ามีความรู้เต็มเปี่ยม เหตุใดวันนี้แม้กระทั่งกลอนบทเดียวก็แต่งออกมาไม่ได้เล่า?”
“ข้า ข้า” จี้ฉางใบหน้าแดงโร่ “ข้าปรับตัวไม่ได้ชั่วขณะ ประไปเสียหน่อยก็เท่านั้นเอง มิหนำซ้ำคำถามที่พี่ฉินท่านสุ่มขึ้นมาได้ก็ง่ายดาย ส่วนคำถามที่ข้าสุ่มได้ค่อนข้างยาก——”
ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว หลินหว่านหรงก็เข้าใจ จี้ฉางคนนี้เป็นแค่คนที่อ่านหนังสือมาตายตัว ถ้าให้ใช้ภาษาแบบที่โลกเดิมนั้นก็คือผลผลิตจากการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นการสอบ ทื่อๆ ไม่พลิกแพลง ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ปกติแล้วก็จดจำจนแม่น พอเข้าสนามสอบกลับตื่นเต้นจนเบลอไป
เห็นชัดว่าฉินกวนก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก เมื่อได้ยินเขาพูดว่าคำถามของตัวเองง่ายต่อหน้าผู้อื่นสีหน้าก็ไม่สู้ดี ยิ้มเหยียดแล้วพูดว่า “พี่จี้ฉาง พูดจาอะไรกัน สายลม บุปผา หิมะ จันทราสี่หัวข้อ ให้สุ่มมาหนึ่งเพื่อแต่งบทกวี ท่านสุ่มได้หิมะทุกคนต่างเห็นกันทั่ว จะแจ้งชัดเจน จะบอกว่าของข้าง่ายแล้วของท่านยากได้อย่างไร?”
ฉินกวนพูดไปพูดไปก็โคลงศีรษะเริ่มร่ายบทกวี “สายลมปีก่อน ซุกซ่อนในตรอก หวีดหวิวไร้เสียง ไปมาไร้เงา” ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง เห็นชัดว่าพึงพอใจต่อการ “แสดงฝีมือ” ในสนามสอบของตนเองเป็นอย่างมาก
หลินหว่านหรงใคร่หัวเราะแต่ก็รู้สึกกระดากที่จะหัวเราะออกมา แบบนี้ก็เรียกว่ากลอนหรือ? กวีแบบนี้ข้าแค่ผายลมก็แต่งออกมาได้สามบทแล้ว
ฉินกวนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “พี่จี้ฉาง เมื่อครู่ในสนามสอบท่านเสียจริตไปชั่วขณะ ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านคิดหัวข้อเรื่องหิมะออกแล้วหรือไม่ กลอนบทนั้นท่านร่ายออกมาได้หรือไม่?”
ใบหน้าของฉินกวนแฝงความดูแคลนอยู่หลายส่วน ผู้มีความรู้ดูถูกกันและกันคำนี้ไม่ผิดเลยสักนิด เขารู้ว่าจี้ฉางผู้นี้ทำได้แค่ท่องจำตายตัว นึกไปสองสามวันไม่แน่ว่าอาจจะคิดออกมาได้บทหนึ่ง แต่หากเป็นการใช้สติปัญญาอย่างเร่งด่วนตรงหน้าเช่นนี้ เขาต้องไม่มีแน่
สีหน้าของจี้ฉางเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ยังไม่อาจแต่งกลอนที่เกี่ยวกับหิมะได้
เดิมทีหลินหว่านหรงแค่อยากไต่ถามถึงการรับสมัครของเหล่าบัณฑิตเท่านั้น แต่เมื่อเห็นสายตากดดันบีบบังคับของเจ้าฉินกวนคนนี้ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ส่วนเจ้าจี้ฉางก็ช่างไม่เอาไหนเสียเลย อัดอั้นอยู่ครึ่งค่อนวันก็ไม่เห็นจะผายลมอันใดออกมาเสียที
ตัวหลินหว่านหรงนั้นชอบรังแกคนซื่อ แต่กลับไม่ชอบเห็นคนอื่นแกล้งคนซื่อต่อหน้าตัวเอง เขาครุ่นคิดอย่างเงียบงันสักพัก จากนั้นจึงหัวเราะร่าแล้วพูดว่า “กลอนกระจอกง่ายๆ เช่นนี้ แม้แต่ข้าซึ่งเป็นชาวป่าชาวดอยผู้ต่ำต้อยก็ยังคิดออก ข้าว่าคุณชายจี้จะต้องกำลังถ่อมตนอยู่แน่ ไม่สู้เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าท่องมาบทหนึ่ง แล้วให้คุณชายจี้ชี้แนะเสียหน่อย”
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของฉินกวน หลินหว่านหรงก็สะใจยิ่งนัก ความล้ำลึกของข้าคนต่ำช้าเช่นเจ้าไหนเลยจะมองออกได้
หลินหว่านหรงก้าวขาออกไปหลายก้าว หัวเราะฮิฮะแล้วท่องออกมาว่า “แม่น้ำเกาะตัวเป็นแผ่น ปากบ่อมืดดั่งถ้ำ สุนัขเหลืองตัวขาว สุนัขขาวตัวบวม”[footnoteRef:2] [2: เป็นหนึ่งในกลอนต่าโหยว บรรยายถึงสภาพหิมะตกในฤดูหนาว ภูเขาและแม่น้ำภาพพร่าเลือนไม่ชัดเจน ปากบ่อน้ำไม่มีหิมะมองไปแล้วมืดมิดเหมือนถ้ำ หิมะตกลงบนตัวสุนัขสีเหลืองเลยกลายเป็นสีขาว ส่วนสุนัขสีขาวหนาวจนตัวบวม ]
นี่เป็นกลอนต่าโหยว**ของแท้ เดิมหลินหว่านหรงก็รู้สึกกระดากที่จะนำออกมาให้ขายขี้หน้า แต่เจ้าคนที่ชื่อฉินกวนคนนั้น กลอนสี่อักษรบ้านั่นก็กล้าเรียกว่ากลอนได้ หลินหว่านหรงคุยโวหน้าไม่อายแต่งตั้งตัวเองเป็นเซียนกลอนอยู่ในใจ
“กลอนดี กลอนดี” จี้ฉางร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ ใช้พัดด้ามเล็กเคาะที่มือแล้วพูดว่า “ ‘แม่น้ำเกาะตัวเป็นแผ่น’ บรรยายภาพหิมะโปรยปรายปกคลุมผิวแม่น้ำ นี่เป็นการบรรยายภาพโดยรวม เป็นภาพระยะไกล จากนั้นสหายหักมุมมายังบ่อน้ำที่อยู่ลานบ้านไม่ไกล หิมะขาวเกลื่อนกลาด มีเพียงปากบ่อที่ดำมืดล้ำลึก เป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ สำหรับประโยคสุดท้ายกลับยิ่งวิเศษ ‘สุนัขขาวตัวบวม’ บวมคำนี้ เปลี่ยนภาพหิมะตกอันสงบนิ่งเป็นสิ่งมีชีวิต กลอนบทนี้อุปมาอุปไมยได้ดียิ่งนัก ความงามทางวรรณศิลป์ล้ำลึก กลอนทั้งบทปราศจากคำว่าหิมะ ทว่ากลับบรรยายบรรยากาศที่หิมะตกหนักโปรยปรายทั่วฟ้า เป็นผลงานชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่ง ช่างสมกับคำว่าคนมิอาจดูจากภายนอก ทะเลไม่อาจชั่งตวงได้จริง สหายช่างล้ำลึกยากจะหยั่งถึง ล้ำลึกยากจะหยั่งถึง!”
ถึงแม้จี้ฉางจะแต่งกลอนไม่เป็น แต่ครั้นเริ่มวิเคราะห์กลับออกมาเป็นชุด อะไรวิวใกล้วิวไกล อะไรจากสงบนิ่งเป็นเคลื่อนไหว อะไรคืออุปมาอุปไมย กลอนต่าโหยวไม่กี่ประโยคกลับวิเคราะห์ออกมาได้มากขนาดนี้ หากอยู่ในยุคของหลินหว่านหรงแล้วจะต้องเป็นนักวิจารณ์ที่โดดเด่นแน่
หลินหว่านหรงกลั้นหัวเราะ แสร้งพูดถ่อมตนว่า “เป็นท่านที่ออมมือ เป็นท่านที่ออมมือแล้ว น่าละอาย น่าละอายยิ่งนัก ——”
“พรืด” เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยเข้ามา หลินหว่านหรงซึ่งเป็น “บัณฑิตครึ่งเดียว” หันหน้าไปมอง กลับเห็นดรุณีน้อยผู้งดงามนางหนึ่งกำลังยืนอยู่ข้างพวกเขาแล้วป้องปากหัวเราะเบาๆ อยู่ เห็นชัดว่าได้ยินกลอนต่าโหยวของหลินหว่านหรงถึงได้หัวเราะออกมา
“ที่แท้ก็เจ้านั่นเอง” หลินหว่านหรงกล่าวระคนยิ้ม แม่หนูน้อยคนนี้ก็คือสาวน้อยที่ซื้อคู่มือของเขาเมื่อวานนี้นี่เอง
จี้ฉางและฉินกวนสองคนครั้นเห็นดรุณีน้อยผู้เลอโฉมดวงตาพลันเปล่งประกาย รีบปกปิดแววตาปรารถนาในดวงตา เดินไปข้างกายนางอย่าง “มีจรรยามารยาท” แล้วเอ่ยว่า “คุณหนูผู้นี้ ผู้น้อยจี้ฉาง (ฉินกวน) ขอถามว่าที่พำนักของคุณหนูอยู่ที่ใด อายุเท่าใด แต่งงานแล้วหรือไม่——”
หลินหว่านหรงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าเจ้าสองคนนี้กลับขวัญกล้าเช่นนี้ ถามตรงๆ ขนาดนี้ อยากจีบสาวจนตัวสั่นหรืออย่างไร?
แม่นางน้อยหน้าแดงจนถึงใบหู ตวาดเสียงหวานว่า “พวกเจ้า! พวกเจ้าพูดบ้าอะไร!?”
หลินหว่านหรงหัวเราะฮ่าๆ ออกมาเสียงดังแล้วพูดว่า “แม่นางน้อย พวกมันอยากเกี้ยวเจ้า เจ้าไม่เข้าใจหรือ?”
ใบหน้าของแม่นางน้อยแดงก่ำ ชี้ไปที่หลินหว่านหรงแล้วพูดว่า “จะ...เจ้าคนผีทะเลไร้ยางอาย! ข้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่!” แม่นางน้อยหมุนตัว ชักเท้าแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ทำไมเราถึงกลายเป็นคนผีทะเลไร้ยางอายได้อีกล่ะ? หลินหว่านหรงกลุ้มใจ
คราวก่อนเซียวชิงเสวียนด่าเขาแบบนี้ยังสมเหตุผลอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเขาก็เอาเปรียบนาง คราวนี้เขาก็แค่พูดออกมาประโยคเดียวกลับกลายเป็นคนผีทะเลเสียแล้ว ช่างรู้สึกไม่ยุติธรรมเสียจริง แม่หนูน้อยอย่างเจ้าเหตุใดถึงไม่ไปด่าเจ้าคนหน้าหนาไร้ยางอายสองคนนี้ แต่กลับมาด่าข้า? นี่มันเหตุผลอะไรของมารดามันนี่
ที่จริงแล้วนี่เป็นการเข้าใจผิดของหลินหว่านหรง ถึงแม้ชายหญิงห้ามสนิทสนมกันถึงแม้จะเป็นกฎเหล็ก แต่ในยุคนี้ชายหญิงคบหากันน้อย โอกาสที่บุรุษจะเจอสตรีผู้ถูกใจก็น้อยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อเหล่าบัณฑิตที่ออกจะเจ้าชู้เล็กน้อยพวกนั้นได้พบสตรีที่ถูกใจ โดยปกติก็ย่อมเข้าหาเพื่อสนทนา ส่วนโอกาสที่เหล่าหญิงสาวจะได้พบคู่ครองที่เหมาะสมก็ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ครั้นมีผู้มาไต่ถาม ขอเพียงถูกชะตาเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพียงแต่แม่หนูน้อยคนนี้อายุยังน้อย ปรับตัวกับเรื่องนี้ไม่ได้ ถึงได้หมุนตัวจากไปด้วยความโมโห
หลินหว่านหรงไม่เข้าใจสถานการณ์ เห็นจี้ฉางและฉินกวนมองทิศทางที่แม่นางน้อยจากไป สายตาเต็มเปี่ยมด้วยความอาวรณ์ เขาไม่ได้รู้สึกดีกับ “คนผีทะเล” ตัวจริงสองคนนี้เท่าไหร่นัก เมื่อเห็นว่าสายแล้วจึงส่งเสียงแค่นจมูกทึบๆ คราหนึ่ง ไม่สนใจทั้งสองคน แล้วเดินจากไป
บ่าวที่ผ่านการคัดเลือกของตระกูลเซียวพรุ่งนี้ต้องเข้าคฤหาสน์ วันนี้คือช่วงเวลาที่ตระกูลเซียวให้พวกมันเก็บสัมภาระ พรุ่งนี้บ่าวพวกนี้จะได้เข้าประตูใหญ่ของตระกูลเซียวในฝันแล้ว ความรู้สึกของพวกมันส่วนใหญ่แล้วคือความตื่นเต้น เมื่อได้เข้าตระกูลเซียวก็ถือว่าได้มีที่ยืนในโลกของบ่าว ขอเพียงพยายาม ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสพัฒนาที่ยิ่งใหญ่กว่านี้
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคือหลินหว่านหรง เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องไปปรนนิบัตินายท่านและคุณนายตระกูลเซียวจิตใจของเขาก็ย่ำแย่ถึงขีดสุด เพียงคิดหาที่ระบายออกเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าทางไปซ่องไปเช่นไร ตอนนี้ร่างท่อนล่างของเขาจะต้องมีสาวน้อยมากกว่าสามคนนอนอยู่ใต้ร่างแล้ว เขาใช้ชื่อของพระเจ้าเป็นประกัน