ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 37 ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 องค์กร
เมื่อคืนต่งชิงซานได้รับคำชี้แนะจากหลินหว่านหรง นำเงินของเขาไปยี่สิบตำลึง บวกกับวันนี้สู้ชนะ สร้างฐานตำแหน่งในเขตใต้ของเมืองอย่างมั่นคง ในใจจึงย่อมยินดีอย่างยิ่งเป็นธรรมดา นำพาบรรดาลูกน้องมายังโรงเตี๊ยมจัดเหล้ายาปลาปิ้งอย่างดี รอการมาถึงของลูกพี่
เมื่อหลินหว่านหรงปรากฏตัวในโรงเตี๊ยม ต่งชิงซานและเหล่าพี่น้องลูกสมุนต่างยืนตรงโดยพร้อมเพรียงกัน ร้องเรียกด้วยความเคารพนบนอบว่า “ลูกพี่ ——”
เห็นชัดว่าผ่านการฝึกซ้อมมาก่อน เสียงที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสะเทือนเลื่อนลั่นจนหลินหว่านหรงปวดแก้วหู เขามองเหล่าลูกน้องที่ใช้สายตาแฝงความเคารพเทิดทูนมองตนเองแวบหนึ่ง แอบยิ้มขื่นอยู่ในใจ ดูท่าว่าตำแหน่งลูกพี่นี้จะต้องเป็นของตนเองแน่แล้ว หากเจ้าหนุ่มพวกนี้รู้ว่าลูกพี่ของพวกมันจะไปเป็นบ่าวตระกูลเซียว ไม่รู้ว่าจะหัวเราะเยาะตนเองเช่นไร
ต่งชิงซานเหมาห้องใหญ่ห้องหนึ่งที่ชั้นสองของโรงเตี๊ยม ลงทุนลงแรงไปไม่น้อย เดิมทีแก๊งมาเฟียหากทำงานดีกินข้าวก็ไม่ต้องควักสตางค์ แต่เห็นชัดว่าตอนนี้ต่งชิงซานยังไม่ได้นึกถึงจุดนี้ อีกทั้งพื้นที่นี้อยู่ใต้อาณัติของมัน มันจึงรู้สึกไม่ดีที่จะให้เถ้าแก่ไม่คิดเงินเช่นกัน
หลินหว่านหรงมองดูลูกน้องใต้สังกัดต่งชิงซาน ที่ไปต่อยตีนั้นยังมีไม่ถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำไป แล้วทำไมผ่านไปไม่กี่ชั่วยามจำนวนคนถึงเพิ่มเป็นเท่าตัวได้เล่า? คนอื่นคงเป็นเพื่อนกินกระมัง?
หลินหว่านหรงมองคนเหล่านี้ ก็รู้สึกเป็นห่วงแทนต่งชิงซาน ดูท่าการรักษาความบริสุทธิ์ขององค์กรยังคงเป็นสิ่งจำเป็น ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นเจ้าพ่อบ้างแล้ว การชี้แนะต่งชิงซานให้เติบโตแข็งแกร่งก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเช่นกัน
หลินหว่านหรงดึงต่งชิงซานมาด้านข้าง เอ่ยถามเสียงค่อยว่า “ชิงซาน เรื่องอะไรกัน ประเดี๋ยวเดียวก็มีคนเพิ่มมากขนาดนี้”
ดวงตาต่งชิงซานสาดประกายแวววาวพูดว่า “พี่ใหญ่ ตอนบ่ายพวกเราไปยึดทรัพย์สมบัติที่รังของหลี่เอ้อร์โก่ว หาดีๆ ก็ค้นออกมาได้หลายร้อยตำลึงเลยขอรับ คนพวกนี้บางคนเคยเป็นลูกน้องหลี่เอ้อร์โก่ว บางคนเข้ามาใหม่ พวกมันเห็นว่าพวกเราเอาชนะหลี่เอ้อร์โก่วได้จึงเป็นฝ่ายขอเข้าร่วม ขอคิดดูแล้วตอนนี้พวกเรากำลังต้องการขยายอำนาจจึงรับไว้ทั้งหมดขอรับ”
หลินหว่านหรงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ชิงซาน ขยายอำนาจเป็นเรื่องดี แต่เจ้าจะรับประกันได้อย่างไรว่าพวกมันจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเจ้า? ถึงแม้ตอนนี้เจ้าจะยังไม่แข็งแกร่ง แต่การกระทำของเจ้าตอนนี้จะต้องดึงดูดความสนใจผู้อื่นเป็นแน่ เจ้าจะรับประกันได้อย่างไรว่าที่แห่งนี้จะไม่มีไส้ศึกที่ลูกพี่คนอื่นส่งมา?”
ต่งชิงซานยังอายุน้อย ยังปราศจากประสบการณ์ในโลกมืด ไหนเลยจะนึกถึงเรื่องไส้ศึกได้ ครั้นได้ฟังหลินหว่านหรง ก็พลันได้สติขึ้นมาราวกับถูกกรอกสติปัญญาเข้าสู่สมอง มันได้สติคืนกลับมาจากความปีติยินดีในชัยชนะ เหงื่อเย็นท่วมร่าง
หลินหว่านหรงรู้ว่าต่งชิงซานอายุเพิ่งจะสิบหก ย่อมมีหลายสิ่งที่ต้องฝึกฝน ดูท่าตำแหน่งเจ้าพ่อนี้ตัวเองต้องเป็นแน่แล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านว่าทำเช่นไรดีขอรับ?” ต่งชิงซานมองหลินหว่านหรง กล่าวอย่างเต็มไปด้วยความหวัง
สำหรับพี่ใหญ่คนนี้ เขามีความเชื่อมั่นจนแทบจะเป็นความเคารพเทิดทูน มีแผนการ มีฝีมือ มีความเหี้ยม การติดตามลูกพี่เช่นนี้ถึงจะมีวันได้ลืมตาอ้าปาก
“ตั้ง ——องค์——กร——” หลินหว่านหรงพูดทีละคำ
“องค์กร?” ต่งชิงซานไม่เข้าใจคำคำนี้
“พูดง่ายๆ องค์กรก็คือกลุ่มที่เหมือนกับค่ายพรรคอย่างหนึ่ง พวกเราต้องสร้างโครงสร้างขึ้นมาเสียก่อน โครงสร้างเหล่านี้คือพี่น้องที่พวกเราไว้ใจ และเป็นคนที่เก่งกาจที่สุดในองค์กรของพวกเราอีกด้วย อย่างเช่น พี่น้องที่ติดตามพวกเราไปเปิดศึกกับหลี่เอ้อร์โก่วในวันนี้ล้วนแต่เป็นโครงสร้างขององค์กรเรา ประหนึ่งไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนอื่นต้องมีลำต้นถึงจะมีกิ่งก้าน เจ้าเลือกพี่น้องที่มีบารมีในกลุ่มพวกมันมา ก่อตั้งเสาขาที่แตกต่างกันแล้วให้พวกมันเป็นหัวหน้าแต่ละสาขา บริวารค่อยๆ ขยับขยายออกไป จงจำไว้ กองทัพจะดีก็ดีที่คุณภาพหาใช่ปริมาณมาก พวกเราไม่อาจเอาแต่ขยับขยายอย่างหูหนวกตาบอดได้ จะต้องใส่ใจในการบ่มเพาะกระดูกสันหลัง ครั้นมีกระดูกสันหลังเหล่านี้พวกเราถึงจะมีความสามารถหนึ่งต้านสิบได้ จากนั้นให้กระดูกสันหลังพัฒนากระดูกสันหลัง ร่างกายของพวกเราถึงจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นศัตรูถึงฆ่าพวกเราไม่ตาย”
หลินหว่านหรงพูดจบในอึดใจเดียว ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก ทิ้งเวลาให้ต่งชิงซานได้คิดพิจารณาเสียหน่อย
ต่งชิงซานถอนหายใจออกมายาวๆ ครั้งหนึ่ง นัยน์ตาสาดประกายแน่วแน่ “พี่ใหญ่ ความหมายของท่านข้าเข้าใจแล้วขอรับ ทว่าหัวหน้าสาขาเหล่านี้พวกเราต้องเลือกใครดี พวกมันไร้ความสามารถได้ แต่จะต้องมีความจงรักภักดี อำนาจจะต้องอยู่ในมือของพวกเรากันเอง”
หลินหว่านหรงทอดสายตาชื่นชม ในที่สุดต่งชิงซานก็เริ่มใช้สมองขบคิดปัญหาแล้ว
หลินหว่านหรงใช้นิ้วมือจุ่มลงไปในน้ำชา วาดภาพโครงสร้างองค์กรลงบนโต๊ะให้ต่งชิงซาน ความคิดแรกของหลินหว่านหรงก็คืออยากให้ตั้งองค์กรแบบแนวนอน ให้ต่งชิงซานกำกับดูแลสายตรง แต่เมื่อนึกถึงว่าหากสาขามีมาก การประสานงานระหว่างกันจะลำบาก ด้วยเหตุนี้จึงแบ่งเป็นสามสาขาก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายออกไป
ตอนที่หลินหว่านหรงและต่งชิงซานกลับไปอยู่ท่ามกลางลูกน้องนั้น หลี่เป่ยโต้วกับบรรดาลูกน้องกำลังถกเถียงอะไรบางอย่างด้วยความดุเดือด เมื่อเห็นหลินหว่านหรงกลับมาจึงดึงเขามาทันทีแล้วพูดว่า “ลูกพี่ขอรับ ท่านว่าองค์กรของพวกเรานี้ควรมีชื่อว่าอะไรดี?”
ครั้นเห็นสายตาของฝูงชนทอดมาที่ตนโดยพร้อมเพรียงกัน หลินหว่านหรงจึงลุกยืนขึ้น มองประเมินกลุ่มคนที่อยู่ตรงนั้น สายตามองทะลุผ่านจิตวิญญาณของผู้อื่นราวกับมองเห็นธาตุแท้
มีหลายคนแอบก้มหน้าลง ต่งชิงซานซึ่งเงียบมาตลอดก็ให้ความสนใจความผิดปกติของคนเหล่านี้เช่นเดียวกัน สายตาของมันสาดประกายเย็นเยียบ
“ไม่ผิด พวกเราเรียกว่าองค์กร แต่ว่ามีพี่น้องคนใดรู้ไหมว่าเหตุใดพวกเราถึงเรียกว่าองค์กร?” หลินหว่านหรงมองประเมินโดยรอบคราหนึ่ง เห็นทุกคนกำลังฟังคำพูดของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ ดูท่าลูกพี่แก๊งมาเฟียจะมีอำนาจมากเลยนะนี่ ฮิฮิ
“บางทีครอบครัวเจ้าอาจยากจนมาก บางทีเจ้าอาจเป็นกำพร้า บางทีเจ้าอาจจะถูกเรียกว่าขอทาน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ ขอเพียงเจ้ากล้าสู้กล้าเสียสละ ขอเพียงเจ้าจงรักภักดี องค์กรก็จะเป็นผู้สนับสนุนเบื้องหลังอันแข็งแกร่งที่สุดของทุกคน องค์กรก็คือการให้พี่น้องทั้งหมดรวมตัวอยู่ด้วยกัน แน่นแฟ้นกันเป็นกลุ่ม ให้ผู้อื่นไม่กล้ารังแกพวกเรา แต่พวกเรารังแกผู้อื่นได้ตามใจชอบ ผู้ใดไม่สยบพวกเราก็อัดผู้นั้น อัดจนมันเรียกหาบิดามารดา อัดจนแม้แต่บิดามารดาก็จำไม่ได้ทว่าจดจำพวกเราได้ เป้าหมายของเราก็คือเดินผึ่งผายอยู่ในเมืองจินหลิงแห่งนี้” หลินหว่านหรงกล่าวสั่งสอนอย่างชั่วร้าย
เหล่าลูกสมุนหัวเราะครืนเลื่อนลั่น นั่นเป็นการมุ่งหน้าไปยัง “อนาคตอันงดงาม”
“พวกเราจะไม่เป็นฝ่ายรังแกผู้อื่นก่อน ถึงกระนั้นหากมีผู้ใดกล้ามาตอแยพวกเรา พวกเราก็จะลงมือ พวกเราจะสับมัน พวกเราจะแย่งชิงเงินของพวกมัน แย่งสตรีของพวกมัน แย่งมันบรรพชนทั้งสิบแปดรุ่น” รอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าหลินหว่านหรงแพร่ไปยังทุกคน
“แย่งชิงเงินของพวกมัน! แย่งสตรีของพวกมัน! แย่งมันบรรพชนทั้งสิบแปดรุ่น!” ด้วยฤทธิ์สุรา ในที่สุดบรรดาลูกน้องก็เริ่มปลดปล่อยออกมา คำพูดเพียงไม่กี่คำของหลินหว่านหรงก็ทำให้บรรดาเด็กหนุ่มอันธพาลเหล่านี้เข้าร่วมได้จนหมดสิ้น
“พี่ใหญ่ เช่นนั้นองค์กรของพวกเราจะมีชื่อว่าอะไรกันแน่ขอรับ?” ต่งชิงซานถาม
“ชื่อว่าหงซิ่ง (ชื่อแก๊งในภาพยนตร์เรื่อง กู๋หว่าไจ๋ มังกรฟัดโลก หรือชื่อเดิม กู๋หว่าไจ๋ โคตรคนไม่ยอมตาย ภาพยนตร์ฮ่องกง นำแสดงโดย เจิ้ง อี้เจี้ยน) ก็แล้วกัน——” หลินหว่านหรงกล่าวทีละคำ ผุดสีหน้าแปลกประหลาดบนใบหน้า คล้ายกับกำลังพยายามสะกดกลั้นหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่าเมื่ออยู่ในสายตาของต่งชิงซาน มันรู้สึกแต่เพียงว่าสีหน้าของพี่ใหญ่นี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เหมือนว่า...เหมือนว่ากำลังกระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้ขโมยสิ่งของของผู้อื่นเช่นนั้น
ดื่มเหล้าเข้าไปมาก ครั้นเดินไปถึงประตูบ้าน หลินหว่านหรงถึงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนทางด้านหลัง บาดแผลตอนสู้กันช่วงบ่ายจนถึงตอนนี้ยังคงบวมมาก ไม่ได้จัดการมันมาตลอด
หลินหว่านหรงเข้าสู่ลานบ้าน ถึงกระนั้นกลับเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าบ้านเขาไม่ขยับเขยื้อน
“ใคร?” หลินหว่านหรงตวาดเสียงดัง ในเมืองจินหลิงนี้ คนที่เขารู้จักนับได้ในหนึ่งฝ่ามือ
“พี่หลิน ท่านกลับมาแล้ว” เสียงสดใสเสียงหนึ่งแว่วเข้ามา แฝงด้วยความปีติยินดีเล็กน้อย