ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 32 ตอนที่ 32
ตอนที่ 32 ผ่านสามด่านต่อเนื่อง (1)
หน้าผากของหลินหว่านหรงมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย เขาเป็นนักศึกษาดีเด่นของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพียงแต่สิ่งที่เขาเรียนคือสายวิทยาศาสตร์ เป็นนักศึกษาสายวิทย์ของแท้ หากให้เขาแก้ปัญหาแคลคูลัสที่สลับซับซ้อนหลายข้อถือเป็นเรื่องง่ายดาย หรือให้เขาอ่านตำราดูตัวอักษร แม้กระทั่งท่องโคลงกลอนโบราณสักหลายบทก็ไม่มีปัญหา แต่ให้เขาเขียนคัมภีร์สามอักษรจากความจำ ช่างสร้างความลำบากใช้เขาโดยแท้
ดูท่าว่าในโลกแห่งนี้ หากเขาท่องโคลงกลอนไม่กี่บทนี่ไม่ได้ ก็คงต้องอยู่ในจำพวก “แอบลักลอบเข้าเมือง” แล้วล่ะ ตอนนี้หลินหว่านหรงรู้สึกขอบคุณคุณพ่อที่เป็นครูสอนภาษาจีนเด็กประถมอย่างยิ่ง หากไม่ใช่ท่านที่บังคับให้เขาท่องถังซือ ซ่งฉือพวกนี้ตั้งแต่เด็ก เกรงว่าเวลานี้ตัวเองคงกลายเป็นคนไม่รู้หนังสือในโลกนี้จริงๆ แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในใจของหลินหว่านหรงทอดถอนใจด้วยความหดหู่ จากนั้นจึงหยิบพู่กันขึ้นมา การถือพู่กันเขียนอักษรเคยฝึกในชั้นเรียนเสริมช่วงก่อนอายุสิบขวบ ส่วนคัมภีร์สามอักษรนั้นก็จดจำสิบสองตัวอักษรด้านหน้าที่คนท่องติดปากกันได้
หลินหว่านหรงแอบขุดหลุมศพบรรพบุรุษของตาเฒ่าเว่ยไปสิบกว่ารอบ ตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เช่นนั้นก็ฝืนทำไปก็แล้วกัน
โชคยังดีที่เขาหน้าหนาสุดๆ เมื่อประสบเหตุไม่บังเกิดความขลาดกลัว หยิบพู่กันขึ้นมาทันที สะบัดขวับๆ ลงบนกระดาษแผ่นนั้นเป็นจำนวนสิบสองตัวอักษร “คนแต่เดิม สันดานดี ล้วนไม่ต่าง นิสัยแตกต่าง”[footnoteRef:1] จากนั้นจึงโยนสะบัดมือขวาเบาๆ คราหนึ่ง พู่กันด้ามนั้นก็ร่วงลงบนที่แท่นหมึก [1: หมายความว่าเดิมทีมนุษย์เกิดมาเป็นคนดีเหมือนกัน แต่เมื่อนานวันเข้า ด้วยสภาพแวดล้อม การศึกษา และการดำเนินชีวิต จึงทำให้ดีเลวแตกต่างกัน]
ด้วยอารมณ์อันปั่นป่วนของเขา ตัวอักษรหลายตัวนี้จึงดูหยาบกระด้าง บิดเบี้ยวและเอนไปมา หากแค่ดูเดี่ยวๆ ก็ยังพอฝืนดูออกว่าคือตัวอะไร เพียงแต่พอนำตัวอักษรหลายตัวนี้มาเชื่อมต่อกัน ถึงแม้จะไม่ได้โดดเด่น แต่ก็ยังแฝงความรู้สึกเป็นอิสระไม่ผูกมัดอยู่หลายส่วน
“ด้านหลังจำไม่ได้แล้ว” หลินหว่านหรงมองเจ้าคนนั้น พูดโดยปราศจากความประหวั่นพรั่นพรึงใดๆ
วันนี้เหล่าบ่าวไพร่ที่มาทดสอบหากไม่ถึงร้อยก็ต้องมีแปดสิบคน ทว่าผู้ที่มีท่วงที “ยิ่งใหญ่ไม่ผูกมัด” เช่นหลินหว่านหรงนี้กลับยังไม่เคยพบเห็นจริงๆ
บ่าวคนนั้นไม่ถูกชะตากับท่าทางโอหังของเขาจึงกล่าวขึ้นเสียงดังว่า “เขียนอักษรต้องหยิบจับวางเบาๆ ไม่มีผู้ใดเคยสอนเจ้าหรืออย่างไร? นี่เป็นถึงแท่นหมึกฮุย (หมึกจากฮุยโจว ซึ่งเป็นหมึกที่มีชื่อเสียง) ชั้นดี หากทำพังเจ้าจะชดใช้ไม่ไหว”
แป้นหมึกฮุยอะไรกัน หลินหว่านหรงไม่ได้สนใจเลยสักนิด ครั้นเห็นบ่าวคนนี้ใช้อำนาจผู้อื่นมากดขี่น้ำเสียงไม่เป็นมิตร หลินหว่านหรงก็แค่นเสียงออกจากจมูกครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า “เมื่อครู่รองพ่อบ้านผางแค่ให้ข้าเข้ามาทดสอบ แต่ไม่ได้บอกว่าอะไรคือแท่นหมึกฮุย กลับได้รับการชี้แนะจากสหายตรงนี้แล้ว”
เมื่อบ่าวคนนี้ได้ยินชื่อรองพ่อบ้านผางสีหน้าพลันเปลี่ยนแปลง เค้นรอยยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “สหาย รองพ่อบ้านผางแนะนำเจ้ามาหรือ?”
ข้าใช้เงินแนะนำมา หลินหว่านหรงลอบหัวร่อและพูดในใจ เจ้าคนแซ่ผางรับเงินข้าไป ข้าก็จะต้องเค้นเอามาให้คุ้มมากที่สุด
“อืม ข้ารู้จักกับรองพ่อบ้านผางอยู่บ้าง ถึงกระนั้นตอนที่เข้ามาท่านก็กำชับเป็นพิเศษว่าให้พวกเราทำตามกฎอย่างตรงไปตรงมา อย่าได้ทำอะไรเป็นกรณีพิเศษ” หลินหว่านหรงเป็นงูที่เลื้อยพันไม้หลังจากถูกตี[footnoteRef:2] รีบใช้หน้าตาของรองพ่อบ้านผางทันที อย่างไรเสียเจ้านี้คงไม่กล้าพูดอะไร [2: หมายถึงผู้ที่ถูกทำร้ายใช้ผลประโยชน์จากจุดอ่อนของผู้โจมตีย้อนกลับไป เหมือนใช้ไม้ตีงูแต่งูกลับเลื้อยพันไม้ขึ้นมาทำร้ายเราแทน]
“นั่นมันแน่นอน นั่นมันแน่นอน” บ่าวผู้คุมสอบยิ้มหวาน นำป้ายชื่อส่งคืนให้หลินหว่านหรง “คุณชายหลินขอรับ ยินดีด้วย ท่านผ่านด่านแรกแล้วขอรับ” จากนั้นจึงชี้ไปที่สองคนซึ่งกำลังมองอึ้งอยู่ด้านข้างแล้วพูดว่า “พวกเจ้าถูกคัดออกแล้ว”
แค่เขียนสิบสองตัวอักษรแบบนี้ก็ผ่านแล้ว? หลินหว่านหรงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รู้ว่าเจ้านี่ซื้อหน้ารองพ่อบ้านผางจึงไม่ได้ขอบใจมัน หยิบป้ายชื่อแล้วเดินเข้าไปยังห้องที่สองทันที
สองคนซึ่งถูกคัดออกร้องไห้พร้อมกับพูดออกมาว่า “ไม่ยุติธรรม! ไม่ยุติธรรม! ทำไมมันผ่านแล้วพวกเราไม่ผ่าน”
บ่าวผู้คุมสอบยิ้มเยาะแล้วพูดว่า “ผู้อื่นเขาเป็นใครกัน แล้วพวกเจ้าล่ะเป็นใคร พวกเจ้าไม่ลองคิดดูบ้างหรือ? อักษรไม่กี่ตัวนี้พวกเจ้าเขียนออกมาได้หรือไม่?”
เขานำกระดาษที่หลินหว่านหรงเขียนอักษรโยนไปตรงหน้าสองคนนั้น แม้บนกระดาษจะมีเพียงสิบสองตัวอักษร ซ้ำยังโย้ไปโย้มาอีก ทว่าเมื่อเทียบกับบ่าวซึ่งเกิดจากครอบครัวอันยากจนเหล่านี้แล้วก็นับว่าโดดเด่น นำสองคนที่ถูกคัดออกนี้มารวมกันก็ยังเขียนไม่ถึงแปดตัวอักษร
หลินหว่านหรงไม่สนว่าพวกมันจะค้านหรือไม่ค้าน ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร การผ่านด่านถึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่แท้จริง เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็มาถึงห้องที่สอง มีคนร่วมอาชีพหลายคนกำลังถือกระดาษแผ่นหนึ่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เช่นกัน หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของเจ้าหลายคนนี้เหมือนจะคั้นน้ำออกมาได้อย่างไรอย่างนั้น
ผู้คุมคนหนึ่งรับป้ายชื่อของหลินหว่านหรงมา จากนั้นจึงเปิดกล่องไม้แล้วส่งให้หลินหว่านหรง พูดด้วยหน้าตาไร้อารมณ์ว่า “หยิบขึ้นมาคำถามหนึ่งเถอะ”
“นี่มันหัวข้ออะไร?” หลินหว่านหรงไม่ได้เลอะๆ เลือนๆ เหมือนผู้สมัครคนอื่น เขาต้องรู้สถานการณ์ให้ชัดแจ้งก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“ให้เจ้าหยิบก็หยิบขึ้นมา ไหนเลยจะพูดมากอะไรเช่นนั้น?” บ่าวคนนี้ดูท่าเมื่อคืนคุณภาพชีวิตทางเพศคงไม่ค่อยดีนัก อารมณ์จึงร้ายไม่เบา
“ตอบปัญหา ตอบถูกถึงจะผ่านด่านต่อไปได้” ผู้มารับคัดเลือกเป็นบ่าวซึ่งกำลังกลัดกลุ้มจนผมแทบจะร่วงอยู่ด้านข้างคนหนึ่งเมื่อได้ฟังคำหลินหว่านหรงจึงพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
ที่แท้ก็แบบนี้ หลินหว่านหรงเข้าใจแล้ว นี่คือการตอบปัญหาทันที สิ่งที่ทดสอบคือปัญญาของพวกบ่าวไพร่
เขาหยิบแผ่นกระดาษพับขึ้นมาจากกล่องไม้แผ่นหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็กลับเห็นบนนั้นเขียนเพียงสองประโยคเท่านั้น “คนหนึ่งข้ามสะพานไม้ ด้านหน้ามีหมาป่า ด้านหลังมีเสือ คนผู้นี้ไปอย่างรวดเร็ว ขอถามว่าเขาไปอย่างไร?”
เป็นลม คนบนโลกนี้ก็ชอบเล่นประลองเชาวน์ด้วยหรือ? หลินหว่านหรงหัวเราะร่าในใจ ถึงกระนั้นกลับแกล้งครุ่นคิดด้วยท่าทางลำบากใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมาว่า “หรือว่าจะเป็น——เป็นลมไป?”
“ตอบถูก!” บ่าวคุมสอบคนนั้นมองเขาแวบหนึ่ง เจ้านี่จะต้องเคยอ่านคำถามนี้จากที่ไหนมาก่อนแน่ ไม่เช่นนั้นคงตอบรวดเร็วขนาดนี้ไม่ได้ โชคถือว่าไม่เลวจริงๆ
“คัดค้าน คัดค้าน!” บ่าวคุมสอบกำลังจะประกาศให้หลินหว่านหรงผ่านไปด้านถัดไป แต่กลับได้ยินผู้สมัครเป็นบ่าวคนหนึ่งร่ำร้องเสียงดัง ในห้องนี้มีผู้สมัครสามคน นอกจากหลินหว่านหรงแล้ว อีกคนเพิ่งตอบคำถามของหลินหว่านหรงไปเมื่อสักครู่ ส่วนอีกคนก็คือคนที่กำลังคัดค้านเสียงดังผู้นี้
“เจ้าคัดค้านอะไร?” บ่าวผู้คุมสอบกล่าวอย่างมีน้ำโห “ที่นี่เจ้าสามารถคัดค้านได้ด้วยหรือ?”
บ่าวคนนั้นเห็นว่าตัวเองตอบคำถามไม่ได้จนใกล้จะถูกคัดออกจึงคิดดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย รีบพูดขึ้นว่า “สิ่งที่ข้าคัดค้านก็คือเหตุใดถึงให้คำถามง่ายแก่มัน ส่วนของข้ากลับเป็นคำถามที่ยากขนาดนี้? ขอเพียงเจ้าตอบคำถามของข้าได้ก็ให้ถือว่าข้าถูกคัดออก ซ้ำยังยินยอมพร้อมใจอีกด้วย”
บ่าวผู้คุมสอบตะคอกว่า “คำถามพวกนี้เป็นพวกเจ้าเองที่หยิบขึ้นมา! เจ้าทำแบบนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังสงสัยว่าผู้คุมสอบอย่างข้าทุจริต?”
“ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้” หลินหว่านหรงกล่าวขึ้นระคนยิ้ม “ไม่ทราบว่าที่อยู่ในมือของสหายท่านนี้คือคำถามอะไร ให้ผู้น้อยลองเดาดูหน่อย”
เจ้าคนนั้นหยิบแถบกระดาษในมือตนเองขึ้นมา แล้วอ่านเสียงดังว่า “เนื้อสุกห้าส่วนมาเจอกับเนื้อสุกหกส่วน เหตุใดพวกมันถึงไม่ทักทายกัน?”
“เพราะพวกมันไม่สนิท[footnoteRef:3]ไง สหาย” หลินหว่านหรงกล่าวระคนหัวเราะด้วยความจนใจ คำถามกระจอกแบบนี้ยังต้องใช้สมองคิดอีกหรือ [3: คำว่าฉู (熟) ที่แปลว่าสุก กับคำว่าฉู (熟) ที่แปลว่าสนิทเขียนและอ่านออกเสียงเหมือนกัน ในที่นี้คือเล่นคำระหว่าง ไม่สุกกับไม่สนิท ]
อ้อ เจ้าคนที่คัดค้านนั่นพูดไม่ออกไปเสียแล้ว หรือว่าตัวเองจะโง่เกินไปจริงๆ มันได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ไม่มีหน้าที่จะอยู่อีกต่อไป จึงถอยออกไปฝุ่นตลบ ส่วนผู้รับคัดเลือกบ่าวที่เหลืออีกคนหนึ่งนั้นรู้สึกเคารพนับถือหลินหว่านหรงอย่างเปี่ยมล้น
หลินหว่านหรงผ่านสองด่านนี้ต่อเนื่องอย่างสบายๆ เช่นนั้นจึงลอบหัวร่อในใจ การคัดเลือกบ่าวของตระกูลเซียวนี้ชอบทำใหญ่โตเสียจริง ต้องรู้หนังสือมีความรู้ ต้องมีเชาวน์ปัญญาอีก หรือจะบ่มเพาะให้บ่าวกลายเป็นบัณฑิตให้ได้หรือไร