ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 31 ตอนที่ 31
ตอนที่ 31 การแข่งขันคัดเลือกบ่าวรับใช้ (2)
“เจ้ามาหาพ่อบ้านเช่นข้ามีธุระอันใด?” รองพ่อบ้านผางยังถือว่าพึงพอใจต่อท่าทีของหลินหว่านหรง แต่มันก็ไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าเจ้าคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาเลียแข้งเลียขามันนี้จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่บอกใครไม่ได้แน่
หลินหว่านหรงชูนิ้วโป้งให้รองพ่อบ้านผาง “ได้คุยกับคนฉลาดหลักแหลมเช่นท่านนี้ประหยัดเรื่องราวไปได้มากขอรับ” เขาเพ่งมองไปทั่ว ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำว่า “ไม่ขอปิดบังท่านพ่อบ้านใหญ่ผางแล้ว เดิมวันนี้ข้ามาสอบ ทว่าน่าเสียดายที่ที่บ้านเกิดเรื่องทำให้เดินทางล่าช้า นี่ ไม่สิ! เลยเวลาไปแล้ว ดังนั้นจึงอยากขอรบกวนให้ท่านพ่อบ้านใหญ่ผางช่วยเหลือสักหน่อย ให้ข้าได้เข้าไปลองดูขอรับ”
รองพ่อบ้านผางกล่าวด้วยเสียงเป็นการเป็นงานว่า “เหตุใดเจ้าคนนี้ถึงไม่รู้จักเวลานะ เวลาเท่ากับทอง แต่ทองไม่อาจซื้อเวลาได้ เจ้ารู้หรือไม่? มีตั้งกี่คนที่อยากมาเป็นบ่าวของพวกเรา เจ้ารู้หรือไม่? มีตั้งกี่คนที่อยากมีโอกาสทดสอบครั้งแรกนี้ เจ้ารู้หรือไม่?”
รองพ่อบ้านผางพูด “เจ้ารู้หรือไม่” อยู่เนืองๆ ฟังจนหลินหว่านหรงหงุดหงิดโมโห ทว่าในเวลานี้คนที่อยู่ใต้ชายคาจำต้องต้องแสร้งทำตัวอ่อนน้อม (ต้องทำตัวอ่อนน้อมเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ด้อยกว่า) หลินหว่านหรงพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “ท่านพ่อบ้านสั่งสอนได้ถูกต้องขอรับ ข้าหวังว่าจากนี้ไปจะได้มีโอกาสอาศัยใต้ร่มไม้ของท่านพ่อบ้านผางมากกว่านี้ ได้ฟังคำสั่งสอนจากท่านมากกว่านี้ เพื่อให้ข้าได้เติบใหญ่อย่างแข็งแรงมากกว่านี้ขอรับ”
เมื่อกล่าวจบเขาก็รู้สึกขยะแขยงเอง จึงกล่าวทักทายบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของรองพ่อบ้านผางคนนี้ไปรอบหนึ่ง
รองพ่อบ้านผางเห็นเขาเป็นคนหนุ่มที่ควรค่าแก่การสั่งสอน ฝีมือในการประจบประแจงก็ยอดเยี่ยม เป็นคนที่บ่มเพาะให้ดีได้ ในใจจึงเกิดความรู้สึก “รักผู้มีความสามารถ” ขึ้นมาหลายส่วน
เรื่องนี้สำหรับรองพ่อบ้านผางช่างง่ายดายยิ่งนัก แต่การเป็นคนใหญ่โตต้องมีนิสัยนี้ เรื่องเล็กต้องพูดให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ต้องพูดให้ใหญ่ขึ้นไปอีก ส่วนรองพ่อบ้านผางนั้นเป็นเอกทางด้านนี้ มันจงใจขมวดหัวคิ้วแล้วพูดว่า “เช่นนี้หรือ จากนี้ไปให้สั่งสอนเจ้าให้มากก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ ต้องดูว่าเจ้ามีบุญหรือเปล่า ถึงข้าจะอยู่ในระดับผู้ดูแล แต่การรับคนคราวนี้จัดการโดยเบื้องล่าง คนเยอะปากมาก ข้าก็สอดมือไม่ค่อยได้ ——”
เมื่อกล่าวยังไม่ทันจบก็เห็นแสงขาววาววับในมือหลินหว่านหรง เงินอีกหนึ่งตำลึงปรากฏตรงหน้า รองพ่อบ้านผางดวงตากระจ่างวูบ รอยยิ้มบนใบหน้าเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
หลินหว่านหรงกลั้นความหุนหันที่อยากจะอัดหน้าเจ้าหมูตัวนี้ไว้ แล้วกล่าวกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มว่า “ยังคงต้องให้ท่านพ่อบ้านผางช่วยเหลือสักหน่อยขอรับ”
“เช่นนี้หรือ ก็ได้ ข้าจะเข้าไปลองดูก็แล้วกัน บางทีพวกมันอาจจะไว้หน้าบางๆ ของข้าก็ได้ เจ้าจงรอสักประเดี๋ยว” รองพ่อบ้านผางหยิบเงินเข้าแขนเสื้อ “อย่างมีชั้นเชิง” จากนั้นก็วูบกายเข้าไปในห้องทดสอบ
หลินหว่านหรงถ่มน้ำลายหนักกับเงาหลังของมัน แม่มันนี่เรื่องอะไรกัน ไปเป็นคนใช้ตระกูลเซียวยังต้องขอร้องให้คนรับตัวเองอีก บ่าวปลายแถวของตระกูลเซียวเงินเดือนเดือนหนึ่งยังไม่ถึงสองตำลึงเลย ตัวเองติดสินบนก็จ่ายไปสองตำลึงแล้ว จ่ายเงินเพื่อไปปรนนิบัติคน นี่ไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวอย่างนั้นหรือ?
ตกต่ำจนถึงขั้นนี้ หลินหว่านหรงรู้สึกดูถูกตัวเองบ้างแล้ว แม่เอ๊ย พอเข้าไปจะต้องเอาเงินต้นกลับคืนมาสิบเท่าให้จงได้ เขาเคียดแค้นเกรี้ยวกราดไปทั่ว ทั้งยังรู้สึกไม่พอใจตาเฒ่าเว่ยอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เจ้าแก่นี่วางกับดักเอาไว้ เขาจะโผล่มาที่นี่ได้อย่างไรกัน?
เมื่อมีเงินเบิกทางเรื่องก็ราบรื่นอย่างยิ่ง ไม่นานนักรองพ่อบ้านผางก็ออกมา กล่าวระคนยิ้มว่า “เรียบร้อย ยังดีที่ข้าพอมีหน้าอยู่บ้าง ตอนนี้เจ้าเข้าไปได้แล้ว แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องอาศัยตัวเจ้าเองแล้ว จากสถานการณ์ตอนนี้ข้าช่วยได้ถึงตรงนี้เท่านั้น”
จากสถานการณ์ตอนนี้? ครั้นเข้าหูคนฉลาดหลักแหลมอย่างหลินหว่านหรงย่อมรู้ความหมายแฝงในคำพูดของมันแน่ เงินสองตำลึงย่อมแลกมาได้เพียงโอกาสในการเข้าไปสอบเท่านั้น หากจ่ายถึงสองร้อยตำลึง ไม่แน่ว่าไอ้เจ้ารองพ่อบ้านผางคนนี้จะไปเอาข้อสอบมาให้เขาเลยด้วยซ้ำ
เจ้าบ้ารองผางคนนี้ละโมบไม่น้อย หลินหว่านหรงหงุดหงิดโมโหอยู่ในใจ แต่ถึงกระนั้นก็กลับไม่ได้แสดงออกมาบนใบหน้า ยิ้มด้วยความเคารพนบนอบแล้วพูดว่า “ผู้น้อยต้องขอบพระคุณการชี้แนะและการดูแลจากท่านพ่อบ้านผางมากเลยขอรับ”
รองพ่อบ้านผางส่งเสียงอืมออกมาคำหนึ่งด้วยความพึงพอใจแล้วพูดว่า “เจ้าเป็นคนหัวไว ข้าชอบเจ้า อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ”
“ขอรับ ขอรับ” หลินหว่านหรงยิ้มแต่เปลือกนอก
“อ้อ ใช่แล้ว เจ้าชื่ออะไรล่ะ?” รองพ่อบ้านผางถาม
“ข้าชื่อหลินซานขอรับ” หลินหว่านหรงตอบ
“หลินซาน?” รองพ่อบ้านผางสีหน้าแปรเปลี่ยนโดยพลัน “เจ้าคือหลินซาน?”
“ใช่ขอรับ” หลินหว่านหรงอึ้ง เราดังมากเลยเหรอ? ทำไมเจ้านี่ท่าทางเหมือนรู้จักเราอย่างนั้นล่ะ
สีหน้าของรองพ่อบ้านผางแปรเปลี่ยนไปทันที ควักเงินสองตำลึงที่เพิ่งจะซ่อนเอาไว้ในแขนเสื้อเมื่อครู่ออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วส่งมอบสู่มือหลินหว่านหรง จากนั้นจึงกล่าวยิ้มแหยๆ ว่า “ฮิฮิ นี่ คุณชายหลิน ช่างน่าอาย เมื่อครู่ข้าไม่รู้ว่าท่านผู้ใหญ่ให้เกียรติมาเยือน ขอให้ท่านให้อภัยด้วยขอรับ ท่านจงรีบเข้าไปเถิด รีบเข้าไป”
คราวนี้ถึงตาหลินหว่านหรงที่นิ่งอึ้งไปบ้างแล้ว เจ้านี้สมองมันช็อตหรือยังไง ทำไมถึงกลายเป็นมีท่าทีเกรงอกเกรงใจขึ้นมาทันทีแบบนี้ได้? ฟังจากความหมายแล้วเหมือนจะรู้จักเรา หรือว่า——
แสงแห่งปัญญาในสมองหลินหว่านหรงสว่างวาบ ใช่แล้ว! ใช่แล้ว! จะต้องเป็นตาเฒ่าเว่ยที่ฝากฝังเอาไว้ก่อนหน้านี้แน่ ได้ยินว่าตาเฒ่าเว่ยเป็นบ่าวระดับสูงในตระกูลเซียวนี้ ถือเป็นคนเก่าคนแก่ จากการที่เขาไม่อยู่ที่ตระกูลเซียวแต่กลับไปอยู่ข้างทะเลสาบเสวียนอู่ก็พอดูออก ตาเฒ่าเว่ยมีหน้ามีตาในตระกูลเซียวไม่น้อย ทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ยังไม่กำทุกอย่างอยู่ในมือเช่นนั้นหรือ
หลินหว่านหรงยกผลงานให้ตาเฒ่าเว่ยที่หายสาบสูญไป ให้ข้าเปลืองน้ำลายพูดจาประจบประแจงเสียเปล่า หลินหว่านหรงโมโหอยู่ในใจ เมื่อเห็นสีหน้าประจบเอาใจที่มีอยู่เต็มใบหน้าเจ้ารองพ่อบ้านผางคนนี้ สีหน้าท่าทางตรงข้ามกับก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง สถานะของทั้งสองคนกลับตาลปัตร
เขาไม่ยื่นมือไปตบหน้าคนกำลังยิ้ม อีกอย่างเมื่อครู่ตัวเองเพิ่งจะประจบเอาใจเจ้ารองพ่อบ้านผางคนนี้อย่างเลอะเทอะ ถึงหนังหน้าของหลินหว่านหรงจะหนา แต่เวลานี้ก็อดละอายอยู่บ้างไม่ได้ จึงไม่พูดกับรองพ่อบ้านผางให้มากความอีก รับเงินในมือของมันมาแล้วปราดเข้าไป
ก่อนเข้าห้องจะมีโต๊ะลงทะเบียนหนึ่งโต๊ะ บ่าวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะกล่าวอย่างอารมณ์เสียว่า “ชื่อแซ่——”
“หลินซาน” หลินหว่านหรงตอบ
“ท่านก็คือหลินซาน?” บ่าวคนนั้นมองเขาแวบหนึ่ง ลุกยืนขึ้นมาทันที สีหน้าดีขึ้นมาก กล่าวด้วยความพินอบพิเทา “คุณชายหลิน รีบนั่งขอรับ”
ตาเฒ่าเว่ยนี้ดูท่าว่าจะจัดการเรื่องราวได้ดีมาก ประสานงานถึงทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง มุมมองที่หลินหว่านหรงมีต่อตาเฒ่าเว่ย “เปลี่ยนแปลง” ไปเล็กน้อย นั่งลงบนม้านั่งด้วยท่าทางใหญ่โต
บ่าวที่รับผิดชอบการลงชื่อครั้นเห็นความยิ่งใหญ่ของเขาจึงยิ่งไม่กล้าที่จะชักช้า นั่งอยู่ตรงนั้น คัดลอกชื่อเขาลงบนกระดาษใบเล็กๆ ด้วยท่าทางเคารพนบนอบ จากนั้นจึงส่งมอบให้เขาด้วยสองมือ “คุณชายหลิน เชิญท่านด้านในขอรับ”
หลินหว่านหรงผงกศีรษะ ตาเฒ่าเว่ยนี้ไม่เสียทีที่ทำงานเป็นบ่าวระดับสูงของตระกูลเซียว ฝากฝังอย่างทั่วถึงจริงๆ
เมื่อเข้ามาในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง มีผู้สมัครบ่าวรับใช้หลายคนกำลังใช้มือถือพู่กัน เกาหัวเกาหูท่าทางกลัดกลุ้มอยู่เต็มใบหน้าอยู่หน้ากระดาษขาวใบหนึ่ง หลินหว่านหรงมองดูแวบหนึ่ง ก็เห็นคนเหล่านั้นเขียนตัวอักษรบิดๆ เบี้ยวๆ บนกระดาษขาวหลายตัว ไม่ต้องพูดว่าน่าเกลียดแค่ไหน เหมือนไส้เดือนกำลังเลื้อยเสียมากกว่า
“เคยท่องคัมภีร์สามอักษร[footnoteRef:1]มาแล้วสิ? เขียนจากความจำมาสักหลายประโยค” คนผู้หนึ่งส่งพู่กันให้หลินหว่านหรงด้ามหนึ่ง รับป้ายชื่อของเขามามองแวบหนึ่ง แต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีเคารพนบนอบอย่างหลายคนก่อนหน้า กล่าวกับหลินหว่านหรงด้วยท่าทางรำคาญ [1: คัมภีร์สามอักษรหรือซันจื้อจิง ใช้เป็นแบบสอนอ่านเบื้องต้น วางพื้นฐานความรู้และความประพฤติที่ดีงาม เป็นทั้งแบบเรียนอักษรพื้นฐานและความรู้พื้นฐานสำหรับผู้เริ่มเรียนของจีน เป็นคำสอนในแนวทางปรัชญาขงจื๊อได้รับความนิยมแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน]
“เขียนคัมภีร์สามอักษรจากความจำ?” หลินหว่านหรงสูดลมหายใจหนาวเหน็บเข้าไปคำหนึ่ง ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดเจ้าหลายคนก่อนหน้านี้ถึงได้หน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้น คนพวกนี้มาสมัครเป็นบ่าวครอบครัวย่อมยากจนข้นแค้น มีไม่กี่คนที่รู้หนังสือ หากให้ขึ้นเขาตัดฟืนกลับยังจะทำได้เสียมากกว่า ให้พวกมันถือพู่กันเขียนอักษรมิใช่สร้างความลำบากให้พวกมันหรอกหรือ