ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 5 ตอนที่ 5

#5บทที่ 5

ตอนที่ 5 ที่แท้เจ้าก็เป็นสาวน้อย (2)

“พี่เซียว กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี” หลินหว่านหรงยิ้มหยันแล้วพูดว่า “ก็เป็นดั่งที่พี่เซียวกล่าว ข้าหาใช่คนร่ำเรียนหนังสือจริงๆ” ครั้นเห็นในดวงตาเซียวชิงเซวียนปรากฏความกระอักกระอ่วนใจ อยากเอ่ยอะไรออกมา ถึงกระนั้นกลับถูกเขาโบกมือตัดบทอย่างไร้ไมตรี

เซียวชิงเซวียนทำได้เพียงกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ยิ้มน้อยๆ ให้หลินหว่านหรง เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ท่าทางงดงามเช่นนั้นทำให้หลินหว่านหรงใจเต้นเร็วรี่อีกครั้ง รีบเบือนหน้าหนีไปอีกครั้งไม่ยอมมองดูเขา

ไอ้เจ้ากะเทยนี่กลับสปาร์คเขาได้ หลินหว่านหรงโมโหยิ่งนัก ถึงกระนั้นกลับทำอะไรเขาไม่ได้

ยากเย็นยิ่งนักกว่าจะค่อยๆ ปรับความรู้สึกขยะแขยงที่มีอยู่ภายในใจได้ หลินหว่านหรงไม่มองหน้าของเจ้ากะเทยผู้นี้อีก กล่าวต่อไปว่า “แม้ข้าจะไม่ใช่คนร่ำเรียนหนังสือ และไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับการไม่ยอมปรับตัวจมอยู่กับสิ่งที่มีในอดีตแบบนี้เช่นกัน แต่ข้าคิดว่านี่จะโทษพวกเขาไม่ได้ เพราะต้นตอของปัญหามิได้อยู่ที่พวกเขา”

“หาอยู่บนตัวพวกเขา?” คุณชายกะเทยเซียวชิงเซวียนผู้นี้ ขมวดคิ้วงามพร้อมเอ่ยว่า ”ไม่ทราบว่าพี่หลินหมายความเช่นไร”

หลินหว่านหรงกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “ง่ายดายมาก สิ่งที่พวกเรามองเห็นในปัจจุบันเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนของประชาชนในประเทศ ส่วนประชาชนก็เป็นมาตรวัดสถานการณ์ในการใช้นโยบายปกครองบ้านเมืองของประเทศ อ้อ ไอ้ของอย่างเจ้ามาตรวัดนี่ ท่านเข้าใจหรือไม่?”

เซียวชิงเซวียนแสดงท่าทางพอฝืนจะเข้าใจได้ หลินหว่านหรงคร้านจะอธิบายเขาเช่นกัน เขาจึงพูดต่อไปว่า “การมีบัณฑิตมากหลาย สตรีผู้มีความรู้มากมีบนทะเลสาบเซวียนอู่ในปัจจุบันที่ท่านเห็น ก็เป็นผลมาจากการชี้นำมติมหาชน”

หลินหว่านหรงยังคงไม่อาจปรับตัวเข้ากับโลกแปลกใหม่แห่งนี้ได้ ดังนั้นจึงเรียกสถานที่แห่งนี้โดยตรงว่า “ประเทศนี้”

“การชี้นำมติมหาชน?” เห็นชัดว่าเซียวชิงเซวียนประสบกับปัญหาด้านคำศัพท์อีกครั้ง ขมวดหัวคิ้วด้วยท่าทีน่าดูชม ท่าทางอันงดงามเช่นนั้นทำให้หลินหว่านหรงนึกถึงวลีคลาสสิคที่ว่า ไซซีกุมใจ (ตรงตัวคือท่าทางเจ็บป่วยของไซซี ทว่ายังคงงดงามอยู่ เปรียบเปรยถึงท่าทีที่งดงามที่สุดของหญิงสาว)

ทำไมถึงนึกถึงคำเปรียบเปรยที่น่าขยะแขยงแบบนี้ออกมาได้ หลินหว่านหรงรีบส่ายหน้า ไล่ความคิดอันน่ากลัวออกไปจากจิตใจ

เซียวชิงเซวียนมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวด้วยท่าทางเขินอายว่า ”หลินเซียนเซิง (ในที่นี้เซียนเซิงคือคำใช้เรียกยกย่องสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าซึ่งมีอายุมากกว่าตนเอง) ท่านอธิบายข้าได้หรือไม่ว่าการชี้นำมติมหาชนหมายถึงสิ่งใด?”

เจ้าหนุ่มนี่พอเป็นเรื่องเรียนก็กัดไม่ปล่อยจริงๆ ตอนนี้มาเรียกหลินเซียนเซิงเสียแล้ว พอนึกถึงความหมายอีกอย่างของเซียนเซิง (สามี) หลินหว่านหรงก็พลันขนลุกขนพองไปทั่วทั้งร่าง หากต้องเป็นสามีของกะเทยไม่สู้ขอให้พระเจ้าตอนเขาทิ้งเสียดีกว่า

“พี่เซียว ต่อไปขอให้ท่านอย่าเรียกข้าว่าเซียนเซิงอีกเลยได้หรือไม่? ว่ากันตามความจริงแล้ว ข้าค่อนข้าง ค่อนข้าง แพ้คำเรียกขานนี้อยู่บ้าง” หลินหว่านหรงอดขมวดคิ้วกล่าวไม่ได้

เซียวชิงเซวียนตะลึงงัน จากนั้นจึงตอบรับทันทีว่า “ได้ หลินเซียนเซิง”

หลินหว่านหรงมองค้อนตาด้วยความจนใจ ไอ้เจ้ากะเทยนี่ นิสัยแก้ไม่หายจริงๆ

เห็นชัดว่าเซียวชิงเซวียนรู้สึกถึงความผิดพลาดของตัวเองได้ ใบหน้าขาวประดุจหยกก็แดงขึ้นมาเช่นกัน รีบหัวเราะให้เขาอย่างรู้สึกผิด

ขี้เกียจจะไปถือสากับมันแล้ว นี่ยังถือเป็นครั้งแรกที่ได้พูดกับคนคนหนึ่งมากถึงขนาดนี้หลังจากหลินหว่านหรงมาถึงที่นี่ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเกือบทำให้เขาอึดอัดตายแล้ว อย่างไรเสียสิ่งที่เขามีก็คือเวลา ณ สถานที่เส็งเคร็งนี่ อยากจะหาคนมาฟังเขาบ่นเรื่องพวกนี้ช่างยากเสียจริง

“การชี้นำมติมหาชนที่ว่าก็คือการชวนเชื่อ ขอเพียงควบคุมทิศทางที่จะทำการชวนเชื่อให้ดี จะสร้างมติมหาชนเช่นไรออกมาก็ไม่มีปัญหา ท่านอยากให้บัณฑิตพวกนี้ร้องรำทำเพลง เช่นนั้นก็ร้องรำทำเพลง อยากให้พวกมันมีใจเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง เช่นนั้นก็สละเพื่อชาติบ้านเมือง ทั้งหมดอยู่ที่ใช้การพลิกแพลงใช้งาน” หลินหว่านหรงกล่าวเรียบๆ

เซียวชิงเซวียนคนนี้เป็นคนหัวไว้ดังคาด เข้าใจความหมายเขาทันที กล่าวด้วยความตื่นเต้นดีอกดีใจว่า ”หลินเซียนเซิง ความหมายของท่านคือให้พวกเราควบคุมมติ——“ คำพูดของเขาเอ่ยเพียงครึ่งก็หยุดยั้งเอาไว้ เห็นชัดว่าเข้าใจความหมายแล้ว

เจ้าหนุ่มนี่เป็นคนมีความสามารถ ปฏิกิริยารวดเร็ว มิหนำซ้ำยังเข้าใจหลักการพูดเพียงสามส่วนอีกด้วย

หลินหว่านหรงยิ้มเยาะครั้งหนึ่ง พูดว่า “จะให้ร้องรำทำเพลงหรือชาติประสบเภทภัยขึ้นอยู่กับมาตรฐานของผู้ปกครอง ส่วนตอนนี้ถึงแม้จะเป็นชาติประสบเภทภัยก็ตาม แต่เจ้าบัณฑิตพวกนี้กลับยังร้องรำทำเพลงอยู่เช่นเคย มิได้รู้สึกถึงบรรยากาศอันตึงเครียดเลยสักนิด นี่จึงต้องพูดว่าเป็นความผิดพลาดของผู้ปกครอง”

แม้หลินหว่านหรงจะจับพลัดจับผลูมาที่นี่เพียงแค่เดือนเดียว แต่เดิมทีนั้นเขาไม่ใช่คนของที่แห่งนี้ ปราศจากแนวความคิดเจ้าผู้ปกครองเป็นใหญ่ เห็นฮ่องเต้ก็ไม่มีวันโขกศีรษะ ในกายจึงมีแต่ความหยิ่งทะนงอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้พอพูดจาขึ้นมาจึงคร้านที่จะพะว้าพะวงอะไร

ความจริงแล้ว คำพูดแบบนี้ก็มีแค่เจ้าหนุ่มผมเกรียนที่ปราศจากความหวั่นกลัวใดๆ ถึงจะกล้าพูดออกมา ส่วนคนอื่นต่อให้คิดก็ไม่กล้าพูดแสดงออกมาโดยตรง

เห็นชัดว่าเจ้าเด็กกะเทยแซ่เซียวมีใจภักดีปกป้องคนในราชวงศ์ เมื่อได้ยินการยิ้มเยาะของหลินหว่านหรง สีหน้าจึงย่ำแย่ไปเล็กน้อยชั่วขณะ และเอ่ยอย่างเย็นชาว่า ”หลินเซียนเซิง——พี่หลิน ข้าคิดว่าความจริงมิได้เป็นอย่างที่ท่านคิด ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอยู่ในวัยฉกรรจ์ ทุ่มเทปกครองบ้านเมือง การที่ข้าศึกใหญ่รุกรานทางเหนือคราวนี้ สำหรับหัวเซี่ย (ชื่อโบราณของประเทศจีน) อันยิ่งใหญ่อย่างพวกเรา แม้นว่าจะเป็นความท้าทาย ถึงกระนั้นก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาส จากความเข้าใจของข้า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงมีพระปณิธานอันยิ่งใหญ่ กำลังปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ ปรับปรุงหน่วยงานราชการ สั่งสมกำลัง หากศัตรูไม่สู้รบก็ช่าง หากสู้รบก็จะประสบชัยชนะ สร้างความฮึกเหิมให้กับประเทศจีนอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา”

เจ้าหนุ่มนี่กลับรู้จักการหาโอกาสในห้วงอันตราย ด้านวิสัยทัศน์กลับถือว่าเป็นอัจฉริยะ ถึงจะพูดจาได้ใหญ่โต แต่ไอ้คำพูดประเภทที่ว่าคิดฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอยู่ในวัยฉกรรจ์อะไรพวกนั้น ก็แค่เอามาหลอกเด็กอย่างเดียวล่ะไม่ว่า

แม้หลินหว่านหรงจะมาสถานที่แห่งนี้เพียงเดือนเดียว ถึงกระนั้นกลับเข้าใจว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระชนม์มายุเกินหกสิบชันษา แต่เนื่องจากสมัยเป็นหนุ่มน้อยใช้ชีวิตเหลวไหล จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังปราศจากองค์ชาย มีเพียงองค์หญิงสองพระองค์เท่านั้น อยู่ในวัยฉกรรจ์อะไรเล่า เกรงว่าตอนนี้เจ้าแก่นั่นคงไม่ขันนานแล้ว

สำหรับจะทุ่มเทปกครองบ้านเมืองหรือไม่ นั่นไม่ใช่ฮ่องเต้ที่มีสิทธิ์ขาดเพียงคนเดียว ประชาชนถึงจะเป็นหลักฐานที่ดีสุดต่างหาก แค่ความงดงามของจินหลิงกับไฟสงครามทางเหนือก็เป็นข้อเปรียบเทียบที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว ไอ้คำอย่างทุ่มเทปกครองบ้านเมืองเกรงว่าก็แค่แขวนเอาไว้ในศาลบรรพชนให้ฮ่องเต้เฒ่านั่นดูเล่นก็เท่านั้นเอง

เมื่อดูจากสีหน้าท่าทางของคุณชายเซียวคนนี้ที่มีความเชื่อมั่นต่อฮ่องเต้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลินหว่านหรงก็คร้านจะถกเถียงกับเขา แค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาคำหนึ่งแล้วพูดว่า “นับแต่โบราณกาลจะมีคุณธรรมหรือว่ากระทำผิดพลาดต่างต้องทิ้งให้ชนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน เสี่ยวเซียวในเมื่อเจ้าเชื่อมั่นต่อฮ่องเต้มากเกินกว่าปกติ เช่นนั้นข้าก็หวังว่าความรู้สึกของเจ้าจะไม่ผิดพลาด หวังว่าพระองค์จะสร้างความสุขแก่ราษฎรทั่วหล้า”

คุณชายกะเทยผู้นั้นได้ยินหลินหว่านหรงเรียกเขาว่าเสี่ยวเซียว เห็นชัดว่าไม่เคยได้ยินคำเรียกขานเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าจึงแดง ถลึงตามองหลินหว่านหรงอย่างดุดันครั้งหนึ่ง

หนังหน้าหลินหว่านหรงหนาประดุจกำแพงเมือง ย่อมทำเป็นมองไม่เห็นสายตารังเกียจของเขาแน่ กลับเป็นเด็กรับใช้คนสวยนั่นที่ใบหน้าแดงก่ำ กำหมัดน้อยๆ จนแน่น ประหนึ่งต้องการพุ่งเข้ามาเพื่อต่อยตีกับเขา

“ฟังจากความหมายของพี่หลิน คล้ายปราศจากความเชื่อมั่นต่อฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมาก?” สีหน้าคุณชายเซียวแย่ลงไปเรื่อยๆ มองหลินหว่านหรงพลางพูดคำหนึ่งหยุดคำหนึ่ง เขาพูดเพราะเกิดโทสะ บนร่างคล้ายมีความสูงศักดิ์น่ากดดันอะไรบางอย่าง บรรยากาศเช่นนั้นมิใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญอาจมีได้

น่าเสียดายที่หลินหว่านหรงมีภูมิคุ้มกันต่อพวกความสูงศักดิ์ อำนาจแห่งเจ้าบ้าบออะไรพวกนั้น ไอ้ความคิดเล็กคิดน้อยพวกนั้นของเขา ในสายตาของหลินหว่านหรงกลับเป็นเหมือนเด็กน้อยที่กำลังงอนอยู่ กลับเป็นริ้วสีแดงที่ผุดขึ้นมาบนหน้าเขาต่างหากที่ทำให้เขางดงามมากขึ้นเรื่อยๆ

หากข้า (ข้าในที่นี้คือ ข้า เอ็ง ไม่ใช่ข้าในภาษาโบราณ) อยากจะมีนายบำเรอดีๆ สักคนก็ต้องชุบเลี้ยงมันนี่ล่ะ จู่ๆ ในใจก็ผุดความคิดนี้ขึ้นมา ทว่ากลับทำให้หลินหว่านหรงตกใจยกใหญ่ นี่มันเป็นกะเทยชาติไหนของแม่งมันเนี่ย กลับเกือบทำให้ข้าเปลี่ยนรสนิยมทางเพศเสียแล้ว

“เชื่อมั่น?” หลินหว่านหรงมองเขาพลางหัวเราะ “เสี่ยวเซียว อย่านำความหวังไปฝากเอาไว้ที่ตาแก่ฮ่องเต้นั่นเลย ต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น”

“เจ้า——“ ครั้นได้ยินหลินหว่านหรงเรียกขานว่าตาแก่ฮ่องเต้ออกมาโดยตรงโดยปราศจากความเคารพนบนอบต่อองค์ฮ่องเต้ คุณชายเซียวคนนั้นโกรธจนทั้งใบหน้าแดงก่ำ ชี้ไปที่หลินหว่านหรงพลางพูดว่า “วาจาสามหาวเช่นนี้ เจ้าก็กล้าพูดออกมาได้?”

เขาโกรธเกรี้ยวจนแม้แต่ใบหูก็แดงไปด้วย รูเล็กๆ สองรูซึ่งพอมองเห็นได้ลางๆ บนติ่งหูซึ่งขาวใสราวกับหยกก็เห็นเด่นชัดขึ้นมา

“ที่แท้เจ้าก็เป็นแม่สาวน้อยนี่เอง” หลินหว่านหรงหลุดปากพูดออกมา

devc-75d0bbbd-32992ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 5 ตอนที่ 5