ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 8 ตอนที่ 8

#8บทที่ 8

ตอนที่ 8 “ผลิตภัณฑ์สามไม่” (1)[footnoteRef:1] [1: หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบสถานที่หรือผู้ผลิต ไม่ทราบวันหมดอายุ ไม่มีเครื่องหมายรับประกันคุณภาพสินค้า]

ถึงหลินหว่านหรงจะรู้สึกหงุดหงิดโมโหในใจ แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจต่อการกระทำเมื่อสักครู่ การสังหารสตรีผู้เลอโฉมหายสิ้นชีพเห็นชัดว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำให้มีความสุข หลินหว่านหรงนำจิตใจของอาคิวออกมาใช้อย่างเต็มที่[footnoteRef:2] จินตนาการระบายความรู้สึกใส่เซียวชิงเสวียน ปลอบโยนจิตวิญญาณที่ถูกทำร้ายของตนเอง [2: อาคิวเป็นตัวเอกจากบทประพันธ์เรื่อง เรื่องจริงของอาคิว ของนักเขียนชื่อดัง หลู่ซวิ่น โดยอาคิวจะมีนิสัยเลวร้าย ชอบหลอกตัวเองว่าคนอื่นเลวร้าย คนอื่นไม่ดี เพื่อปลอบใจตัวเอง]

ตอนนี้เขาเปียกมะล่อกมะแล่กไปทั้งตัว ตัวร้อนประดุจอัคคี ทั้งได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งได้รับพิษ

โชคดีที่จุดที่ขึ้นฝั่งนั้นอยู่ห่างจากสถานที่พำนักชั่วคราวของหลินหว่านหรงไม่ไกลนัก มิหนำซ้ำท้องฟ้าค่อยๆ มิดลง ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีใครพบร่องรอยของเขา

หลินหว่านหรงมองตรวจสอบเหลียวซ้ายและขวาไปรอบหนึ่ง ไม่พบความผิดปกติใด จึงกัดฟันกรอด หลบๆ ซ่อนๆ ตลอดทาง ยืนหยัดเดินไปยังที่พัก ตลอดทางไม่มีมีผู้ใดสนใจเขาเลย แม่สาวน้อยแซ่เซียวนั่นคล้ายกับไม่คิดจะค้นหาเขาจนถึงใจกลางเมือง ด้วยเหตุนี้หลินหว่านหรงจึงรู้สึกวางใจลงได้

พอมาถึงประตูบ้าน หลินหว่านหรงไม่อาจยืนหยัดต่อไปได้อีกแม้แต่อึดใจเดียว ล้มพับตัวอ่อนอยู่บนพื้น หอบหายใจหนักคำโต

เงาดำชราภาพเงาหนึ่งค่อยๆ เดินมาเบื้องหน้าหลินหว่านหรง กล่าวด้วยเสียงแหบพร่าว่า “เจ้ากลับมาแล้ว”

ดวงตาของเขาว่างเปล่า ประหนึ่งถูกคนควักออกไปสดๆ อย่างนั้น เผยให้เห็นรูกลวงๆ สองรู น่าหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัด

หลินหว่านหรงอยู่ร่วมกับเขามาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ไม่ได้หวาดกลัวเท่ากับตอนแรกขนาดนั้นอีก ผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า “ใช่แล้วล่ะ ท่านลุงเว่ย ข้าก็แค่ออกไปเดินเล่นเท่านั้น กลับไม่คิดว่าแทบจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียแล้ว”

นับตั้งแต่เขาอยู่ร่วมกับท่านลุงเว่ย ตลอดมาล้วนพูดจาด้วยความสัตย์จริง แน่นอนว่านอกจากประวัติความเป็นมาที่แท้จริงของเขา เพราะความจริงนั้นมันช่างยากที่จะรับได้ ยากที่จะจินตนาการได้เหลือเกิน

ท่านลุงเว่ยไม่พูดอะไรเช่นกัน คุกเข่าลงอย่างเชื่องช้า สองนิ้วทาบลงบนชีพจรของหลินหว่านหรง ขมวดคิ้วมุ่นสักครู่ จากนั้นถึงนำมือออกไปแล้วตอบว่า “เจ้าถูกพิษเข้าเสียแล้ว เป็นพิษผงสลายกล้ามเนื้อที่ค่อยๆ ออกฤทธิ์ แม้ไม่ถึงแก่ชีวิต ทว่าภายในสองชั่วยามร่างกายจะเป็นสีดำม่วงทั้งตัว อ่อนล้าหมดสิ้นเรี่ยวแรง สิบสองชั่วยามถึงกลับคืนสู่สภาพเดิม”

พอหลินหว่านหรงได้ยินว่าพิษชนิดนี้ไม่ถึงชีวิตพลันถอนหายใจยาวๆ ออกมาครั้งหนึ่ง คิดในใจว่านังหนูนั่นกลับไม่ได้ลงมือถึงที่สุด ถึงกระนั้นเมื่อลองนึกถึงเหตุการณ์ในน้ำเมื่อสักครู่ หากพิษกำเริบตอนนั้น ตัวเองไม่ใช่ว่าจะสิ้นชีพไปอย่างนั้นหรอกหรือ ครั้นนึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง

“ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บภายในและภายนอกของเจ้า แค่ต้องพักฟื้นสักหลายวันก็หายดีดังเก่าแล้ว” ท่านลุงเว่ยพูดต่อไปอีก ถึงดวงตาเขาไม่อาจมองเห็น แต่เมื่อลูบคลำหลายคราก็รู้ถึงสภาพบาดแผลภายนอกของหลินหว่านหรงได้

พอได้ยินว่ารักษาชีวิตไว้ได้ หลินหว่านหรงก็อารมณ์ดีขึ้นมาก แถมยังถือบาดแผลภายนอกพวกนั้นเป็นเรื่องรอง ความเจ็บปวดก็ลดทอนไปหลายส่วน แน่นอนว่านี่ย่อมเป็นผลมาจากหลักจิตวิทยา

ท่านลุงเว่ยกดร่างของหลินหว่านหรงไว้แล้วเอ่ยว่า “เจ้าทนหน่อยนะ ข้าจะดึงลูกดอกออกจากตัวเจ้า”

หลินหว่านหรงอึ้งไป หน้าเสียพลางพูดขึ้นว่า “ท่านลุงเว่ย หรือว่าจะไม่มียาชา? วิธีการหยาบๆ แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะกับคนมีอารยธรรมอย่างพวกเรานี้สักเท่าไหร่”

ท่านลุงเว่ยตะลึงงันแล้วพูดว่า “อะไรคือยาชา?”

ไม่คิดว่าวิทยาศาสตร์ของโลกนี้จะล้าหลังถึงขนาดนี้ หรือว่าเหล่าเทพผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลี่ซื่อเจินและฮูโต๋ (แพทย์ผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์จีน) จะยังไม่ปรากฏตัวกัน ดูท่าเขาจะต้องพบเจอความยากลำบากแน่ๆ แล้ว หลินหว่านหรงถามด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ “ก็คือทำให้ไหล่ของข้าสูญเสียความรู้สึกชั่วคราว จากนั้นท่านก็ลงมือถอนลูกดอก แบบนี้ข้าก็จะไม่รู้สึกเจ็บไงล่ะ”

ท่านลุงเว่ยส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เคยได้ยินยาเช่นนี้มาก่อน แต่ยาสลบกลับเคยได้ยิน เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่?”

หลินหว่านหรงรีบส่ายหน้า ให้เบิกตาแล้วกินยาสลบ? ล้อเล่นน่า ไม่ป่วยก็ต้องป่วยแน่

ท่านลุงเว่ยส่งรองเท้าเหม็นของตนมาข้างหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เจ้ากัดเจ้านี่เถอะ”

หลินหว่านหรงรีบตอบว่า “ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว” เขาเหลียวซ้ายแลขวา หาตำราสานเชือกขนาดเล็กสองเล่มมาแล้วกัดเข้าไปในปาก จากนั้นจึงมองท่านลุงเว่ยแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “มาเถอะ”

ท่านลุงเว่ยกำลังจะลงมือ แต่กลับได้ยินหลินหว่านหรงร้องเสียงยาวออกมาว่า “ช้าก่อน——” ครั้นเห็นท่านลุงเว่ย “มอง” ตนด้วยความสงสัย หลินหว่านหรงจึงหัวเราะแหยๆ แล้วพูดว่า “ท่านลุง ท่านลงมือเบาหน่อยนะ นั่นมันเป็นเลือดเนื้อของข้าเชียวน้า”

ท่านลุงเว่ยผงกศีรษะ หลินหว่านหรงนึกถึงสาวน้อยที่ทำร้ายตนเองผู้นั้นขึ้นมา ในใจโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่าน ใคร่จะทักทายบรรพชนสิบแปดรุ่นของนังหนูคนนั้นสักรอบมาตั้งแต่แรก

เรื่องมาถึงตรงนี้จะกลัวไปก็เปล่าประโยชน์ ใบหน้าหลินหว่านหรงกลับปรากฏสีหน้ายืนหยัดมั่นคง

มือทั้งคู่ของท่านลุงเว่ยกุมลูกดอกสีทองดอกนั้นเบาๆ ออกแรงเล็กน้อยลูกดอกก็หลุดอยู่ในมือเขา หลินหว่านหรงกัดตำราแน่น หน้าซีดเผือด เหงื่อไหลหยอดลงมา ถึงกระนั้นกลับไม่ส่งเสียงออกมาสักแอะเดียว

ท่านลุงเว่ยผงกศีรษะ ใบหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความชมเชย คล้ายไม่คิดว่าหลินหว่านหรงจะกระดูกเหล็กเช่นนี้

หลินหว่านหรงตั้งแต่เล็กกำเนิดที่หมูบ้านบนเขาริมแม่น้ำฮั่นเจียง นิสัยใจคอมีความห้าวหาญและยืนหยัดอดทนเฉกเช่นเด็กในชนบทอยู่หลายส่วน ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้จากการเป็นที่หนึ่งของเมืองแล้ว เรื่องที่ให้กรีดกระดูกรักษาพิษเขายังทำไม่ได้ แต่การอดทนต่อความเจ็บปวดเพื่อถอนลูกดอกเช่นนี้ กัดๆ ฟัน ก็ยังถือว่าทนได้

ท่านลุงเว่ยนำลูกดอกสีทองที่ถอนออกมาส่งมอบไปที่มือหลินหว่านหรง หลินหว่านหรงพลิกกลับไปกลับมาเพื่อตรวจสอบดู

ลูกดอกดอกนี้ผลิตมาจากทองคำบริสุทธิ์ สร้างอย่างวิจิตรบรรจง ตัวลูกดอกสลักอักษรจ้วนซู (หนึ่งในรูปแบบการเขียนอักษรจีน อยู่ในสมัยราชวงศ์โจวตะวันออก ราชวงศ์ฉิน และราชวงศ์ฮั่น) ว่า “เสวียน” อย่างสวยงามเอาไว้ตัวหนึ่ง

เมื่อย้อนนึกไปถึงช่วงก่อนหน้าที่เจ้าของปลอมนั่นเรียกตัวเองว่าเซียวชิงเซวียน หลินหว่านหรงจึงเข้าใจ สาวน้อยคนนี้ชื่อว่าชิงเสวียน สำหรับชิงเซวียนก็แค่ใช้คำเสียงใกล้เคียงเท่านั้นเอง

“เซวียนชิงเสวียน เซียวชิงเสวียน——” หลินหว่านหรงพึมพำเบาๆ สองครั้ง ชื่อนี้ช่างงามสง่ายิ่งนัก เพียงได้ยินชื่อก็นึกถึงตัวคนได้ (แปลโดยรวมว่า บริสุทธิ์ผุดผ่องเหนือโลกีย์)

สาวน้อยคนนี้ทำให้ข้าเลือดตกยางออก ข้าก็ต้องทำให้เอ็งเลือดตกยางออกด้วยเช่นกัน! มีแค้นต้องชำระ วางกลอุบายซับซ้อน สำหรับนังหนูคนนี้ ก็จะทำแบบนี้ล่ะ มุมปากหลินหว่านผุดรอยยิ้มหยันขึ้นมา

ท่านลุงหลินได้ยินหลินหว่านหรงพึมพำชื่อนี้ ใบหน้าปรากฏประกายแห่งความประหลาดใจขึ้นมา “เซียวชิงเสวียน? เจ้าแน่ใจนะว่านางแซ่เซียว?”

นางแซ่อะไรหลินหว่านหรงกลับไม่แน่ใจ แต่ทว่าชิงเสวียนคือชื่อของนางน่าจะไม่ผิดแน่

ท่านลุงเว่ยพูดอีกว่า “หว่านหรง เจ้าลองเล่าเรื่องที่เจ้าพบเจอกับนางให้ข้าฟังอย่างละเอียดซิ”

ท่านลุงเว่ยเป็นคนแรกที่หลินหว่านหรงได้พบเมื่อมาถึงโลกแห่งนี้ เป็นเขาที่ช่วยชีวิตหลินหว่านหรงขึ้นมาจากทะเลสาบเสวียนอู่ด้วยตนเอง ความซาบซึ้งในบุญคุณแบบนั้นคงไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว หลินหว่านหรงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นริมทะเลสาบ รวมถึงบทสนทนาระหว่างตนเองกับเซียวชิงเสวียนให้เขาฟังอย่างครบถ้วนกระบวนความ

ท่านลุงเว่ยฟังไปพลาง ใบหน้าก็เผยความประหลาดออกมาหลายส่วน เห็นชัดว่ารู้สึกนับถือถ้อยคำอันสูงส่งของหลินหว่านหรงอยู่หลายส่วนเช่นกัน

ครั้นเล่าถึงบทกวีบทนั้น ความประหลาดใจบนใบหน้าท่านลุงเว่ยก็ทวีคูณยิ่งขึ้น “หว่านหรง กวีบทนี้เจ้าเป็นคนแต่งจริงๆ หรือ?”

วันนั้นใช้โอกาสช่วงวันหยุดพักผ่อนเที่ยวปีนเขาไท่ซานกับพวกเพื่อนร่วมงาน นังเด็กน่ารังเกียจนั่นบังคับให้หลินหว่านหรงแบกสัมภาระของคนสามสี่คน แถมยังเป็นช่วงหลังฝนตกอีก หลินหว่านหรงเท้าลื่น พลาดร่วงหล่นลงสู่ทะเลเมฆ จากนั้นจึงถูกส่งมายังสถานที่ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงแห่งนี้ และตกลงสู่ทะเลสาบเสวียนอู่อย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์

หากไม่ใช่ท่านลุงเว่ยบังเอิญผ่านมาแล้วช่วยหลินหว่านหรงขึ้นมา เกรงว่าหลินหว่านหรงคงสิ้นชีพไปสู่ปรโลกนานแล้ว ดังนั้นหลินหว่านหรงจึงรู้สึกซาบซึ้งและเคารพยกย่องท่านลุงเว่ยอย่างลึกซึ้ง ว่ากันตามเหตุผลแล้วเรื่องนี้ไม่ควรจะหลอกเขา

แต่หลินหว่านหรงก็รู้ดีว่าผู้คน ณ สถานที่แห่งนี้คลั่งไคล้ยึดติดกับบทกวีและบทประพันธ์โบราณจนแทบจะเป็นความบ้าคลั่งก็ว่าได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่จะเพิ่มพูนตามมา หลินหว่านหรงจึงได้แต่ฝืนพูดว่า “ใช่แล้ว ท่านลุงเว่ย นี่เป็นสิ่งที่ข้าได้มาโดยบังเอิญขณะเที่ยวทะเลสาบ กลับทำให้ผู้อาวุโสท่านหัวร่อแล้ว”

ท่านลุงเว่ยถอนใจแล้วพูดว่า “หว่านหรง ข้าอยู่กับเจ้ามาเดือนหนึ่ง หนึ่งเดือนมานี้เจ้านั่งเหม่อลอยทั้งวัน ปากพูดเรื่องท่องเที่ยว บริษัทอะไรเทือกนั้น ไม่เคยเห็นเจ้าอ่านตำรากวีสักเล่มเดียว จนเมื่อช่วงไม่กี่วันมานี้ถึงออกไปเดินๆ ข้างนอก ข้ายังนึกว่าเจ้าไม่ชอบตำรากวีเสียอีก กลับไม่คิดว่าที่แท้ในใจก็มีความคิดความอ่านมานานแล้วนี่เอง แค่อาศัยไม่กี่ประโยคนี้ ในใต้หล้าตอนนี้บัณฑิตผู้ทรงภูมิที่ว่าพวกนั้นไม่มีผู้ใดที่สามารถยกมาเปรียบเปรยกับเจ้าได้”

หน้าหนาของหลินหว่านหรงแดงก่ำ คำพูดนี้เซียวชิงเสวียนเคยเอ่ยกับเขาครั้งหนึ่งเช่นกัน ตอนนั้นกลับยอมรับแต่โดยดี คราวนี้เมื่อเผชิญหน้ากับคำชื่นชมของผู้มีพระคุณกลับรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง

ทว่าหลินหว่านหรงไม่รู้สึกว่าตนไร้ยางอายแต่อย่างใด มายังสถานที่แห่งนี้อย่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ก็ต้องมีอะไรบางอย่างติดตัวบ้างสิ ของพวกนี้ก็ถือเสียว่าเป็นสิ่งชดเชยที่พระเจ้ามอบให้ตนก็แล้วกัน

หากจะบอกว่าไร้ยางอาย คุณหนูลูกประธานกรรมการที่ทำร้ายหลินหว่านหรงจนมีสภาพน่าเอน็จอนาถแบบนี้ถึงจะไร้ยางอายที่สุด!

พอนึกถึงนังหนูที่น่ารังเกียจคนนั้นแล้ว หลินหว่านหรงก็พลันรู้สึกพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง เขารีบควบคุมอารมณ์เก็บท้อง ยกไหล่ ดับโทสะ เมื่อเทียบกับนังหนูที่น่ารังเกียจคนนี้ เซียวชิงเสวียนก็ถือว่าน่ารักแล้ว

devc-bf6b7e94-33021ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 8 ตอนที่ 8