ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 005 ตอนที่ 5

#5Chapter 005

ตอนที่ 5 วิธีที่มันสุดยอดล้ำลึก

แน่นอนว่าเสี่ยวชิวที่ยืนอยู่ปากประตูก็เห็นแมลงสาบพวกนั้นเหมือนกัน แต่ขณะที่เขามองเห็นแมลงสาบนั้นเขากำลังจิตนาการถึงแมวดำกระโจนเข้าใส่แมลงสาบ แต่น่าเสียดายที่ความจริงเจ้าแมวดำกลับมีท่าทีนิ่งเฉย แค่กวาดสายตามองเท่านั้น จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้ที่พอจะดูสะอาดหน่อยแล้วหมอบลงพักสายตา แม้แต่ซี่โครงต้มเผือกกับเนื้อผัดซอสเปรี้ยวหวานที่กำลังร้อนๆ บนโต๊ะอาหารก็ยังไม่แล

เสี่ยวชิวเกิดอาการจุกขึ้นมานิดหน่อย เขามองเจิ้งทั่นที่เอาแต่นอนนิ่งอยู่บนเก้าอี้ แล้วหันไปมองโต๊ะอาหารที่ไม่ได้ปูผ้าปูโต๊ะ พลางคิดว่ายังไม่ต้องสนใจอะไรดีกว่า เขาปิดไฟห้องรับแขกแล้วเดินเข้าไปในห้อง

พอนั่งลงเขาก็เปิดเว็บบอร์ดหาโพสต์ของตัวเองเมื่อหลายวันก่อน แล้วโพสต์ตอบคนที่มาทิ้งข้อความไว้ [มั่วจริง หนูบ้านฉันไม่กินแมลงสาบ แมวที่ไปหามาพอเห็นแมลงสาบก็ไม่สนใจ!]

นับตั้งแต่ที่พบว่าในบ้านมีหนูและกรงดักหนูใช้ไม่ได้ผล สิ่งแรกที่เสี่ยวชิวนึกถึงก็คือการขอความช่วยเหลือบนโลกโซเชียล เรื่องซื้อกรงดักหนูกับแผ่นดักหนูเป็นไอเดียของชาวเน็ตทั้งนั้น โพสต์ด้านล่างมีความเห็นหนึ่งได้สรุปถึงสาเหตุที่หนูฉลาดขึ้นไว้ว่า [สัตวที่ผ่านการ ‘**’ เลเวลของไอคิวและอายุขัยของมันก็จะพัฒนาขึ้นด้วย ตัวที่พัฒนาไปไม่ถึงขั้นนั้นจะถูกคนจับฆ่าไปในช่วง ‘**’ ]

ดังนั้นหลังจากที่แผ่นดักหนูและกรงดักหนูไม่ได้ผล ในขณะที่เขาเองก็ยังไม่อยากวางยา วิธีที่คนเสนอกันมากที่สุดก็คือไปหาแมวมาหนึ่งตัว จากนั้นก็คือภาพเหตุการณ์ที่เสี่ยวชิวไปขอยืมแมว

ในบรรดาชาวเน็ตที่สนับสนุนการยืมแมวมีชาวเน็ตที่เลี้ยงแมวคนหนึ่งโพสต์ไว้ว่า [ศัตรูตัวฉกาจของแมวกับหนูก็คือแมลงสาบ พวกมันสามารถจับแมลงสาบได้ด้วยเหมือนกัน] ตอนนี้เสี่ยวชิวกำลังถกเถียงกับคนคนนี้อยู่

[งั้นนายคอยดู แม้แต่แมลงสาบยังไม่สนใจ แมวตัวนั้นก็คงจับหนูไม่เป็น ต่อให้อยากจับก็ไม่แน่ว่าจะจับได้] ชาวเน็ตคนนั้นทิ้งท้าย

[งั้นมาคอยดูกัน!] เสี่ยวชิวออกแรงบนแป้นพิมหนักมาก คล้ายกับว่าอยากจะเข้าไปล้วงคอฝ่ายตรงข้าม

ขณะที่เสี่ยวชิวกำลังถกเถียงกับคนในเว็บบอร์ดอยู่นั้น เจิ้งทั่นก็ลืมตาขึ้น งอมือ แล้วมองดูกรงเล็บแหลมๆ ที่โผล่ออกมาจากซอกอย่างเงียบๆ

สำหรับการทดสอบจับหนูครั้งแรกนี้เจิ้งทั่นไม่รู้สึกกังวลเลยสักนิด ในทางกลับกันกลับรู้สึกตื่นเต้น เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

เมื่อคืนก็เช่นกัน เขาฆ่าหนูขาวติดต่อกันหลายตัวกลับไม่รู้สึกสะอิดสะเอียน แต่ในใจกลับมีความรู้สึกชื่นชอบในเลือดเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ปกติไม่มี บางทีอาจเป็นเพราะเวลาปกติไม่เคยสังเกต เมื่อคืนจึงเหมือนเป็นการจุดไฟให้กับความชอบเลือดที่อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจเขา

แต่ว่านี่อาจจะเป็นสัญชาตญาณติดตัวของสัตว์ชนิดนี้ก็เป็นได้

แมวเป็นสัตว์ที่ถึงแม้จะกินอิ่มแล้วก็ยังออกไปล่าสัตว์ได้ การไล่ฆ่าแทบจะเป็นสัญชาตญาณติดตัวของพวกมัน ต่อให้เป็นแมวบ้านที่ดูท่าทางอ่อนโยนก็มีสัญชาตญาณนี้เช่นกัน

เหมือนกับสารคดีที่เจียวหย่วนดูเมื่อหลายวันก่อนที่บอกไว้ว่า ‘แมวที่กินอิ่มนอนแผ่อยู่ข้างเตาไฟทุกตัวในกายมันล้วนซ่อนด้วยจิตวิญญาณเสือที่พร้อมจะกระโจนออกไปเสมอ’

เจิ้งทั่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และปล่อยออกยาวๆ เขาผายมือออก หลับตาลงนอนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ แต่หูกลับชูขึ้น ขยับอยู่บ่อยครั้งตามเสียงที่มีการเคลื่อนไหว แต่เนื่องจากมันไม่ใช่เสียงหนู เจิ้งทั่นจึงไม่ได้ขยับตัว

เวลาค่อยๆ ผ่านไป ฟ้าค่อยๆ เริ่มมืด เจิ้งทั่นยังคงไม่พบการเคลื่อนไหวของหนู แต่รอบตัวเขามีกลิ่นหนูอยู่จริงๆ ซึ่งแสดงว่าหนูตัวนั้นเพิ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ เจิ้งทั่นไม่รีบร้อน เขายังคงรออยู่ท่ามกลางความมืดในห้องรับแขกอันรกรุงรัง

เจิ้งทั่นมองเห็นทุกอย่างภายในห้องรับแขกอย่างชัดเจน โดยอาศัยแสงที่ออกมาจากในห้องนอน

ผู้คนในเขตที่พักนี้ส่วนใหญ่เข้านอนกันหมดแล้ว บรรยากาศรอบๆ เงียบสงบ ครอบครัวเจียวเองก็คงพักผ่อนกันแล้วเช่นกัน ส่วนทางนี้นอกจากเสียงของเสี่ยวชิวที่เคาะแป้นพิมผสมกับการก่นด่าแล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีก

หืม

หูของเจิ้งทั่นขยับ เขาลืมตาขึ้นทันที เขาเบิกตาโพลงในความมืดเนื่องจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้น

เขากระโดดลงจากเก้าอี้อย่างไร้เสียง ร่างกายหมอบต่ำ แต่ความเร็วในการเคลื่อนที่กลับไม่ได้ช้าลง ท่ามกลางความมือที่บดบัง เจิ้งทั่นได้เคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่ด้านข้างกองนิตยสาร ท่าทางดักซุ่มนี้เจิ้งทั่นเรียนรู้มาจาก ‘จ่า’

ภายในห้องนอนเสี่ยวชิวที่เพิ่งเล่นเกมจบไปหนึ่งตาหยิบหูฟังวางลงแล้วขยับคอเล็กน้อย พอหันศีรษะไปก็เห็นเจิ้งทั่นกระโดดลงมาจากเก้าอี้พอดี

มีเรื่องสนุกแล้ว!

เสี่ยวชิวรีบลุกจากเก้าอี้ หยิบกล้องถ่ายรูปดิจิตอลออกมาจากลิ้นชัก เขานิ่งไปสักพักก็วางกล้องลง แล้วหา DV (Digital Video) จากในชั้นเก็บของออกมา พอเปิดเครื่องเสร็จก็ค่อยๆ ย่องออกไปนอกห้อง ใครจะไปคิดอยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำเอาเสี่ยวชิวตกใจ รีบใช้มือข้างหนึ่งกดรับพลางพูดเสียงเบา

เจิ้งทั่นกำลังรออยู่ท่ามกลางความมืด หนูตัวนั้นออกมาจากห้องหนังสือ มันไม่ได้ไปทางห้องครัว เห็นได้ชัดว่ามันคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่นี่ดี โดยปกติเสี่ยวชิวไม่ทำอาหารกินเอง เขาจะโทรสั่งมาหรือไม่ก็ไปกินที่โรงอาหาร ส่วนของที่กินได้จะถูกวางไว้ไม่ในห้องนอนก็ห้องรับแขก ตอนนี้หนูตัวนี้กำลังวิ่งเลาะกำแพงมาทางนี้ สักพักมันก็หยุดลงสำรวจอันตรายรอบๆ ตัวอย่างระมัดระวัง

หนูตัวนี้รูปร่างพอๆ กับหนูขาวตัวใหญที่เจิ้งทั่นฆ่าเมื่อวาน แต่เมื่อเทียบกับความระมัดระวังตัวแล้วหนูตัวนี้มีมากกว่าไม่รู้กี่ร้อยเท่า

เมื่อใกล้จะถึงประตูห้องนอนความสนใจของมันก็พุ่งไปที่คนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ภายในห้อง

ขณะที่หนูกำลังเคลื่อนตัวไปยังปากประตูเจิ้งทั่นก็ลงมือทันที

เขาพุ่งไปหาเหยื่อด้วยความเร็วสูงในระยะประชิดดั่งลูกธนูที่พุ่งออกไป!

เมื่อเจิ้งทั่นพุ่งเข้ามาหนูตัวนั้นถึงได้รู้สึกตัวว่ามีนักล่าดักซุ่มอยู่! ระยะทางจากตรงนี้กลับไปหาที่หลบซ่อนในห้องหนังสือก็ไกลพอตัว หากหมุนตัววิ่งกลับต้องโดนไล่ทันแน่นอน ดังนั้นแผนของมันก็คือวิ่งเข้าไปในห้องนอน ห้องนอนของเสี่ยวชิวดีกว่าห้องรับแขกนิดหน่อย แต่ก็ยังรกอยู่ดี สำหรับหนูและแมลงสาบแล้วที่หลบซ่อนมีมากพอตัว ขอแค่มันเข้าไปในห้องนอนได้ เจิ้งทั่นก็คงไม่มีหนทางจับมันได้ไปสักพัก

แต่มันไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

ฝ่ามือสีดำที่แฝงไปด้วยกรงเล็บแหลมคมตะปบเข้าที่หางของมัน ยังไม่ทันที่มันจะได้ขยับตัวทำอะไร มืออีกข้างของเจิ้งทั่นก็กดลงที่คอของมัน

กึก!

เสียงเบาเสียจนมนุษย์ไม่อาจจะได้ยิน

ส่วนหนูตัวนั้นก็ทิ้งตัวลงบนพื้นนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น

ทุกอย่างผ่านไปเร็วมากโดยที่หนูตัวนั้นยังไม่ทันจะได้ส่งเสียง

เสี่ยวชิวที่เพิ่งเดินออกมารู้สึกเหมือนมีเงาดำๆ วิ่งผ่าน เขาก้มดูก็พบแมวหนึ่งตัวที่ใต้เท้ามีศพหนูคาอยู่

“สุด...ยอด”

เสี่ยวชิวอึ้งจนเกือบปล่อยโทรศัพท์กับ DV หลุดมือ

เขามองแมว แล้วหันไปมองหนู แล้วหันไปมอง DV ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย

“บ้าเอ๊ย!” เขาสบถออกมา

นี่จบแล้วเหรอ?

ไม่ใช่ว่าต้องวิ่งไล่ให้ทั่วห้องก่อนเหรอ พอจับได้ก็ทรมานมันสักพักจนใกล้ตายค่อยจับกิน

อะไรกัน คุยโทรศัพท์แป๊บเดียวทางนี้จัดการเสร็จแล้ว

วิธีจับที่แนบเนียนแบบนี้มันมีด้วยเหรอ?

แล้วแล้วแล้ว...วิธีที่มันสุดยอดล้ำลึกกว่านี้น่ะมีอีกไหม!

ใครกล้าพูดว่าแมวที่ไม่จับแมลงสาบจะจับหนูไม่เป็น เราได้เห็นดีกันแน่!

“ฮัลโหล ชิวชิว เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ฝ่ายคู่สนทนารู้สึกว่าเสี่ยวชิวแปลกไปจึงถามขึ้น

“แค่นี้นะ!” เสี่ยวชิวกดตัดสายทันทีแล้วเปิดไฟห้องรับแขกเพื่อที่จะได้มองเห็นชัดขึ้น

เสี่ยวชิวหยิบตะเกียบที่คาอยู่ในกล่องข้าวที่กินเหลือออกมากระทุ้งหนูตัวนั้น

ไม่ขยับ

ตายสนิทเลยเหรอ?

เขารู้สึกว่าตะเกียบมันไม่ถนัดมือ จึงโยนทิ้งแล้ววิ่งเข้าครัวแล้วหยิบที่คีบถ่านที่ไม่เคยใช้ออกมาคีบหนูแกว่งดูว่าตายสนิทแล้วหรือไม่ จากนั้นจึงหยิบกล้องถ่ายรูปมาเก็บภาพไว้ทุกมุม แล้วกลับเข้าห้องไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ เขาไม่เล่นเกมแล้ว รีบอัปโหลดรูปลงเว็บบอร์ด พร้อมกับบรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างเมามัน ผลปรากฏว่ามีชาวเน็ตหลายคนตอบกลับมาว่าไม่เชื่อ

มีคนที่มีประสบการณ์เลี้ยงแมวมานานคนหนึ่งโพสต์รูปขึ้นมาหลายรูป หนูที่อยู่ในภาพนั้นบางตัวถูดกัดเละเทะ บางตัวเหลือแค่ขาทั้งสี่กับหางที่ไม่สมบูรณ์ดีนัก

เสี่ยวชิวหันไปดูแมวดำที่ที่กำลังบิดขี้เกียจอย่างไม่สนใจไยดีผลงานตัวเองที่เพิ่งทำไปเมื่อครู่ในห้องรับแขก แล้วหันกลับมาถกเถียงกับคนในเว็บบอร์ดต่อ ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงดังขึ้น เสี่ยวชิวหนีบโทรศัพท์ไว้ระหว่างหน้ากับไหล่ ส่วนมือก็เคาะแป้นพิมไปด้วยอย่างรวดเร็ว

เจิ้งทั่นเดินสำรวจรอบห้องหนึ่งรอบ เขาไม่ได้กลิ่นหนูตัวอื่น จึงไม่รออยู่ตรงนั้นต่อ

ขณะที่กำลังจะกลับไปที่เก้าอี้ หูของเจิ้งท่านก็ขยับอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงเหมือนชั้นล่างกำลังมีคนร้องเพลง

เจิ้งทั่นเดินออกจากห้องไปที่ระเบียงเพื่อกำจัดเสียงคุยโทรศัพท์กับเสียงเคาะแป้นพิมของเสี่ยวชิว แล้วตั้งใจฟังอีกครั้ง คราวนี้เขาได้ยินชัดเจนแล้ว

“ดวงดาว~ ยามค่ำคืน~ ได้ตกลง~ หายลับไป~~ ในทางช้างเผือก~~~”

“......” เจิ้งทั่นชะงักงัน

เสียงที่จงใจทำให้ทุ้มต่ำแต่กลับกลบเนื้อเสียงเดิมของตัวเองไม่มิด เสียงเอื้อนที่ต้องการจะแสดงให้เข้าถึงอารมณ์ของบทเพลงเก่าๆ ที่อายุมากกว่าตัวเขาเสียอีก

ขนลุก เจ้านกตัวป่วนดึกดื่นป่านนี้ไม่หลับไม่นอน ยังจะร้องเพลงโบราณคร่ำครึอีก!

devc-88b8c9ff-33080ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 005 ตอนที่ 5