ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 019 ตอนที่ 19

#19Chapter 019

ตอนที่ 19 หัวขโมยสองคนนี้ทนไม่ไหวแล้วใช่ไหม

เด็กทั้งสองออกมารอรถโดยสารประจำทางที่หน้าโรงพยาบาล สองคันก่อนที่ผ่านมาคนแน่นเกินไป เจียวหย่วนจึงตัดสินใจรอคันที่คนน้อยหน่อย

รถโดยสารที่วิ่งจากโรงพยาบาลไปยังด้านตะวันออกของมหาวิทยาลัยฉู่หัวมีหลายสาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขึ้นไปเบียดคันที่คนเยอะ ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงาน อีกทั้งเมืองฉู่หัวเป็นเมืองที่มีประชากรมาก และไม่มีรถไฟใต้ดิน พอถึงเวลาเข้างานเลิกงานคนจึงเยอะเป็นพิเศษ

วันนี้เจียวหย่วนดูเงียบมาก ถ้าเป็นตอนปกติเวลารอรถประจำทางเจียวหย่วนจะชอบเตะต้นไม้ แซะป้ายโฆษณาตามเสาไฟฟ้า หรือไม่ก็คุยกับคนข้างๆ แต่ตอนนี้เจียวหย่วนแค่จูงมือกู้โยวจื่อยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น พอมีรถประจำทางที่คนแน่นผ่านมาก็จะพูดเสียงเบาๆ กับกู้โยวจื่อว่าไม่อยากไป ให้รอคันต่อไป

เจิ้งทั่นนั่งอยู่ในกระเป๋านักเรียนของเจียวหย่วน ซิปของกระเป๋าไม่ได้ปิดสนิท เหลือช่องไว้เล็กน้อยให้เจิ้งทั่นโผล่หัวออกมาได้ และก็เพื่อที่จะได้มีอากาศหายใจ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่ต้องมาอยู่ในกระเป๋านักเรียนไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกเท่าไรนัก เขาอยากจะโผล่หน้าออกมา แต่ติดที่ว่าคนเยอะ เขาไม่อยากจะสร้างความลำบาก จึงเก็บตัวอยู่แต่ในกระเป๋า

ในกระเป๋านักเรียนของเจียวหย่วนมีกลิ่นไข่ต้มใบชา คาดว่าเด็กคนนี้คงไปซื้อไข่ต้มใบชาที่โรงอาหารก่อนเข้าเรียนตอนเช้าไว้เผื่อตอนเลิกเรียนหิว

รออีกประมาณห้านาทีก็มีรถประจำทางที่คนไม่ค่อยเยอะแล่นเข้ามา เจียวหย่วนจูงมือกู้โยวจื่อขึ้นรถ มีผู้โดยสารลงรถพอดีจึงมีที่นั่งว่าง เจียวหย่วนพูดขอบคุณแล้วแบ่งกันนั่งกับกู้โยวจื่อ พลางเอากระเป๋าหนังสือมาวางไว้บนตัก

ถึงระยะทางไปถึงประตูหลังของมหาวิทยาลัยฉู่หัวจะแค่สองถนน แต่พอถึงประตูฝั่งตะวันออกแล้วยังต้องเดินต่ออีกหน่อย การได้นั่งจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เจิ้งทั่นอยู่ในกระเป๋ารู้สึกอบอ้าว จึงเอาจมูกโผล่ออกมาตรงช่องว่างกระเป๋าเพื่อสูดอากาศ รถเมล์วิ่งๆ หยุดๆ บางครั้งก็เพราะถึงป้าย บางครั้งก็เพราะติดไฟแดง ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกง่วงนอน

แต่สักพักเจิ้งทั่นก็รู้สึกเจ็บตรงหนวด

พอมองลอดออกไปก็เห็นคุณแม่ที่นั่งอุ้มเด็กอยู่ข้างหน้า โดยที่เด็กน้อยหันหน้ามาทางด้านหลัง หนูน้อยคงเห็นจมูกกับหนวดของเจิ้งทั่นที่ลอดออกมาจากช่องกระเป๋า จึงยื่นมือมาดึงเล่น

พอเจิ้งทั่นรู้สึกได้ถึงความเจ็บก็หดหน้าลงไป เก็บหนวดเข้าไปในกระเป๋า

“แมว...หนวด...” เด็กน้อยยังพูดไม่ค่อยคล่องนัก พอเห็นหนวดแมวที่ดึงเล่นหดกลับเข้าไปในกระเป๋า จึงชี้ไปที่กระเป๋าของเจียวหย่วนพลางพูด

เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อที่นั่งใจลอยได้สติกลับมา แต่ไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ แค่เห็นเด็กน้อยชี้มาที่กระเป๋า ก็นึกว่าถูกจับได้แล้ว จึงเริ่มกังวลเล็กน้อย ถึงแม้ว่าบนรถประจำทางจะไม่ได้ติดป้ายห้ามพาสัตว์เลี้ยงขึ้นมา แต่คนส่วนใหญ่ก็คัดค้านการพาสัตว์เลี้ยงขึ้นรถโดยสารประจำทาง

โชคดีที่คนอื่นไม่ได้สังเกตเห็นหนวดของเจิ้งทั่นที่โผล่ออกมา เพราะแสงไฟภายในรถไม่ได้สว่างเท่าใดนัก อีกทั้งเวลาเลิกงานแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็เหนื่อยล้า ไม่มีใครมานั่งสนใจคนอื่น แม่ของเด็กน้อยคิดว่าลูกเห็นพวงกุญแจแมวที่ห้อยอยู่บนกระเป๋าคนอื่นเลยส่งร้องออกมา แม่เด็กจึงหันมาหัวเราะและโอ๋เล็กน้อย

พอรถวิ่งมาถึงป้าย เด็กทั้งสองก็รีบลงจากรถ เพราะกลัวจะถูกจับได้ อย่างไรเสียทั้งสองคนก็ยังเป็นเด็ก หน้ายังไม่หนาเท่าผู้ใหญ่

พอเดินเข้าประตูทิศตะวันออกแล้ว เจิ้งทั่นก็กระโดดออกจากกระเป๋า แล้วสูดเอาอากาศบริสุทธิ์จนรู้สึกสบายไปทั้งตัว

ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว ไฟตามถนนถูกเปิดให้สว่างจนหมด พอจะได้ยินเสียงเพลงที่เปิดผ่านวิทยุกระจายเสียงของมหาวิทยาลัยอยู่เบาๆ สายลมที่พัดผ่าน ทำให้ได้ยินเสียงใบไม้เสียดสี อีกทั้งยังมีเสียงใบไม้ร่วงคอยแทรกประปราย

เจิ้งทั่นตัวสั่นเล็กน้อย เขากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วลื่นลงมา พอได้เคลื่อนไหวสักพักก็รู้สึกว่าร่างกายอุ่นขึ้น

พอได้เห็นท่าทางของเจิ้งทั่น เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อที่เอาแต่นั่งเงียบมาตลอดทางก็ดูผ่อนคลายขึ้น รอบๆ มีคนออกมาเดินเล่น มีคนขับรถกลับบ้านหลังเลิกงาน บรรยากาศจึงไม่ดูเงียบจนเกินไปนัก บางครั้งยังมีเสียงสุนัขเห่าแทรกเข้ามาบ้าง

พอเดินมาถึงหน้าตึกที่พัก หลังจากเจียวหย่วนสแกนคีย์การ์ดเปิดประตูแล้ว เจิ้งทั่นก็วิ่งนำเข้าไปก่อน ตึกของที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกนี้ค่อนข้างเก่า ไม่ได้ติดตั้งไฟที่เปิดโดยใช้เสียง คนที่อาศัยอยู่ในนี้ต่างก็ชินกันแล้ว ไฟของสามชั้นข้างล่างต่างก็เปิดกันหมด แต่ชั้นสี่ ชั้นห้ามืดสนิท บ้านของเจ้านกแก้วที่อยู่ชั้นสี่ไม่มีคนอยู่ เจ้าของน่าจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด ชิวเซี่ยงหยางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง สัปดาห์หนึ่งถึงจะออกไปข้างนอกสักครั้ง จึงไม่มีคนเปิดไฟ เจิ้งทั่นเดินเข้าไปเปิดไฟก่อน เด็กทั้งสองจะได้ไม่เดินตกบันได

สำหรับคนอื่นแล้วการไม่เปิดไฟทางเดินทำให้มองไม่เห็นอะไรแม้แต่นิ้วมือ แต่สำหรับเจิ้งทั่นในตอนนี้ หรืออาจจะพูดได้ว่าสำหรับแมวแล้วนั้น ความมืดไม่ใช่อุปสรรค

พอถึงชั้นสี่เจิ้งทั่นก็กระโดดขึ้นไปเปิดไฟ จากนั้นก็ไปเปิดที่ชั้นห้าต่อ หลังเปิดเสร็จเขาก็วิ่งลงไปหาเด็กๆ ที่ตอนนี้เพิ่งเดินถึงชั้นสอง

พอถึงชั้นสี่เด็กทั้งสองถึงได้รู้ว่าแมวบ้านตัวเองวิ่งเข้ามาก่อนเพื่อทำอะไร เมื่อครู่ตอนอยู่ด้านนอกพวกเขาไม่เห็นไฟของชั้นสี่กับชั้นห้าถูกเปิดอยู่

“ชาร์โคลฉลาดจัง!” เจียวหย่วนยิ้ม

เป็นยิ้มแรกของวันหลังจากที่เขาทราบเรื่องแม่ของตัวเอง

“อื้อ” เด็กน้อยกู้โยวจื่อยังคงพูดน้อยเช่นเคย

เจิ้งทั่นงง เรื่องแค่นี้มีอะไรต้องชม?

“แต่พ่อบอกว่าแมวที่ฉลาดเกินไปจะตกเป็นเป้าสายตา บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกรู้ ดังนั้นเรื่องเมื่อกี๊พูดกันแค่ในบ้านก็พอ ไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟัง” เจียวหย่วนพูด

“เข้าใจแล้วค่ะ” กู้โยวจื่อพยักหน้า แต่ไหนแต่ไรมาเธอก็ไม่พูดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้มีเพื่อนคนหนึ่งเอาตุ๊กตาบาร์บี้ที่คนในบ้านซื้อให้มาอวดที่โรงเรียนทุกวัน ผ่านไปไม่นานตุ๊กตาก็หาย มาเจออีกทีอยู่ในถังขยะ สภาพเละเทะดูไม่ได้ ได้ยินมาว่าคงมีคนอิจฉาเลยทำแบบนั้น ปกติการที่แมวในบ้านไปรับส่งที่โรงเรียนทุกวันก็ตกเป็นเป้าสายตาพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเล่าอะไรเพิ่มอีก เรื่องเมื่อกี๊ก็ด้วยใช่ไหม ที่ไม่ควรเอาออกไปเล่า

พอกลับถึงบ้านเจียวหย่วนก็โทรบอกพ่อว่าถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ยังไม่ทันจะคุยเสร็จเจ้าของอาหวงที่เจียวหย่วนเรียกว่า ‘น้าหลิง’ ก็มาหา พร้อมกับถุงขนมเค้กกับนม เพราะกลัวว่าเด็กทั้งสองจะหิว หรือไม่ก็ไว้เป็นอาหารเช้าพรุ่งนี้

เพราะที่บ้านมีหลานมาอยู่ด้วย น้าหลิงจึงค้างที่นี่ไม่ได้ เด็กทั้งสองก็ยืนยันจะนอนที่บ้านตัวเอง น้าหลิงจึงต้มน้ำให้เด็กทั้งสองอาบ และรอจนเข้านอนจึงกลับไป

เจิ้งทั่นหมอบอยู่ข้างๆ กู้โยวจื่อจนเด็กน้อยหลับจึงวิ่งไปที่ห้องเจียวหย่วน เจียวหย่วนยังไม่หลับเขาจึงนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เมื่อแน่ใจว่าหลับแล้วจึงเดินไปที่ระเบียง

กลางคืนเวลานอนไม่หลับเจิ้งทั่นจะชอบมานั่งรับลมที่ระเบียง บรรยากาศแบบนี้เหมาะที่จะนั่งคิดทบทวนเรื่องต่างๆ ในชีวิตคนเรา ไม่สิ ต้องเรียกว่าเรื่องต่างๆ ในชีวิตแมวต่างหาก

เมื่อเริ่มเข้าสู่ยามดึกไฟที่เคยส่องสว่างก็ค่อยๆ ถูกดับลงทีละดวง บรรยากาศรอบๆ ก็เงียบสงัดลง ไม่มีเสียงรบกวนจากโทรทัศน์ ไม่มีเสียงพูดคุย

ไฟจากบ้านมนุษย์ถ้ำชิวเซี่ยงหยางยังคงเปิดอยู่ เวลาไม่ถึงตีหนึ่งตีสองไม่มีทางนอน

คืนนี้เจิ้งทั่นไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด เขานั่งอยู่ที่ระเบียงไปเรื่อยๆ หูเชิ่ดขึ้นบ้างเป็นบางครั้งคอยฟังเสียงจากในห้องนอนของเด็กทั้งสอง สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นสบายใจก็คือ เด็กทั้งสองหลับสบาย อย่างน้อยก็ไม่ได้ฝันร้าย

มองจากชั้นห้าลงไป ไฟสีส้มที่ส่องอยู่ข้างถนนสะดุดตามาก พอมองออกไปไกลกว่านั้น ไฟสีส้มที่ส่องสว่างกำลังส่องระยิบระยับอยู่บนต้นไม้ที่เคลื่อนไหว พอลมสงบลงความระยิบระยับนั้นก็หายตามไป ไฟข้างทางในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นสีส้ม จุดที่มีไฟสีส้มแบบนี้จะมีทางให้รถวิ่งทั้งหมด

ได้ยินมาว่าไฟสีส้มเป็นไฟที่ปลอดภัยที่สุด เพราะความยาวของคลื่นยาวมาก สามารถส่องไปได้ไกล ทำให้รถที่ขับอยู่ภายใต้แสงไฟสีส้มนี้มองได้ชัดเจน ในขณะเดียวกันแสงของมันก็นวล ให้ความรู้สึกเป็นมิตรกับดวงตา และทำให้ผู้ขับขี่ไม่รู้สึกเหนื่อยล้า ช่วยให้ขับขี่อย่างปลอดภัย

เจิ้งทั่นอ้าปากหาว ตอนนี้ก็ดึกแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเริ่มมีคนตื่นมาออกกำลังกาย แม้แต่ชิวเซี่ยงหยางก็หลับไปแล้ว

เขาหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปหาโซฟาในห้องรับแขก ในขณะเดียวกันก็คอยฟังเสียงจากห้องนอนของเด็กทั้งสองด้วย ขณะที่เขากำลังยกเท้าขึ้น ก็ได้ยินเสียงแผ่นไม้กระทบกันดังมาจากชั้นล่าง

เจิ้งทั่นหยุดฝีเท้าลง เสียงนี้เป็นเสียงโมบายในห้องนอนที่อยู่ใกล้ๆ ระเบียงของบ้านเจ้าอ้วน มองเผินๆ อาจดูเป็นโมบายธรรมดาในสายตาคนนอก ถ้าจะมองว่ามันพิเศษก็คงเป็นตรงที่มันห้อยด้วยแผ่นไม้ ต่างจากโมบายทั่วไปที่ห้อยด้วยโลหะหรือเปลือกหอย

ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นไม่เคยสังเกตเลย แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งขณะที่เจ้าอ้วนกำลังถูกผู้บัญชาการของเว่ยเหลิงที่สวมชุดทหารอบรมอยู่นั้น เขาถึงได้รู้ว่าโมบายแผ่นไม้อันนี้เอาไว้ใช้เตือน

โมบายอันนี้ถ้าไม่มีลมพัดแรงๆ จะไม่ส่งเสียง หรือตอนถูกเคาะเท่านั้นถึงจะมีเสียง อีกทั้งไม้แต่ละแผ่นยังมีเสียงที่แตกต่างกันด้วย

พอเจิ้งทั่นได้ยินเสียงโมบายไม้ก็ก้มลงไปดูที่ชั้นล่าง แล้วก็พบ ‘หนู’ สองตัว

ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะซ่อนตัวอยู่ในความมืด แต่ก็ไม่อาจรอดสายตาของเจิ้งทั่นไปได้ ต่อให้เห็นไม่ชัด หรือมองหน้าไม่ชัดเจน แต่ถ้าจะให้จับทั้งสองคนล่ะก็ไม่พลาดแน่

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่นี่เคยเกิดคดีลักทรัพย์ขึ้น ดังนั้นเราจึงได้สมาชิกใหม่เป็นหมาสองตัวเพิ่มเข้ามา หลังจากนั้นก็ไม่เกิดคดีย่องเบาขึ้นอีก

ดูจากพฤติกรรมและท่าทางของสองคนนี้แล้ว ไม่เหมือนมือใหม่เลยสักนิด อีกทั้งดูคุ้นเคยกับจุดต่างๆ ของที่พักบุคลากรนี้ดี รู้การเคลื่อนไหวของผู้พักอาศัย อาจเรียกได้ว่า ทั้งสองคนนี้ก็คือคนที่เคยก่อคดีเมื่อครั้งก่อน

อยู่กันมาอย่างสงบได้เดือนกว่าๆ หัวขโมยสองคนนี้ก็ทนไม่ไหวแล้วใช่ไหม?

นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้หัวขโมยจะเลือกตึกที่เจิ้งทั่นพักอาศัยอยู่ เป้าหมายของมันจะใช่บ้านของเขาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่บ้าน ‘นายพล’ ที่อยู่ชั้นสี่ เพราะบ้านนั้นมีนกแก้วหายากระเบียงจึงล้อมด้วยตาข่ายเหล็ก ประตูก็เปลี่ยนแล้ว ปลอดภัยแน่นหนา ลงมือยากอยู่ ส่วนห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็ไม่มีคนอยู่มานาน คงไม่มีของมีค่าอะไรมากนัก

ครั้งนี้เป้าหมายของ ‘หนู’ สองตัวจะเป็นใคร ถ้าเกิดเป็นบ้านของเขาขึ้นมาล่ะก็...

เจิ้งทั่นหรี่ตา เขาขยับมือแล้วยื่นกรงเล็บออกมา จากนั้นก็หดกลับไป

พี่พูดก็พูดไม่ได้ ต้มน้ำก็ไม่เป็น ขึ้นรถเมล์ยังต้องคอยหลบอยู่แต่ในกระเป๋า แต่อย่าคิดว่าพี่จะจัดการพวกเอ็งไม่ได้นะ!

ในขณะเดียวกัน คนทั้งสองที่หลบอยู่ในความมืดตรงที่พักบุคลากรตึก B ต่างก็ไม่รู้เลยว่าที่ด้านหลังหน้าต่างชั้นหนึ่ง มีแมวตัวหนึ่งกำลังนั่งมองพวกเขาอยู่ในความมืด และที่ชั้นห้าก็มีแมวดำอีกตัวกำลังจ้องมองพฤติกรรมของพวกเขาอยู่

devc-af530e87-33711ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 019 ตอนที่ 19