ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 009 ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 อาจารย์ครับ แมวของอาจารย์หนีออกจากบ้านไปแล้วหรือเปล่าครับ
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังลงบันได เขาก็พบว่าที่ผนังตรงบันไดระหว่างชั้นสี่กับชั้นห้ามีกระดาษแปะอยู่ สายตาของเขาเหลือบไปเห็นพอดี
‘ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมปิดการใช้ไฟที่ไม่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย ประตูหน้าต่างปิดล็อคให้ดีป้องกันฝุ่นละอองปลิวเข้าบ้าน ที่สำคัญอย่าลืมพกของกินไปด้วย...อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในสมุดบนโต๊ะหนังสือ’
ลายมือพ่อเจียวหย่วน
เจิ้งทั่นบิดหู แล้วหันตัวกลับไปอย่างเหนื่อยหน่าย เขาใช้กุญแจที่ห้อยคออยู่ไขเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องนอนของสองสามีภรรยา จากนั้นจึงกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะหนังสือ บนนั้นมีสมุดบันทึกที่เขียนรายละเอียดสิ่งที่ต้องทำถูกเปิดทิ้งไว้ เจิ้งทั่นอ่านไปหนึ่งรอบ แล้วเดินสำรวจรอบบ้านปิดไฟ ประตู หน้าต่างตามที่พ่อเจียวหย่วนเขียนไว้
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว เจิ้งทั่นก็คาบขนมปังเกลียวออกจากบ้านไป สแกนคีย์การ์ดเปิดประตู เดินไปที่ต้นอู๋ถงข้างถนนคอนกรีตบริเวณที่พัก แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ไป ตรงกิ่งที่สามของต้นมีรูขนาดเท่ากำปั้น เจิ้งทั่นเอากุญแจกับคีย์การ์ดใส่ลงไปในนั้น จากนั้นเด็ดใบไม้มาสองใบมาปิดทับ
โดยปกติต้นไม้ข้างถนนบริเวณนี้จะไม่ค่อยมีนกบินเข้ามาเท่าไร รวมถึงเจ้านกแก้วตัวนั้นด้วย ส่วนแมวตัวอื่นก็น้อยครั้งที่จะปีนต้นไม้ในแถบนี้ พวกมันชอบปีนต้นไม้ในป่าเล็กด้านนั้นมากกว่าต้นไม้ที่อยู่ตรงพื้นคอนกรีตแบบนี้ ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงวางใจหากเอาของทิ้งไว้ตรงนี้ อย่างไรเสียเขาก็คงไม่พกคีร์การ์ดที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองกับกุญแจบ้านไปด้วยแน่ๆ นอกจากจะไม่สะดวกแล้ว เกิดเขาทำอะไรแย่ๆ ลงไปแล้วถูกจับได้เรื่องวุ่นวายคงตามมา
หลังจากซ่อนของแล้วเจิ้งทั่นก็ไปยังสนามหญ้าข้างๆ บูรพาซุปเปอร์มาเก็ตเพื่อรอโอกาสหาทางขึ้นรถ
คนขับรถส่งของกำลังช่วยขนของลง พอขนของลังสุดท้ายลงเสร็จแล้วคนขับก็มายืนพิงประตูรถสูบบุหรี่พลางหันไปเห็นเจิ้งทั่นที่นั่งอยู่ในสนามหญ้า ข้างๆ มีถุงขนมปังแท่งที่เด็กๆ ชอบกินวางไว้
“โอ้ ชาร์โคล วันนี้จะออกไปเที่ยวอีกแล้วเหรอ?”
คนขับรถส่งของรู้จักเจิ้งทั่น เขาเห็นภาพแบบนี้จนชินตา สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือวันนี้แมวตัวนี้พกถุงขนมมาด้วย นี่เตรียมจะเดินทางไกลงั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นเคยติดรถคันนี้ออกไปท่องเที่ยวด้วยสองวัน ตอนนั้นคนขับรถออกอาการบ่นไม่พอใจ แต่พอพ่อเจียวหย่วนซื้อบุหรี่ให้สองห่อพร้อมกับเหล้า ทุกครั้งที่เห็นเจิ้งทั่นเขาจะยิ้มหน้าบาน ขอแค่เจิ้งทั่นโดยสารรถไปด้วยก็หมายความว่าเขาจะต้องได้รับของตอบแทนแน่ๆ บุหรี่กับเหล้าพวกนั้นล้วนเป็นของดีๆ ทั้งนั้น ในซุปเปอร์มาเก็ตของศูนย์กลางการค้าราคาตั้งร้อยกว่าหยวน
เจิ้งทั่นยืดตัวบิดขี้เกียจ จากนั้นจึงคาบถุงขนมแล้วกระโดดขึ้นหลังรถเพื่อรอคนขับจัดการเรื่องบัญชีกับเจ้าของร้าน
วันนี้บนรถไม่มีสินค้าเหลืออยู่แล้ว ลงของจนหมดเกลี้ยง
“ชาร์โคล วันนี้ส่งของหมดแล้ว คงไม่ได้ไปที่ศูนย์กลางการค้าแล้ว ฉันจะกลับบ้านเลยไม่ไปทางประตูตะวันออก จะใช้เส้นทางประตูทิศเหนือ”
สองครั้งก่อนเจิ้งทั่นไปเดินเล่นรอบๆ ศูนย์กลางการค้ามา ซึ่งห่างจากเขตที่พักทางตะวันออกนี้ไปสองถนน ถ้าคนเดินไปก็ใช้เวลาราวๆ ยี่สิบนาที แต่ที่ศูนย์กลางการค้านั่นสามารถมองเห็นตึกสูงของมหาวิทยาลัยฉู่หัวได้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยใหญ่มาก จากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งต้องผ่านถนนหลายเส้น
คำพูดเมื่อครู่คนขับก็แค่พูดลอยๆ เท่านั้น เขาไม่ได้หวังว่าแมวจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด คงทำได้แค่ให้มันโดยสารรถไปด้วย ส่วนมันจะไปลงที่ไหนนั่นไม่ใช่เรื่องของเขา
เวลาเกือบหกโมงภารกิจส่งของให้บูรพาซุปเปอร์มาเก็ตก็เสร็จสิ้นลง คนขับรถส่งเสียงบอกเจิ้งทั่นหนึ่งที แล้วขับรถไปทางประตูทิศเหนือของมหาวิทยาลัย
ดวงอาทิตย์ตกดินจนทำให้ขอบฟ้ากลายเป็นเส้นสีส้ม ที่โรงอาหารด้านทิศเหนือมีนักศึกษาเดินเข้าออกกันขวักไขว่ คาบสุดท้ายของวันเพิ่งเลิกได้ไม่นาน พวกเขากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องราวระหว่างวัน
รถส่งของขับผ่านโรงอาหาร เจิ้งท่านที่นั่งอยู่ด้านหลังรถท่ามกลางความมืดกำลังจ้องมองเหล่านักศึกษา พลางคิดถึงตัวเองในสมัยก่อน อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา ก่อนที่จะมาที่นี่เขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สาม
ขณะที่รถเคลื่อนตัวไปยังทางแยกใกล้ๆ โรงอาหารนั้น เจิ้งทั่นก็เห็นเด็กหนุ่มสวมชุดทำงานสีขาวถีบจักรยานเสือหมอบที่ส่งเสียงดังทุกอย่างยกเว้นเสียงกริ่งไปทางโรงอาหาร ถ้าหากมองข้ามตัวหนังสือที่ปักอยู่ที่อกเสื้อว่า ‘โรงอาหารทิศเหนือมหาวิทยาลัยฉู่หัว’ แล้วล่ะก็ คนอื่นคงคิดว่าเขาเป็นเด็กที่อยู่ในห้องทดลองแน่ๆ
นักศึกษาที่เดินผ่านไปมารอบๆ นั้นล้วนแต่เป็นเด็กหัวกะทิความหวังของประเทศ แต่สำหรับเด็กหนุ่มที่สวมยูนิฟอร์มทำงานปั่นจักรยานเสือหมอบคนนี้ดูไม่ได้อิจฉาเหล่านักศึกษาเท่าไร แล้วก็ไม่ได้ดูน้อยเนื้อต่ำใจด้วย ลมที่พัดมาทำให้เสื้อทำงานที่ทำหน้าที่เหมือนเสื้อกันลมพลิ้วไสว เขาฮัมเพลงไปพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดีรับกับอาทิตย์ยามอัสดง
ออกจากประตูทิศเหนือของมหาวิทยาลัยฉู่หัวไปไม่ได้ใกล้กับศูนย์กลางการค้าแต่อย่างใด มองเห็นแต่แสงไฟของที่นั่นอยู่ลิบๆ มันเป็นทัศนียภาพที่เจิ้งทั่นคุ้นเคย แสงไฟนีออนรอบๆ ศูนย์กลางการค้าถูกเปิดให้สว่างจนหมด หน้าจอโฆษณาขนาดใหญ่กำลังทำงาน แสดงให้เห็นถึงความเจริญในเมืองใหญ่
เจิ้งทั่นมองสังเกตเหตุการณ์รอบตัวภายนอกตัวรถ ทำตัวเหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์คนหนึ่ง ถึงเขาจะพบเจออะไรมามาก แต่ในสมองกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไร เขาอยู่ในสภาวะเหม่อลอย
รถส่งของขับจากในเมืองออกมายังวงแหวนรอบนอกบริเวณชานเมือง ฟ้าค่อยๆ มืด อากาศก็ค่อยๆ เย็นลง
อยู่ๆ รถก็หยุดลง ทำให้เจิ้งทั่นที่กำลังเหม่อลอยหัวไปกระแทกกับแผ่นกั้นที่อยู่ภายในรถดัง ‘โป๊ก’
เขากางกรงเล็บออกมาแล้วจัดการขนบนหัว
เมื่อฟังบทสนทนาของคนที่อยู่ด้านนอกเจิ้งทั่นจึงรู้ว่าคนขับรถขับมาถึงบ้านแล้ว เขาลุกขึ้นแล้วสะบัดฝุ่นที่ติดขนออก จากนั้นจึงคาบถุงขนมปังแท่งกระโดดออกจากหลังรถพลางมองไปรอบๆ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะหาที่นอนก่อน ตอนกลางวันค่อยออกไปท่องโลก ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นแมว แต่เขาก็ยังคงชอบไปออกไปเดินตอนกลางวันมากกว่า
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังหาที่สำหรับค้างคืน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากห้องไหนสักห้องในหอพักนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยฉู่หัว
คนที่อยู่ใกล้ที่สุดรับสายแล้วสนทนาด้วยคำสุภาพ ในตอนจบเขาพูดว่า “รบกวนรอสักครู่นะครับ เขาน่าจะอาบน้ำเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะไปเรียกให้ครับ” จากนั้นก็วางหูโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปยังเตียงที่อยู่เยื้องๆ กัน
คนที่อยู่บนเตียงกำลังหลับสบาย เขานอนกัดฟันไปพลางยิ้มไปด้วย เพื่อนร่วมห้องอีกสามคน ต่างก็ตกใจจนนิ่งไป
คนเมื่อครู่ที่รับโทรศัพท์เขย่าตัวคนที่กำลังนอนฝันหวานอยู่พลางพูด “อี้ซิน เถ้าแก่โทรมา ฉันบอกไปว่านายไปอาบน้ำอยู่ อย่าปล่อยไก่ล่ะ”
พอได้ยินคำว่า ‘เถ้าแก่’ คนที่กำลังสะลึมสะลือก็ตาสว่างทันที เขารีบลงจากเตียงวิ่งเข้าห้องน้ำปรับเสียงให้เป็นปกติ เสียงของคนที่เพิ่งตื่นนอนจะแหบๆ อี้ซินไม่อยากให้ที่ปรึกษารู้ว่าตัวเองกล้านอนในช่วงเวลาทองแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาเถ้าแก่
“อาจารย์เจียว ขอโทษทีครับผมไปอาบน้ำมา มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” อี้ซินพอรับโทรศัพท์ก็เล่นได้เนียนไม่เบา
รูมเมทที่กำลังเล่นเกมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยการไม่เคาะแป้นพิม แถมยังแสร้งทำเป็นถกกันเรื่องหัวข้อวิชาการทำไมกินเนื้อกับกระเทียมถึงจะมีประโยชน์มากกว่า
พ่อเจียวหย่วนที่อยู่ในสายพูดขึ้น “ขอโทษทีนะที่รบกวนเวลานอน”
“......” เวรละ เถ้าแก่หูดีอะไรขนาดนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้อี้ซินรู้สึกโล่งอกก็คือรองศาสตราจารย์เจียวไม่ได้ติดใจเรื่องนี้ แต่พูดขึ้นว่า “ตอนนี้พอว่างไหม”
“ว่างครับ!” อี้ซินรีบตอบทันที ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่าง
ยี่สิบนาทีผ่านไป อี้ซินก็มายืนอยู่ในห้องรับแขกของครอบครัวเจียว โดยเอากุญแจมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงานของรองศาสตราจารย์เจียว
นี่เป็นครั้งที่สองที่อี้ซินมาที่นี่ ครั้งแรกเขามาตอนประกาศผลสอบเมื่อช่วงกลางปีนี้ เขาเป็นนักเรียนคนแรกของรองศาสตราจารย์เจียว บวกกับตัวเขาเองเป็นคนมีความสามารถ อาจารย์จึงให้ความสำคัญเชิญมากินข้าวที่บ้าน
อี้ซินไม่เคยเจอเจิ้งทั่น เวลาที่เจิ้งทั่นไปที่ตึกคณะนอกจากคนในครอบครัวเจียวแล้วก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นอี้ซินจึงรู้สึกแปลกใจที่ไม่รู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองเลี้ยงแมว
หลังจากเดินหาหนึ่งรอบก็ไม่พบแม้แต่เงาแมว อี้ซินเดินไปที่ครัวแล้วใช้โทรศัพท์ในห้องครัวโทรหารองศาสตราจารย์เจียว
“อาจารย์เจียวครับ ไม่เจอแมวครับ แมวของอาจารย์หนีออกจากบ้านไปแล้วหรือเปล่าครับ” พูดจบอี้ซินก็อยากจะตบปากตัวเองเสียจริง ปากเสีย!
“ปลั๊กแอร์ถอดออกไหม” พ่อเจียวหย่วนถาม
“ถอดแล้วครับ! สวิตซ์เต้าเสียบในครัวก็ปิดเรียบร้อยแล้วด้วยครับ!” อี้ซินรีบตอบ เขาอธิบายลักษณะในครัว
“อาจารย์เจียวครับ ผมไปซื้ออาหารแมวมาวางไว้ที่นี่ให้ดีไหมครับ” อี้ซินถาม
“ไม่ต้องหรอก ขอแค่บนโซฟามีขนม ตู้เย็นมีของแช่อยู่เต็มก็พอแล้วล่ะ”
“......” มีการเลี้ยงแมวแบบนี้ด้วยเหรอ?
“นายช่วยเวียนมาดูให้หน่อยทุกวัน แล้วใช้โทรศัพท์ที่บ้านอาจารย์โทรมารายงานหน่อย ส่วนสรุปผลการทำงานสัปดาห์นี้ไม่ต้องส่งก็ได้”
พอได้ยินว่าไม่ต้องส่งรายงานความคืบหน้าผลการทดลอง อี้ซินก็โล่งใจ ช่วงสองวันมานี้ผลการทดลองไม่ค่อยราบรื่นนัก ไม่มีอะไรน่ารายงานเท่าไร
“ครับ อาจารย์วางใจได้ ผมจะแวะมาดูให้ทุกวันเวลานี้ครับ”
ที่บนรถไฟ เมื่อพ่อเจียวหย่วนกำชับอี้ซินเสร็จก็เอาโทรศัพท์มือถือเก็บลงกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็มองไปยังความมืดที่อยู่ด้านนอก
เจ้าตัวแสบแอบหนีออกไปเที่ยวอีกแล้วสินะ!