ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 010 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 ฮัลโหล ฮัลโหล...บ้าเอ๊ย
เจิ้งทั่นนั่งอยู่บนต้นไม้ กว่าเขาจะหาที่เหมาะๆ ได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ห่างออกไปสองร้อยเมตรมีบ้านคนอยู่หลายครัวเรือน มีอยู่สองบ้านที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่ และมีเสียงคนลอยมาบ้างเป็นครั้งคราว บริเวณรอบๆ นี้ส่วนใหญ่เป็นแปลงเกษตร แต่ว่าเท่าที่เจิ้งทั่นอาศัยแสงสว่างจากดวงดาวมองดู ในนั้นไม่มีผลผลิตเท่าไหร่ มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานที่นี่จะถูกรื้อทั้ง
หลังจากเปลี่ยนเป็นท่าที่สบาย เจิ้งทั่นก็หลับตาพักผ่อน ใบหูชันขึ้น เขาไม่กล้าประมาทเวลาอยู่ข้างนอก
ไฟดวงสุดท้ายดับลง มีเสียงแมวลอยมาอยู่ไกลๆ บริเวณที่พักอาศัยบางครั้งจะมีเสียงหมาเห่าออกมา
อุณหภูมิในแถบชานเมืองต่ำกว่าตรงมหาวิทยาลัยฉู่หัวเล็กน้อย ลมพัดมาทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกหนาว ความง่วงค่อยๆ หายไปเพราะสายลม
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังคิดว่าหรือควรจะหาอะไรทำอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ แต่สำหรับแมวแล้วมันชัดเจนมาก
เจิ้งทั่นมองลอดช่องระหว่างใบไม้ไปทางเสียงฝีเท้านั้น คนคนนี้สวมเสื้อกันหนาวตัวหลวม มือข้างหนึ่งสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อคล้ายกับว่าในนั้นมีของอยู่ ส่วนมืออีกข้างถือเสียมขนาดเล็กไว้พลางเดินมาทางนี้
คนคนนี้สวมหมวก จึงทำให้เจิ้งทั่นมองไม่เห็นใบหน้าของเขา และก็มองไม่ออกด้วยว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่กล้าเดินคนเดียวในเวลาแบบนี้ก็คงจะเป็นผู้ชายมากกว่า ดูจากท่าทางแล้ว...ฆ่าฝังศพเหรอ?
ความอยากรู้อยากเห็นของเจิ้งทั่นทวีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่กล้าตามไป ถึงจะเป็นแมว ก็ไม่รู้ว่าจะโดนปิดปากไหม
บุคคลคนนี้เดินไปทางบ้านร้างที่มุงหลังคากระเบื้อง ที่นั่นคงไม่มีคนอยู่มานานแล้ว มีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด
พอเห็นคนคนนั้นหยุดลงตรงหน้าบ้านที่พังลงมาครึ่งหนึ่ง เจิ้งทั่นก็เตรียมรอดูละครฉากต่อไป อย่างไรเสียจากตรงนี้ก็ห่างกันไม่มาก
เขานั่งลงตรงมุมกำแพง โดยหันด้านหลังให้เจิ้งทั่น ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เจิ้งทั่นไม่ได้ยินเสียงทุบอิฐ แต่ได้ยินเสียงภาชนะที่ทำจากแก้วกระทบกันเบาๆ
จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาตอนที่ฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น คนคนนั้นถึงได้ออกจากตรงนั้น เจิ้งทั่นกระโดดลงไปดูครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะว่าเขาได้กลิ่นเหม็นๆ บางอย่าง คล้ายกับยาฆ่าแมลง
ถึงเขาจะสงสัย แต่ก็ยังรักชีวิต ชีวิตแมวก็เป็นชีวิตของเขาเหมือนกัน
เจิ้งทั่นฉวยโอกาสตอนที่ยังไม่มีใครตื่นนอนมุดเข้าไปในสวนของบ้านหลังหนึ่ง แล้วหาก๊อกน้ำล้างเท้าตัวเอง เผื่อว่าไปเดินเหยียบดินที่เปื้อนยาฆ่าแมลงจากตรงนั้นมา น้ำเย็นมาก อีกทั้งยังไม่มีผ้าเช็ดอีก เขาเองก็ไม่อยากเลีย พอมองไปรอบๆ ก็เห็นกระโปรงยาวแขวนตากอยู่ เขาจึงเช็ดเท้าตรงนั้น จนมันเป็นรอยเท้าแมว จากนั้นเขาก็ไปที่ต้นพลับที่อยู่ในบริเวณบ้านแล้วเกาที่ต้นจนมีลูกพลับตกลงมา เขานำมันไปล้างแล้วคาบออกไป
บ้านข้างๆ มีเสียงสุนัขเห่าลอยมา คาดว่ามันคงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของเจิ้งทั่น เสียงของมันเล็กและไม่ดังเท่าไร น่าจะเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ
เมื่อเจิ้งทั่นกลับไปที่ต้นไม้ต้นเดิม ฟ้าก็สว่างไปมากแล้ว
ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงคนลอยมาจากในบ้าน เป็นเสียงก่นด่า สาเหตุก็เพราะรอยเท้าที่เจิ้งทั่นฝากไว้บนกระโปรง
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ สาดแสง อุณหภูมิก็สูงขึ้นเรื่อยๆ
เจิ้งทั่นรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดดที่ส่องลงมาบนร่างกาย เขาหาวหนึ่งที บิดขี้เกียจ แล้วฉีกถุงขนมปังแท่งพลางเริ่มกินอาหารเช้า หากรู้สึกว่าฝืดคอก็กินลูกพลับตาม
ลูกหมาตัวเล็กสีน้ำตาลเทาตัวหนึ่งออกไปวิ่งเล่นในแปลงเกษตร นี่คงเป็นหมาตัวเมื่อครู่ที่เห่าเขาตอนอยู่ในบ้านนั้น
ไม่มีคนสนใจแปลงเกษตรว่าในนั้นมีแม่ไก่กำลังจิกกินอาหารอยู่หลายตัว ลูกหมาตัวนี้วิ่งไปไล่บรรดาไก่พวกนั้นจนส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าว หนึ่งในนั้นมีแม่ไก่อ้วนๆ ตัวหนึ่งทิ้งตัวนั่งลงไม่ขยับตอนที่ลูกหมาไปไล่ ส่วนลูกหมาพอเห็นแม่ไก่ไม่ขยับก็หยุดเล็กน้อย แล้วทำท่าเหมือนจะงับ คาดว่าไม่โดนตัวแม่ไก่เลยสักนิด จากนั้นมันก็ไปวิ่งไล่แม่ไก่ตัวอื่นต่อ ยิ่งตามยิ่งวิ่ง ยิ่งวิ่งก็ยิ่งตาม
ทุกครั้งที่แม่ไก่อ้วนๆ ตัวนั้นเห็นลูกหมาวิ่งไล่มัน มันก็จะทิ้งตัวลงไม่ขยับไปไหน ทำให้มันไม่ต้องคอยเอาแต่วิ่งไปทั่ว
แม้แต่สัตว์ตัวอ้วนก็ยังมีสติปัญญา
พอลูกหมาวิ่งไล่แม่ไก่จนเหนื่อยลิ้นของมันก็ห้อย พลางวิ่งช้าๆ บนถนนข้างแปลงเกษตร ทันใดนั้นหูของมันก็ขยับ มันจึงหยุดแล้วมองไปรอบๆ มันหันไปทางเจิ้งทั่น จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหา
เจิ้งทั่นกัดขนมปังเสียงดังกรอบแกรบ พลางมองลูกหมาที่ส่งเสียงเห่าไปด้วยวิ่งรอบต้นไม้ไปด้วย เขาเอาเศษขนมปังแท่งโยนออกไป ลูกหมานิ่งสักพักก็วิ่งไปหาเศษขนมพลางก้มดม จากนั้นก็เอาเท้าเขี่ยขึ้นมาจากในหญ้าแล้วกินมัน
พอกินหมดลูกหมาก็เงยหน้ามองเจิ้งทั่นที่กินขนมปังแท่งอยู่บนต้นไม้อีก พลางส่ายหางไปมาอย่างร่าเริง
ทุกครั้งเจิ้งทั่นจะกัดขนมปังแท่งจนเหลือแท่งสั้นๆ แล้วโยนลงไป ลูกหมาก็จะส่ายหางพลางมองหาเศษขนมปังจากพื้นหญ้า หรือไม่ก็งับขนมปังกลางอากาศ
เจิ้งทั่นเล่นอย่างสนุกสนาน จนขนมปังทั้งถุงเกือบหมดโดยที่ไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงจุดไฟแช็คอยู่ข้างๆ
เจิ้งทั่นตกใจ มีคนเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร!
เจิ้งทั่นหันไปมองตามเสียงก็เห็นคนที่สวมชุดเหมือนชุดคนงาน แต่ว่าถึงจะเปลี่ยนเป็นชุดอื่นเจิ้งทั่นก็ยังจำคนคนนี้ได้อยู่ดี
นั่นก็คือคนที่มาตามหาหนูตะเภา!
ลูกหมาเองก็เพิ่งจะรู้สึกว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้เช่นกัน มันจึงหันไปเห่า
เจิ้งทั่นเบ้ปาก เจ้าหมาตะกละ เห่าตอนนี้จะมีประโยชน์อะไรเล่า!
แต่ลูกหมาก็เห่าได้ไม่นาน แล้วมันก็วิ่งหางจุกตูดหนีไป ภายใต้การจับจ้องของชายคนนั้น
เจิ้งทั่นไม่กล้าวิ่ง เขาไม่มั่นใจว่าจะหนีได้สำเร็จหรือไม่
รอดูสถานการณ์ไปก่อน คอยดูว่าคนคนนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่ หรือจะทำเป็นไม่รู้จักดี? อย่างไรเสียแมวดำบนโลกนี้ก็มีเยอะแยะ เจิ้งทั่นคิดในใจ
ชายคนนั้นพ่นควันบุหรี่ออกมา เขามองเจิ้งทั่นพลางพูด “ถึงจะไม่ได้ห้อยป้ายคล้องคอฉันก็จำนายได้ ร้ายกาจจริงๆ กล้าแกล้งหมา”
ดูมีพิรุธจริงๆ ด้วย!
เจิ้งทั่นเชิดใบหูขึ้น กล้ามเนื้อเกร็งไปหมด ถึงแม้ว่าบรรยากาศรอบๆ ตัวชายคนนี้จะดูเป็นปกติ แต่ความรู้สึกแรกตอนที่เจิ้งทั่นเจอมันไม่โอเคเท่าไร เขาจึงต้องป้องกันไว้ก่อน
ชานคนนั้นสูบบุหรี่ต่อ พลางพูดจาไร้สาระไปด้วย จากนั้นอยู่ๆ ก็ถามขึ้น “เมื่อคืนนายอยู่ที่นี่ตลอดเหรอ เห็นคนท่าทางแปลกๆ บ้างไหม?”
คนท่าทางแปลกๆ งั้นเหรอ? หมายถึงคนที่สวมเสื้อกันหนาวคนนั้นหรือเปล่า?
“นายก็เจอใช่ไหม!”
เว่ยเหลิงได้คำตอบจากสายตาและสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากแมวตัวนี้ เดิมทีเขาก็แค่ลองถามดูเฉยๆ ไม่ได้หวังว่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร นึกไม่ถึงว่ามันจะเห็นจริงๆ
“โอเค ฉันไม่ถามอย่างอื่นแล้ว ฉันแค่อยากรู้ว่าคนคนนั้นจะทำอะไรกันแน่ หรือซ่อนของอะไรไว้” เว่ยเหลิงคาบบุหรี่ไว้พลางผายมือออก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้มีจุดประสงค์ร้าย
เจิ้งทั่นคิดสักพักก็ยกคางเพยิดไปทางบ้านเก่าๆ หลังนั้น
“ขอบใจ!”
ขณะที่เจิ้งทั่นตัดสินใจจะวิ่งหนีไปนั้น เว่ยเหลิงที่กำลังวิ่งไปทางบ้านเก่าๆ ก็พูดขึ้น “อย่าเพิ่งไปไหนนะ ฉันยังมีเรื่องอยากถามอีก ถ้านายหนีไปฉันจะไปตามจับกลับมา นายเชื่อไหมล่ะ?”
เจิ้งทั่นรู้สึกถึงแสงสะท้อน ข้างหน้าเขามีแผ่นโลหะเสียบอยู่
เจิ้งทั่นจ้องแผ่นโลหะที่กำลังสั่นอยู่ตรงปลายเท้าเขา พลางขยับหนวด แล้วนั่งลง เขายกเท้าเขี่ยแผ่นโลหะนั้น ภายในใจเต็มไปด้วยความพิศวง เขาหันไปมองชายคนที่วิ่งไปทางบ้านมุงหลังคากระเบื้องหลังนั้นพลางคิด ของที่คนสวมเสื้อกันหนาวใช้เวลาฝังตั้งนานทำไมถึงได้ถูกพบง่ายแบบนั้น?
ผ่านไปห้านาที เว่ยเหลิงก็ใส่ถุงมือถือกระปุกแก้วสีน้ำตาลข้างหนึ่ง มืออีกข้างถือโทรศัพท์
“ฮัลโหล ฉันมีข่าวดีจะบอก...ฉันพูดว่า มีข่าวดี...ได้ยินหรือเปล่า? ฮัลโหล...ฮัลโหล...ฉันถามว่านาย...บ้าเอ๊ย”
พอทางนี้กดวางสาย โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล...ฉันบอกว่าทางนี้พบเบาะแสนิดหน่อย...ฮัลโหล...”
การบรรยายถึงสถานที่และเล่าเรื่องราวโดยสรุปกินเวลาถึงสิบนาที ทั้งยังพูดซ้ำไปซ้ำมา เจิ้งทั่นฟังเองยังรู้สึกเหนื่อยแทน
เจิ้งทั่นลองกะดู ในเวลาสิบนาที คนคนนี้ส่วนใหญ่จะพูดว่า ‘ฮัลโหล’ จากนั้นก็ ‘บ้าเอ๊ย’
เว่ยเหลิงเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยความยากลำบาก เขาเอาโทรศัพท์ยัดใส่กระเป๋าด้วยท่าทางที่เหมือนหลุดพ้นสักที “โทรศัพท์เฮงซวย!”
เว่ยเหลิงมองเจิ้งทั่นที่นั่งอยู่ที่เดิม พลางพยักหน้า “ไปกับฉันหน่อย อย่าคิดหนี ไม่อย่างนั้นฉันจะไปล้อมจับนายที่มหาวิทยาลัยฉู่หัวแน่ นายคงอาศัยอยู่แถวนั้นใช่ไหมล่ะ? ฉันไม่เชื่อว่านายจะอยู่ที่นี่ไปตลอดหรอก”
“.......” การออกมานอกบ้านครั้งนี้มันวุ่นวายเสียจริง!
“รออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวฉันไปขับรถมา” พูดจบเว่ยเหลิงก็หยิบไหแล้ววิ่งออกไป
เจิ้งทั่นรออยู่ที่เดิมประมาณสองสามนาที ก็เห็นชายคนนี้ขี่จักรยานสีชมพูแบบของผู้หญิงอย่างยากลำบากตามถนนที่ขรุขระมาทางเขา
นี่น่ะเหรอรถที่มันว่าจะ ‘ขับ’ มารับ