ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 011 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 จะให้ไปเล่น ไปอ้อน ฝันไปเถอะ!
นั่งในตะกร้ารถจักรยานที่ขี่ผ่านทางลูกรัง...เจิ้งทั่นไม่อยากนึกสภาพเลยจริงๆ
จนกระทั่งไปถึงสถานที่ที่เว่ยเหลิงบอก เจิ้งทั่นรีบกระโดดลงจากรถ เขามึนเสียจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้น
ที่นี่คือตึกแถวเล็กๆ ที่มีสองชั้น บริเวณรอบๆ คือพื้นที่บ้านส่วนตัวของผู้คน แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังอยู่ในบริเวณที่ต้องถูกรื้อถอน บ้านหลายหลังไม่มีคนอยู่แล้ว บนกำแพงถูกเขียนคำว่ารื้อถอนตัวเบ้อเร่อ มีป้ายโฆษณาถูกแขวนไว้มากมาย
พื้นที่เศรษฐกิจได้ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่ก็เช่นกัน ภายในสิบปีที่นี่ก็จะค่อยๆ ผุดตึกสำนักงานกิจการใหม่ๆ ขึ้นมากมาย
เว่ยเหลิงเปิดประตูเอารถเข้าไปในบ้าน จากนั้นก็ไปเปิดตู้เย็นเอาเนื้อวัวปรุงสำเร็จออกมาหนึ่งกำมือ แล้วไปนั่งที่โซฟากินไปดูโทรทัศน์ไป ไม่สนใจเจิ้งทั่น
เจิ้งทั่นมองไปรอบๆ แล้วกระโดดขึ้นโต๊ะน้ำชา จากนั้นก็เอาเนื้อที่เว่ยเหลิงหยิบมาแกะออกจากห่อแล้วกิน เมื่อครู่ระหว่างทางที่มาเว่ยเหลิงบอกแล้วว่าพอจัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จก็จะขี่จักรยานไปที่มหาวิทยาลัยฉู่หัว พลางแวะส่งเขาด้วย ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่รีบ...ถึงอยากจะไปก็ไปไม่ได้อยู่ดี
ผ่านไปสิบนาทีตรงประตูก็มีเสียงดัง มีคนสวมชุดตำรวจเดินเข้ามาหนึ่งคน
พอเห็นเจิ้งทั่นเขาก็ตกใจพลางพูดขึ้นว่า “นายไปเก็บแมวที่ไหนมาน่ะ? ฉันไม่เลี้ยงนะ นายก็รู้ว่าฉันยอมเลี้ยงหมาดีกว่าเลี้ยงแมว!”
“นายไม่ต้องเลี้ยง แมวนี่มีเจ้าของแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะเอามันไปส่ง” เว่ยเหลิงแกะเนื้อออกจากห่อแล้วส่งเข้าปาก เขาเอากระปุกแก้วส่งให้ตำรวจคนนั้น
คุณตำรวจไม่พูดอะไรมาก เขาใส่ถุงมือหยิบกระปุกแล้วเดินไปที่ห้องน้ำ สักพักก็หยิบถุงเล็กๆ ใสๆ ที่มองเห็นของในนั้นออกมา
หยก เพชร แหวนทอง...
ถึงถุงจะเล็ก แต่มูลค่าใช่ย่อย
“แล้วเจอคนไหม” เขาถาม
เว่ยเหลิงส่ายหัว แล้วชี้ไปที่เจิ้งทั่น “แมวตัวนี้เห็น”
“หืม อย่าลีลา!” คุณตำรวจแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ พลางพูดต่อ “เล่ามาสิ แล้วเจออะไรอีก ตอนคุยโทรศัพท์ได้ยินไม่ชัด...นายเปลี่ยนโทรศัพท์เหอะ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์พอออกนอกเมืองก็ติดต่อไม่ได้อีก”
เว่ยเหลิงเล่าถึงลักษณะบ้านมุงหลังคามุงกระเบื้องหลังนั้น “รอบๆ มีการสาดน้ำยาไว้จะได้ไม่มีสัตว์อะไรเข้าใกล้ แต่กลับไม่ทำให้หญ้าแถวนั้นตาย ผู้คนในแถบนั้นช่วงนี้วุ่นอยู่กับการย้ายบ้าน คงไม่ไปแถวบ้านร้างตรงนั้นแน่นอน ของถุงนี้ถูกซ่อนไว้อย่างดี รอบๆ ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ มันทำได้แนบเนียนมาก...คนคนนี้ไม่ใช่เพิ่งทำเรื่องแบบนี้ครั้งแรกแน่นอน”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งแรก กี่ชีวิตแล้วที่ต้องตายจากมือของคนคนนั้น มันทำจนชำนาญแล้ว นี่ก็เพราะนายหาเจอหรอกนะ ลองให้ลูกน้องฉันไปหาสิ ต่อให้ปิดล้อมบ้านนั่นทั้งวันก็ไม่พบอะไรแน่นอน” คุณตำรวจดีดถุงที่อยู่ในมือ เขาคิดสักพักแล้วส่งแฟ้มเอกสารให้เว่ยเหลิง
“ผู้ชายเหรอ?” เว่ยเหลิงมองเอกสารในมือพลางขมวดคิ้ว มันต่างจากที่เขาคาดเดาไว้ ก่อนหน้านี้ในบรรดาผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเขาสงสัยผู้หญิงอยู่คนเดียว
“เป็นผลจากเครื่องมือทดสอบอันใหม่ที่เพิ่งซื้อมาของหน่วยเรา จะหลอกกันได้เหรอ?” คุณตำรวจตบบ่าเว่ยเหลิง “เอาล่ะ พี่ชายขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยหาหลักฐานพวกนี้ออกมาได้ ทางเราได้ส่งคนไปเฝ้าแล้ว หากมีการเคลื่อนไหวแล้วจะแจ้งให้ทราบนะ เอ่อ นายก็ลาออกไปสามปีแล้ว แผลก็หายดีแล้ว รีบทำการทำงานสักทีสิ อย่ามัวแต่ไปนู่นทีไปนี่ทีเสียเวลาไปวันๆ จะกลับมาเป็นตำรวจหรือจะเปิดบริษัทอะไรก็ว่าไป นายก็เป็นคนกว้างขวาง เงินก็ใช่ว่าจะไม่มี”
เว่ยเหลิงจุดบุหรี่ แล้วเอาแขนหนุนหัวพลางมองไปบนโซฟา “ขี้เกียจ”
“เฮงซวย!” คุณตำรวจยกแฟ้มตีเข้าไปหนึ่งที เขาโกรธเสียจนไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก พลางหันไปมองเจิ้งทั่นที่กำลังแกะห่อเนื้อสำเร็จรูปอยู่บนโต๊ะ “แมวตัวนี้ฉลาดเอาการ แต่ถ้าเทียบกับแมวภูเขาของอาจารย์แล้วล่ะก็...”
พูดได้แค่นั้น เขาก็หยุดลง
“ฉันพูดเรื่องนี้ทำไมเนี่ย!”
“นายพูดเรื่องนี้ทำไมเนี่ย!”
ทั้งสองคนแทบจะพูดขึ้นพร้อมกัน
พอนึกถึงสายตาที่แมวภูเขาตัวนั้นมองคนมันเป็นสายตาเดียวกับอาจารย์ของพวกเขา ทั้งสองคนดูหวาดกลัว นี่เป็นสาเหตุที่เว่ยเหลิงดูไม่ตกใจเท่าไรกับพฤติกรรมของเจิ้งทั่น
เว่ยเหลิงเอามือถูแขนที่เกิดอาการขนลุก แล้วเอาเท้าเขี่ยคุณตำรวจ “นายควรกลับไปทำงานได้แล้ว คดีนี้คงทำให้นายงานยุ่งพอตัว”
“นั่นสิ” คุณตำรวจเก็บของด้วยสีหน้าจริงจัง แต่คำพูดกลับดูภูมิใจมาก “ถ้าไม่คลี่คลายคดีพวกนี้ก่อนฉันคงไม่สบายใจที่จะเลื่อนตำแหน่ง”
“นายเป็นโรคหลงตัวเองแล้วล่ะ ไปหาหมอซะนะ”
“ไม่เคยอ่านบทความเหรอไง คนที่หลงตัวเองถึงจะเป็นหัวหน้าคนได้ นโปเลียน โรสเวลต์ สตาลิน เอดิสัน คาร์เนกี ร็อกเกอะเฟลเลอร์ ฟอร์ด แล้วก็ฮิตเลอร์ ต่างก็มีความหลงตัวเองในจิตใจกันทั้งนั้น” พูดจบเขาก็เดินผิวปากออกไป ก่อนออกจากประตูยังมีหันกลับมาพูดอีก “จักรยานของลูกสาวฉันนายไม่ต้องคืนหรอก ซื้อคันใหม่ให้เลยดีกว่า ใกล้จะถึงวันเกิดเขาแล้วด้วย นายก็รู้ดีว่าต้องซื้อแบบพับเก็บได้”
ถึงแม้เจิ้งทั่นจะเอาแต่แกะห่อเนื้อสำเร็จรูป แต่หูก็ฟังทั้งสองคนสนทนากันไปด้วย ดูท่าทั้งสองคนคงไม่ธรรมดา มีอาจารย์คนเดียวกันด้วย
หลังจากที่คุณตำรวจคนนั้นออกไป เว่ยเหลิงก็ไปต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แล้วหยิบเนื้อออกมาวางบนโต๊ะอีก พลางพูดกับเจิ้งทั่น “ฉันจะไปนอนแล้ว ถ้านายหิวก็กินเนื้อนี่ไป เพราะไม่มีอย่างอื่นให้กินแล้ว แล้วก็อย่าออกไปข้างนอกเป็นดีที่สุด ที่นี่ไม่เหมือนกับที่ก่อน รู้ไหมว่าทำไมแถวนี้ถึงไม่มีหมาแมว ก็เพราะถูกคนงานจับไปต้มกินหมดน่ะสิ คนที่อยากกินเมนู ‘มังกรสู้เสือ’ น่ะมีอยู่เต็มไปหมด ลำพังแค่ตัวนายคงได้แค่แกล้งลูกหมาเท่านั้นแหละ”
“......”
นอนในพื้นที่อันตรายนี่มาหนึ่งคืน วันต่อมาเว่ยเหลิงก็จัดการเก็บสัมภาระ แล้วขี่จักรยานไปส่งเจิ้งทั่นที่มหาวิทยาลัยฉู่หัว เป็นอีกครั้งที่เจิ้งทั่งต้องนั่งในตะกร้าหน้ารถจักรยานสีชมพู แต่ที่ดีกว่าหน่อยก็คือเส้นทางเข้าเมืองค่อนข้างเรียบ นอกจากลมที่พัดมาทำให้รู้สึกหนาวแล้วก็ไม่มีอะไรแย่ หากตัดเสียงน่ารำคาญของคนบางคนออกไป
นับตั้งแต่ออกเดินทางตลอดเส้นทางไปมหาวิทยาลัยฉู่หัวเว่ยเหลิงเอาแต่บ่นเจิ้งทั่น “กระโดดแย่ ปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้า การฟังห่วยเหมือนหมูมีคนเข้าไปใกล้แล้วยังไม่รู้...”
เจิ้งทั่นอยากจะเถียงกลับ แต่ก็ทำไม่ได้ แค่อ้าปากก็ทำได้แค่ร้องเสียงแมว ดังนั้นตลอดเส้นทางคนที่พบเห็นจึงเห็นเป็นฉากนี้ ผู้ชายคนหนึ่งขี่จักรยานสีชมพูสไตล์ผู้หญิง เอาแต่พูดอะไรไม่รู้ไม่หยุด สลับกับเสียงร้องของแมวที่อยู่ในตะกร้า เหมือนคนกับแมวกำลังทะเลาะกัน
จากพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจแถบนั้นมาถึงมหาวิทยาลัยฉู่หัวต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง เจิ้งทั่นมองเว่ยเหลิงที่ดูเหมือนไม่เหนื่อยเท่าไร
เว่ยเหลิงเช่าห้องอยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยฉู่หัว ทั้งๆ ที่เขาก็ซื้อบ้านแล้ว แถมยังอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ไกลเช่นกัน แต่ตอนนี้กำลังปรับปรุงอยู่ อย่างน้อยในครึ่งปีนี้คงยังเข้าไปอยู่ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องเช่าบ้านอยู่ก่อนสักครึ่งปี
ครั้งก่อนที่เจิ้งทั่นเห็นสองแม่ลูกที่สนามหญ้าใหญ่ทั้งสองคนคือภรรยาและลูกของเพื่อนเว่ยเหลิงที่ต้องพลีชีพไปในขณะปฏิบัติภารกิจ เว่ยเหลิงคอยดูแลมาตลอด หลังจากที่ออกจากหน่วยก็ยังมาหาสองแม่ลูกนี้อยู่บ่อยๆ
ห้องที่เว่ยเหลิงเช่าอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกเท่าใดนัก เดินออกทางประตูทิศตะวันออกห้านาทีก็ถึง นักเรียนหลายคนจึงชอบไปเช่าห้องที่นั่น
หลังจากที่เว่ยเหลิงถึงที่พักก็ให้เจิ้งทั่นลงจากรถ “นายกลับไปเองไป มีเวลาก็ฝึกฝนตัวเองให้ดี แมวชอบไปวิ่งเล่นข้างนอก ถ้าไร้ความสามารถคงได้ถูกจับไปทำ ‘มังกรสู้เสือ’ แน่ ฉันจะไปวิ่งในมหาวิทยาลัยทุกเช้าประมาณหกเจ็ดโมง ถ้านายอยากจะมาร่วมก็ได้ แค่นี้แหละ”
พูดจบเว่ยเหลิงก็ล็อคจักรยานแล้วเดินขึ้นตึกไป แล้วก็ไม่สนใจว่าทิ้งแมวไว้ตรงนั้นจะมีใครจับตัวไปไหม เขารู้สึกว่าถ้าแมวตัวนี้ถูกจับไปง่ายๆ ล่ะก็สมควรแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมานั่งฝึกฝนมัน”
เจิ้งทั่นนับว่าว่ายังคุ้นเคยกับแถบนี้ดี เขาไม่สนใจเสียงเรียกของนักศึกษาหลายคนพลางเดินอ้อมไปทางประตูทิศตะวันออก
“แมวตัวนั้นหยิ่งจัง”
“นั่นสิ ไม่เหมือนแมวลายทางเมื่อสองวันก่อนที่ยังมาเล่นด้วยเลย”
“หรือแมวดำจะเป็นแบบนี้หมด?”
“ไม่ใช่หรอก บ้านน้าเราก็เลี้ยงแมวดำ ขี้อ้อนจะตาย ไม่เหมือนตัวนี้...”
เจิ้งทั่นฟังบทสนทนาของนักศึกษาหญิงทั้งสองคนแล้วก็เชิดหูขึ้น ตอนนี้เขาอารมณ์ไม่ดีแล้วจะให้ไปเล่น ไปอ้อนงั้นเหรอ!
และที่ต้องยอมรับก็คือ พอเจิ้งทั่นมุดเข้ากำแพงของสวนในที่พักบุคลากรฝั่งตะวันออกแล้วจิตใจก็สงบลงไปมากทันที หรือนี่คือความรู้สึกที่ได้กลับบ้าน?
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้จบ เสียงหมาเห่าก็ทำให้จิตใจที่สงบเมื่อครู่ขุ่นมัวทันที
เสียงเห่าของหมาตัวนี้เจิ้งทั่นจำได้ หนึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้ยิน มันทำให้สวนสงบตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เจิ้งทั่นหันหน้าไปมอง หมาตัวหนึ่งคาบขวดน้ำวิ่งมาทางนี้ โดยมีเจ้าของตะโกนเรียกตามมาอยู่ด้านหลัง
หมาตัวนี้ชื่อซาฮาร่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทะเลทรายนั่นเลย ชื่อของมันมาจากสายพันธุ์ ได้ยินมาว่าในตัวของมันมีถึงสามสายพันธุ์ คือ พันธุ์ซามอย ฮัสกี้ แล้วก็ลาบาดอร์
หากพิจารณาจากใบหน้าแล้ว มันมีใบหน้าที่เคร่งขรึมเหมือนหมาฮัสกี้ แต่มีปากที่งอนขึ้นแบบหมาซามอย ทั้งสองอย่างนี้พอรวมกันแล้วดูยังไงก็ไม่เข้ากัน และมันยังได้ความฉลาดแบบลาบาดอร์มาด้วย แต่เรื่องความฉลาดจริงๆ ก็มีไม่เท่าไรหรอก
อย่างเช่นตอนนี้ ซาฮาร่ากำลังคาบขวดน้ำของเจ้าของที่เพิ่งซื้อมาวิ่งเล่นไปทั่ว สงสัยชอบให้คนไล่ตาม
เหอะ...
ขวดน้ำพลาสติคถูกฟันแหลมๆ ของซาฮาร่าเจาะจนเป็นรู น้ำที่อยู่ภายในถูกดันออกมาข้างนอก อีกทั้งน้ำยังพุ่งออกมาจังหวะเดียวกับที่มันวิ่งมาหาเจิ้งทั่น เขาหลบไม่ทันจึงรับไปเต็มๆ
หรือนี่คือปฏิกิริยาตอบสนองเชื่องช้าที่ว่าใช่ไหม?
เจ้าตัวการคาบขวดน้ำที่รั่ววิ่งไปไกลแล้ว เจิ้งทั่นสะบัดขนให้น้ำออก ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถอนหายใจก็ได้ยินเสียงกระพือปีก
กำแพงที่อยู่ด้านหลัง มีเจ้าตัวสีฟ้าโฉบเข้ามาเกาะ
“เมื่อวานผมเดินผ่านหน้าบ้านคุณ~ คุณกำลังวักน้ำสาด~ สาดลงบนรองเท้าหนังของผม~ คนที่เดินผ่านไปมา~ เลยเอาแต่หัวเราะ~~”
“......”
อยู่ๆ ก็อยากตาย