ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 027 ตอนที่ 27

#27Chapter 027

ตอนที่ 27 ความคิดแมว อย่าไปเดาเลย

เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่พ่อเจียวหย่วนเรียกว่า ‘อ้วน’ นั้นมีชื่อจริงว่าหยวนจืออี๋ นอกจากเว่ยเหลิงที่ร่วมลงทุนด้วยแล้ว ก็ยังมีเพื่อนอีกคนของพ่อเจียวหย่วนที่ทำงานอยู่ในเมืองฉู่หัวเช่นกันชื่อเฟ่ยหาง ลงทุนด้วยอีกหนึ่งส่วน

หลังจากที่พ่อของหยวนจืออี๋เสียชีวิตไป เขาก็ริเริ่มธุรกิจของตัวเองอย่างเป็นทางการ ช่วงนี้เขาวุ่นอยู่กับการไปต่างประเทศ อุปกรณ์ที่ต้องอาศัยความแม่นยำหลายอย่างต้องใช้ของนอก เขาจึงออกไปหาดู ถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะตายไปแล้ว แต่ความสัมพันธ์ยังคงอยู่ ซึ่งมันทำให้คนหนุ่มที่เพิ่งจะเริ่มต้นกิจการทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

เจิ้งทั่นไม่มีความรู้ในเรื่องที่พวกเขาจะทำกันนัก แต่ก็พอจะรู้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นราคาอย่างน้อยๆ ก็หลักหมื่น แน่ล่ะว่าเป็นดอลล่าร์ ไม่ใช่หยวน เขาเคยไปห้องทดลองอยู่ไม่กี่ครั้ง ทุกครั้งที่ไปก็จะกวาดสายตามองเร็วๆ อุปกรณ์ที่อยู่ในนั้นเป็นภาษาอังกฤษหมด ต่อให้มีภาษาจีนก็แค่เป็นการทำหมายเหตุแปะเอาไว้หรือไม่ก็เขียนชื่อผู้ที่เป็นเจ้าของ

ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นได้ยินว่าคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพลงทุนซื้ออุปกรณ์ราคาสองล้านหยวน แต่เมื่อวานตอนที่ไปหาพ่อเจียวหย่วน เขามองดูอยู่ข้างนอกก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไร

มิน่าล่ะพ่อเจียวหย่วนถึงได้พูดว่าไม่มีเงิน เงินทุนที่ได้มาห้ามแตะต้อง หากไปยุ่งเข้าคงใช้เวลาเก็บอีกหลายปี แต่อุปกรณ์ที่พวกเขาจะซื้อคงแค่ไม่กี่ตัว ไม่น่าจะเกินสองล้านหยวน

วันนี้หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนรับโทรศัพท์แล้วก็บอกกับเจิ้งทั่นว่า ทางเสี่ยวกัวมีเรื่องด่วน

เรื่องของทางเสี่ยวกัวก็มีแต่เรื่องโฆษณา เจิ้งทั่นไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร ช่วงที่ผ่านมาเขาไปถ่ายเป็นภาพนิ่งที่ใช้เล่าเรื่องกับพวกคลิปซะเป็นส่วนใหญ่ สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ในเมื่อพูดว่าเป็นเรื่องด่วน ก็ต้องคุยเรื่องราคากันหน่อยล่ะ เรื่องนี้คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของพ่อเจียวหย่วน ส่วนเขาก็แค่ลงแรง ออกไปโพสต์ท่าถ่ายเล็กๆ น้อยๆ ก็จบ

หลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จเสี่ยวกัวก็เอาของมาเยี่ยมแม่เจียวหย่วนที่โรงพยาบาล จากนั้นก็ออกไปคุยเรื่องโฆษณากับพ่อเจียวหย่วนที่ริมทางเดิน เจิ้งทั่นยังคงนั่งอยู่ในถุงตามพ่อเจียวหย่วนออกไป

“อาหารสำหรับลูกแมวเหรอ?” พ่อเจียวหย่วนถามอย่างสงสัย

“ครับ ครั้งนี้ลูกค้าจากทางพี่ชายผม ที่บ้านเขาแม่แมวคลอดลูกออกมาห้าตัว แม่แมวตอนออกไปเล่นข้างนอกได้รับบาดเจ็บกลับมา ช่วงนี้พวกเขาเลยเอาแมวมาฝากไว้ให้พี่ผมช่วยดูแล ลูกแมวทั้งห้าอายุหกสัปดาห์ มีฟันขึ้นกับหย่านมแล้ว ลูกค้าคนนั้นบอกว่าอีกไม่กี่วันจะเอาลูกแมวไปให้คนอื่น เหลือไว้ที่เขาตัวเดียวพอ ผมดูแล้วลูกแมวพวกนั้นน่ารักมาก ลายก็สวย แถมมีเชื้อสายของแมวป่าไซบีเรียนด้วย ดังนั้นผมคิดว่าเลยน่าจะคว้ากาสนี้เอาตัวมาถ่ายโฆษณาน่ะครับ” เสี่ยวกัวอธิบาย

พี่ชายของเสี่ยวกัวเป็นสัตวแพทย์ ตอนที่ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงยังไม่สร้าง โรงพยาบาลสัตว์ของพี่ชายกับร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงของเสี่ยวกัวนั้นเปิดแยกกัน แต่ตอนนี้เอามารวมกันแล้ว เป็นแบบครบวงจร ดังนั้นลูกค้าบางรายของพี่ชายเสี่ยวกัวจึงรู้จัก เดิมทีเสี่ยวกัวไม่ได้ตัดสินใจจะถ่ายโฆษณาอาหารสำหรับลูกแมวไวขนาดนี้ เพราะการจะถ่ายให้ได้ผลตามที่เขาต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เหมือนกับโฆษณาแมวโต ลูกแมวยังไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงไม่น่าจะให้ความร่วมมือได้เท่าไร

“อาหารสำหรับลูกแมว แล้วให้เจิ้งทั่นไปทำอะไรครับ?” พ่อเจียวหย่วนสงสัย

“ผมอยากให้แมวโตกับลูกแมวถ่ายด้วยกันครับ เพราะถ้ามีแค่ลูกแมว พวกมันคงไม่เชื่อฟังแน่ ถ้ามีแมวโตอยู่ด้วยคงจะกลัวกันหน่อย ถึงมันจะดูยากมาก แต่ก็ดีกว่าถ่ายแค่ลูกแมวอย่างเดียวครับ”

“งั้นคุณหมายความว่า?” พ่อเจียวหย่วนยังคงไม่เข้าใจ ข้อแรกคือ แมวของเขาเป็นแมวตัวผู้ ได้ยินมาว่าแมวตัวผู้ที่อาศัยอยู่ข้างนอกจะฆ่าลูกแมว แมวบ้านบางตัวก็เป็นแบบนั้น ดูไม่ค่อยปลอดภัยสำหรับลูกแมวเท่าไร ข้อสอง ที่ร้านของเสี่ยวกัวก็พอจะมีแมวอยู่ นิสัยก็ดูเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย อีกทั้งยังเป็นแมวสายพันธุ์ดีด้วย ดูดีกว่าแมวเขาที่นิสัยเอาแต่ใจเสียอีก

“ผมอยากให้ชาร์โคลไปลองดูน่ะครับ แล้วค่อยว่ากัน เมื่อวานผมลองให้แมวที่ร้านถ่ายแล้ว ก็ยังไม่ได้ดั่งใจ ผมเลยนึกถึงชาร์โคลขึ้นมา”

พอฟังเสี่ยวกัวอธิบายแล้ว พ่อเจียวหย่วนก็พยักหน้า แล้วก็ไม่ได้อะไรเพิ่มอีก จากนั้นจึงเริ่มคุยกันเรื่องราคา

ขณะที่เสี่ยวกัวกับพ่อเจียวหย่วนกำลังคุยกันเรื่องราคานั้น เจิ้งทั่นที่นั่งอยู่ในถุงรู้สึกอารมณ์ไม่ดีเท่าไร นอกจากเด็กๆ ของครอบครัวเจียวแล้ว เขาก็ไม่ได้ชอบเด็กสักเท่าไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกแมวเลย น่ารำคาญจะตาย!

หลังจากที่พ่อเจียวหย่วนกับเสี่ยวกัวคุยกันเสร็จแล้ว เสี่ยวกัวก็ขอตัวลา พรุ่งนี้เช้าเขาจะไปรับเจิ้งทั่นที่บ้าน หากเจิ้งทั่นรับงานนี้ล่ะก็ ราคาก็ตามที่ตกลงกันไว้ อาหารสำหรับลูกแมวของที่ร้านเสี่ยวกัวค่อนข้างแพง แต่คุณภาพดี ขอแค่ให้ขายได้ กำไรก็ไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นค่าตัวในครั้งนี้จึงสูงกว่าครั้งก่อนๆ

หลังจากที่ฟังพ่อเจียวหย่วนบอกเรื่องค่าตัวแล้ว เจิ้งทั่นก็ตัดสินใจลองอดทนดู ก็แค่ถ่ายโฆษณาไม่ใช่เหรอ ไม่กี่ชั่วโมงเอง

“ชาร์โคล เงินที่ฉันเอาไปลงทุนให้ฉันจดไว้แล้วนะ ไม่แน่ว่าอีกหน่อยนายอาจจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็ได้ แล้วก็ตอนไปถ่ายอย่าปล่อยให้ถูกรังแกล่ะ นายไปถ่ายโฆษณา ไม่ใช่ไปให้โดนรังแก ถ่ายไม่ได้ก็ไม่ต้องถ่าย”

เจิ้งทั่นส่งเสียงออกมา แสดงถึงว่าเข้าใจแล้ว ประโยคแรกพ่อเจียวหย่วนดูจะเป็นเชิงล้อเล่นมากกว่า เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ประโยคหลังเขาก็ไม่ได้รู้สึกกดดัน อย่างไรเสียก็แค่เวลานอนเขาก็นอน เวลากินก็กิน

เช้าวันต่อมาเจิ้งทั่นไม่ได้ออกไปวิ่ง เขานั่งรออยู่บนต้นอู๋ถงที่อยู่ในบริเวณที่พัก ก่อนหน้านี้ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ ดังนั้นเวลาเสี่ยวกัวมาถึงจึงไม่ต้องเข้าไปในตึก แค่มองไปบนต้นอู๋ถงที่ใหญ่ที่สุดแถวนั้นเป็นพอ

ตอนนี้ใบของต้นอู๋ถงร่วงไปแล้วเป็นจำนวนมาก พอเสี่ยวกัวมองขึ้นไปก็เห็นเจิ้งทั่นได้ชัดเจน

หลังจากที่เสี่ยวกัวเห็นเจิ้งทั่นแล้ว ใบหน้าก็ผุดรอยยิ้มประหนึ่งเห็นทองคำทันที เขาตบไปที่กระเป๋าเป้สีดำที่สะพายมา “ชาร์โคล ไปทำงานกัน!”

เจิ้งทั่นไม่ชอบกระเป๋าสะพายสำหรับใส่สัตว์เลี้ยง ดังนั้นทุกครั้งที่เสี่ยวกัวมารับจึงใช้กระเป๋าเป้ที่ค่อนข้างกว้าง หรือไม่ก็กระเป๋าหนังสือที่จุได้เยอะๆ

เนื่องจากศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก เสี่ยวกัวจึงขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามารับ เขาเอากระเป๋าวางใส่ในตะกร้าหน้ารถ เจิ้งทั่นนั่งอยู่ในนั้น แต่ยื่นหัวออกมาดูวิวภายนอก

ศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง ‘มันเป็นแบบนี้’ ของเสี่ยวกัวกิจการดีขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเก่าๆ บวกกับผลตอบรับจากโฆษณาในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ทำให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่โพสต์ลงตามเว็บบอร์ดในอินเตอร์เน็ตแล้วก็มีคนสั่งของเข้ามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูกค้าประจำ

พวกเขาไม่ได้เข้าทางประตูใหญ่ แต่ไปเข้าทางประตูด้านข้างแทน เพราะใกล้กับออฟฟิศที่ใช้ถ่ายโฆษณามากกว่า แล้วก็ไม่ค่อยมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกด้วย

ทุกครั้งที่เห็นเถ้าแก่พาแมวที่ตัวเองปฏิบัติเหมือนกับเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภมาด้วย บรรดาพนักงานต่างก็คุ้นเคยกันดี เสี่ยวกัวอธิบายให้พวกเขาฟังว่าแมวตัวนี้ถูกฝึกมาโดยเฉพาะ จึงว่านอนสอนง่าย เวลาถ่ายโฆษณาเลยไม่ลำบาก อีกทั้งค่าตัวก็สูง ตอนที่แนะนำกันตอนแรกเสี่ยวกัวพยายามเน้นคำว่า ‘ค่าตัวสูง’ เพื่อให้พนักงานปฏิบัติกับชาร์โคลดีๆ หน่อย นี่คือเทพเจ้าโชคลาภประจำร้านเลยนะ อาหารแมวพวกนั้นที่ขายดีอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะผลตอบรับจากโฆษณาทั้งนั้น แต่ก็เป็นเพราะของคุณภาพดีอยู่แล้วด้วยเช่นกัน พอชื่นชมคนอื่นแล้วเสี่ยวกัวก็ไม่ลืมที่จะชื่นชมตัวเอง

บรรดาพนักงานพอได้ฟังเถ้าแก่อธิบายก็ไม่มีใครสงสัยอะไร พวกเขามองแมวดำที่ ‘ค่าตัวสูง’ ตัวนี้ด้วยสายตาที่เหมือนกับมองแมวที่ถูกฝึกมาในคณะละครสัตว์ ถ้าเจิ้งทั่นรู้ว่าพวกเขาคิดแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

เจิ้งทั่นทำตัวเหมือนทุกครั้งที่เคยมา เขากระโดดลงจากรถ แล้ววิ่งเข้าไปที่ออฟฟิศ พนักงานชุดเดิม แมวที่มานั่งดูก็ตัวเดิมๆ กับสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่เสี่ยวกัวเลี้ยงเอง แต่จุดที่แตกต่างก็เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน

ที่มุมหนึ่งในออฟฟิศ มีการถูกล้อมเอาไว้ เนื้อที่ประมาณเจ็ดถึงแปดตารางเมตรได้ อุปกรณ์ประกอบฉากที่เคยวางไว้ตรงนั้น ถูกเอาไปกองไว้ที่อื่นแล้ว

ในคอกที่ถูกเอาแผ่นพลาสติคล้อมไว้นั้น มีลูกแมวอยู่ห้าตัวกำลังเล่นกันอยู่ในนั้น สามตัวมีลายเสือ อีกสองตัวเป็นลายดำขาว เสี่ยวกัวเคยบอกแล้วว่า ลูกแมวทั้งห้าตัวนี้มีเชื้อสายแมวป่าไซบีเรียน ดังนั้นเมื่อเทียบกับแมวทั่วไปแล้ว ขนจึงดูยาวกว่าหน่อย

ที่ด้านข้างคอกมีแมวตัวหนึ่งปีนขึ้นไปบนชั้น เป็นแมวอเมริกันขนสั้น ขาหน้าของมันพาดไปที่ขอบชั้น กำลังจ้องมองลูกแมวที่อยู่ในคอก

แมวตัวนี้ชื่อว่า ‘เจ้าชาย’ เป็นแมวในร้านของเสี่ยวกัว ชื่อนี้เสี่ยวกัวก็เป็นคนตั้งเอง รูปแมวที่เป็นโลโก้ของอาหารแมวที่ทางร้านผลิตก็คือเจ้าชายนี่เอง

ทำไมถึงเอาเจ้าชายมาเป็นโลโก้สินค้าน่ะเหรอ เหตุผลที่สำคัญก็คือสายพันธุ์ที่ดูโดดเด่นของมัน แก้มของแมวอเมริกันขนสั้นจะเนื้อเยอะเป็นพิเศษ รูปร่างดูแข็งแรงกว่าแมวทั่วไป โครงกระดูกใหญ่ ทำให้ดูมีน้ำมีนวล แผ่นหลังกว้าง ดูน่าเกรงขาม ไม่เหมือนกับแมวตามท้องนาที่ดูผอมแห้ง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูมีพลัง แต่ก็ดูเป็นมิตรในเวลาเดียวกัน รูปลักษณ์แตกต่างจากเจิ้งทั่นอยู่พอสมควร ดังนั้นบรรดาร้านอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงจึงชอบเอาแมวสายพันธุ์นี้มาเป็นรูปประกอบ

ถ้าเทียบในเรื่องมันสมองล่ะก็ เจิ้งทั่นกินขาด แต่ก็ไม่รู้จะเทียบอย่างไร เพราะเจิ้งทั่นเคยเป็นคนมาก่อน ไม่เห็นจะต้องไปเปรียบเรื่องมันสมองกับแมว

ที่ไม่ใช้เจิ้งทั่นเป็นโลโก้สาเหตุหนึ่งก็เพราะเจิ้งทั่นเป็นแมวดำ ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบแมวดำ หลายคนยังคงมีความเชื่อในเรื่องแมวดำอยู่

ดังนั้นรูปลักษณ์ภายนอกจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับเรื่องนี้เจิ้งทั่นก็แก้ไขอะไรไม่ได้ อย่างไรเสียเขาก็คงไม่ไปย้อมขนหรอก

ขณะที่ ‘เจ้าชาย’ กำลังจ้องลูกแมวทั้งห้าอยู่นั้น กรงเล็บก็ขยับอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับว่าจะลงไปหรือไม่ลงไปดี

“เป็นเหมือนเดิมเหรอ?” เสี่ยวกัวที่เพิ่งเดินเข้ามาถามพนักงานขึ้น

“เหมือนเดิมเลยครับ พอ ‘เจ้าชาย’ เข้าไปลูกแมวพวกนี้ก็ทำเหมือนเป็นศัตรูเลยครับ แมวตัวอื่นในร้านก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะตัวผู้ตัวเมีย แต่เถ้าแก่เคยบอกว่าชาร์โคลนิสัยไม่ค่อยดีไม่ใช่เหรอครับ ให้มันเข้าไปจะไม่ไปกัดลูกแมวเหรอครับ?” พนักงานคนหนึ่งพูดขึ้น

เจิ้งทั่นที่ปีนขึ้นไปบนชั้นเอียงหน้ามองเสี่ยวกัว

กล้าใส่ร้ายพี่แบบนี้เลยเหรอ หาว่าพี่นิสัยไม่ดีใช่ไหม ตรงไหนเล่า!

เจิ้งทั่นคิดพลางฝนเล็บลงบนชั้นสำหรับให้แมวปีน จนขนเริ่มกระจุย ‘เจ้าชาย’ ที่มองอยู่ไม่ไกลก็ฝนเล็บบ้าง กลัวว่าแมวดำตัวนั้นจะลงมือทำอะไรบางอย่าง

พอเห็นรอยฝนเล็บเสี่ยวกัวก็เอามือลูบหน้า เขาเริ่มรู้สึกลังเล แต่ก็ตั้งสติใหม่ เขาสั่งให้พนักงานคอยดูเอาไว้ ถ้าเห็นเหมือนแมวใหญ่กำลังจะกัดลูกแมวก็ให้รีบเข้าไปช่วย

เจิ้งทั่นนั่งอยู่ตำแหน่งที่สูงของชั้น พลางมองลูกแมวทั้งห้า ลูกแมวที่อายุหกสัปดาห์ เริ่มจะมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ของทุกอย่างอาจกลายเป็นที่ลับฟันหรือของเล่นของพวกมันได้ ตุ๊กตาหนู แท่งแหย่แมว ไหมพรม พวกมันชอบหมด เวลาที่ไม่เล่นของเล่นพวกมันก็จะเล่นหางหรือไม่ก็ขาหน้าของตัวเอง คิดว่าของพวกนี้เป็นศัตรูแล้วก็กัด ข่วน เจิ้งทั่นคิดว่าพฤติกรรมพวกนี้เหมือนกับคนที่เป็นโรคประสาท

พอมองบรรดาลูกแมวที่อยู่ข้างล่างแล้ว เจิ้งทั่นก็ไม่อยากจะลงไปคลุกคลีด้วยเลยจริงๆ แต่ในเมื่อมาแล้ว ยังไงก็ต้องลองสักตั้ง ถึงจะไม่อยากทำ แต่ถ่ายสักหน่อยก็ยังดี เพื่ออนาคตในการถ่ายโฆษณาตัวอื่น

หลังจากที่เตรียมใจพร้อมแล้ว เจิ้งทั่นก็กระโดดลงไปยังที่ว่าง

การจู่โจมกระโดดลงไปของเจิ้งทั่น ทำให้ลูกแมวที่กำลังเล่นอยู่เกิดอาการตกใจ มีสองตัวโก่งหลัง ชันขน ท่าทางเหมือนระแวง

เสี่ยวกัวกับพนักงานต่างก็จ้องกันเขม็ง หากพบว่าแมวดำจะกัดลูกแมวพวกเขาก็จะไปหยุดทันที เสี่ยวกัวได้แจ้งให้ลูกค้าทราบแล้วเรื่องที่เขาขอยืมลูกแมวไว้ก่อน

พอกระโดดลงไปแล้วเจิ้งทั่นก็ไม่ได้ขยับตัว เขารู้ว่าพฤติกรรมของเขากำลังถูกจับจ้อง จึงไม่สามารถ‘แสดงท่าทางที่อันตราย’ อย่างเช่นยื่นกรงเล็บหรือแยกเขี้ยวออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ทำอะไร ยืนอยู่ที่เดิม แค่รอลูกแมวพวกนี้ค่อยๆ ปรับตัว

แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็คือ หนึ่งในลูกแมวทั้งห้าที่ตัวใหญ่ที่สุด ตัวที่เพิ่งจะชันขนนั้นค่อยๆ สงบลง มันยกเท้าเดินเข้าไปหาเจิ้งทั่น แรกๆ ก็ทำเหมือนหยั่งเชิง แต่ต่อมาก็วิ่งเข้าไปหา พร้อมกับส่ายหาง

เจิ้งทั่นมองลูกแมวลายเสือที่กำลังเดินเข้ามาหา เขาไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี ตัวแค่นี้ แค่เขายกเท้าก็ปลิวแล้ว

หลังจากที่ลูกแมวลายเสือเดินมาที่ข้างตัวของเจิ้งทั่นแล้ว มันก็ยกเท้าน้อยๆ ขึ้นมาแตะที่ขาหน้าของเขา แตะอีก แตะแล้วก็แตะอีก จากนั้นก็กลิ้งตัวไปบนพื้นเล่นกับเท้าของเขา

เจิ้งทั่นขยับหนวด เขาอยากจะเขี่ยเจ้านี่ให้ไปไกลๆ เสียจริง

มีตัวแรกก็ต้องมีตัวที่สอง แค่ชั่วพริบตาลูกแมวทั้งสี่ก็เข้ามาหาเจิ้งทั่น บางตัวก็เล่นที่เท้าของเขา บางตัวก็เล่นหาง

เจิ้งทั่นรู้สึกว่าตัวเองจะทำตัวนิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว เขายกขาเดินข้ามลูกแมวที่อยู่ข้างๆ พอเจิ้งทั่นขยับ ลูกแมวที่เหลือก็เดินตาม ลูกแมวตัวใหญ่ที่วิ่งไวกว่า เข้าไปเล่นหางของเจิ้งทั่น

พอเขารู้สึกรำคาญ อยากจะจัดการกับเจ้าตัว ‘หางสั้น’ ที่อยู่ด้านหลัง เขาจึงเดินให้ไวขึ้น แต่ลูกแมวทั้งห้าก็ร้องขึ้น ร้องเหมือนกับว่าเจิ้งทั่นไปทำอะไรที่น่าสยดสยองให้

แล้วภาพก็เป็นดังที่ปรากฏ ภายในคอกที่ถูกล้อมด้วยแผ่นพลาสติก แมวดำตัวหนึ่งกำลังเดินไปรอบๆ โดยที่ด้านหลังมีลูกแมวห้าตัวเดินตาม พอตามไม่ทันก็จะส่งเสียงร้อง ร้องจนแมวที่เดินนำต้องหยุด แล้วพวกมันก็จะรีบวิ่งตาม

“นี่มันเลือกจากหน้าตาเหรอ?” พนักงานคนหนึ่งพูดขึ้น แมวตัวอื่นๆ ในร้านตั้งหลายตัวยังไม่ได้รับการปฏิบัติแบบนี้เลย แต่กับแมวดำตัวนี้นั้นแตกต่างออกไป

เสี่ยวกัวชี้ไปที่แมวดำที่กำลังเชิ่ดใบหูเดินวนรอบคอกอยู่ “หน้าตาเหรอ? นายคิดว่าแมวของร้านเราหล่อหรือว่าแมวดำตัวนั้นหล่อล่ะ?”

พนักงานคนนั้นไม่พูดอะไรต่อ

พนักงานอีกคนจึงถามขึ้น “งั้นทำไมลูกแมวทั้งห้าตัวถึงยอมเข้าไปเล่นกับชาร์โคลล่ะ?”

“...ความคิดแมว อย่าไปเดาเลย” เสี่ยวกัวคิดอยู่สองนาทีจึงตอบออกมา

devc-3daa7acd-33865ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 027 ตอนที่ 27