ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 028 ตอนที่ 28
ตอนที่ 28 ‘หลี่หยวนป้า’ ของเธอน่ะท้องแล้ว
พอเห็นเจิ้งทั่นอยู่กับลูกแมวได้เป็นอย่างดี ‘เจ้าชาย’ ที่อยู่บนชั้นก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป หลังจากเล็งแล้วมันก็กระโดดลงไปในคอก
เพียงแต่ว่า พอลูกแมวทั้งห้าเห็น ‘เจ้าชาย’ ก็แสดงท่าทีเหมือนเมื่อก่อน พวกมันโก่งหลังขึ้น พองขน แล้วส่งเสียงร้องออกมา สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ พอมีเจิ้งทั่นอยู่ด้วย ลูกแมวทั้งห้าก็ดูเหมือนจะฮึกเหิมมากกว่าเดิม มีพวกมันอยู่ข้างๆ เจิ้งทั่นจะขยับตัวก็ลำบาก
‘เจ้าชาย’ ก้าวขึ้นหน้าสองก้าว ลูกแมวยิ่งโก่งหลังมากกว่าเดิม พวกมันผลัดกันร้องออกมา แล้วก็ขยับเข้าไปใกล้เจิ้งทั่นขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้เขารู้สึกรำคาญมาก ลูกแมวห้าตัวนี้จะขยับเข้ามาใกล้เขาขนาดนี้ทำไม เขารู้สึกอึดอัด แต่ก็กลัวว่าถ้าขยับตัวมากไปจะไปเตะโดนหรือทับเจ้าพวกนี้เข้า ดังนั้นถึงเขาจะรู้สึกรำคาญแต่ตัวก็แข็งทื่อไปหมด ยิ่งเจ้าชายขยับเข้ามาใกล้ เขาก็ยิ่งรำคาญมากขึ้น
เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น เขามองเจ้าแมวอเมริกาขนสั้นที่กำลังเดินเข้ามาด้วยสายตาที่กดดัน อยากมีเรื่องกับพี่ก็เข้ามา!
เสี่ยวกัวทื่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ ส่งเสียงเรียกแมวของตัวเองเบาๆ ดูท่าแมวของเขาจะถ่ายโฆษณาตัวนี้ไม่ได้แล้วจริงๆ ลูกแมวพวกนั้นไม่ไว้หน้าแมวของเขาเลย
พอได้ยินเสียงเจ้านาย ‘เจ้าชาย’ ก็ค่อยๆ ถอยห่าง จากนั้นก็กระโดดออกนอกคอก วิ่งไปหาความอบอุ่นจากเสี่ยวกัว
พอเห็น ‘ศัตรู’ ไปแล้ว ความกลัวของบรรดาลูกแมวก็หายไป พวกมันกลับมาเล่นอยู่รอบตัวเจิ้งทั่นต่อ เจิ้งทั่นเดินไปไหนพวกมันก็เดินตามไป พอเขาหยุด พวกมันก็กลิ้งอยู่ข้างๆ บ้างก็เล่นกรงเล็บหรือหางของเขา
ขณะที่ลูกแมวกำลังเล่นอย่างมีความสุขนั้น เจิ้งทั่นก็เอาแต่ปั้นหน้ารำคาญ สีหน้าของแมวมีไม่มากนัก แต่ถ้าใครได้เห็นสีหน้าของเขาตอนนี้ล่ะก็จะต้องรู้สึกว่า ‘แมวตัวนี้ทำหน้าแย่จริงๆ’
เจิ้งทั่นก้มหน้ามองดูลูกแมวที่นอนเล่นอยู่ตรงเท้าเขาอย่างเหนื่อยหน่าย เท้าของลูกแมวนุ่มมาก แสงไฟที่สาดส่องลงมาทำให้ดูเป็นเงาๆ แตกต่างจากเท้าของแมวโตที่เดินจนด้านแล้ว ส่วนเจิ้งทั่นที่ออกไปวิ่ง ปีนต้นไม้ทุกวันนั้น เท้ายิ่งด้านกว่าแมวปกติ
เจิ้งทั่นมองเท้าเล็กๆ ที่ขยับอยู่ในอากาศ แล้วยกเท้าของตัวเองขึ้นมาดู จากนั้นก็เปรียบเทียบกับเท้าเล็กๆ สีชมพูของลูกแมว
หึ เล็กจริงๆ เทียบไม่ได้กับเท้าของเขาที่ดูมีเนื้อมีหนัง แต่เท้าลูกแมวก็นุ่มจริงๆ
แชะ แชะ แชะ!
เสียงถ่ายภาพดังขึ้น พร้อมกับแสงแฟลช
เจิ้งทั่นหันไปมองก็เห็นเสี่ยวกัวกำลังถือกล้องพร้อมกับถ่ายรูปอย่างเมามัน วิ่งไปมาเปลี่ยนมุมคล้ายกับลิง เนื่องจากที่นี่มีของระเกะระกะมาก ดังนั้นท่าทางของเสี่ยวกัวเวลาถ่ายรูปจึงดูประหลาด คล้ายกับพวกคนลามกแอบถ่ายใต้กระโปรงสาวๆ
“เถ้าแก่ครับ สรุปเป็นตัวนี้นะครับ?” เหล่าพนักงานทำท่าเตรียมจะจัดฉาก โฆษณาอาหารสำหรับลูกแมวคงได้แมวตัวนี้เป็นพรีเซ็นเตอร์แน่ๆ แล้ว แมวตัวอื่นในร้านต่างก็สู้มันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“ตัวนี้แหละ! เตรียมตัวได้ ทำงาน!” เสี่ยวกัวมีท่าทางตื่นเต้นมาก “โฆษณาตัวนี้ต้องเรียกลูกค้าได้เยอะแน่ๆ!”
รูปแบบโฆษณาที่เสี่ยวกัววางไว้ค่อนข้างง่าย โดยมีรายละเอียดคือ ลูกแมวที่ถูกทอดทิ้งถูกแมวตัวหนึ่งมาพบเข้า แล้วแมวตัวนั้นได้คาบอาหารสำหรับลูกแมวไปให้ ส่วนอาหารที่ต้องคาบไปนั้นมีสองแบบ แบบแรกคืออาหารเม็ด อีกแบบคือ อาหารกระป๋อง ทั้งหมดเป็นของโรงงานเสี่ยวกัวผลิตทั้งนั้น อีกทั้งยังผ่านการตรวจสอบด้านคุณภาพจนได้รับใบรับประกันแล้วด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่พ่อเจียวหย่วนรับงานนี้ให้เจิ้งทั่น
ก่อนหน้านี้เสี่ยวกัวกลัวว่าแมวโตที่หามาจะเข้ากับบรรดาลูกแมวไม่ได้ แต่ตอนถ่ายโฆษณากลับพบว่า ติดแมวโตมากไปก็ไม่ดี ลูกแมวหลายตัวไม่ยอมเข้าไปอยู่ในกองของเล่น ถึงต่อให้เข้าไปแล้ว แต่พอเห็นเจิ้งทั่น พวกมันก็จะวิ่งไปหา
แต่ก็ย่อมดีกว่าเข้ากับแมวโตไม่ได้ ลูกแมวแสดงออกว่าชื่นชอบอาหารทั้งสองแบบได้ดี ทำให้เสี่ยวกัวมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากยิ่งขึ้น
ใช้เวลาในการถ่ายไปทั้งหมดสี่ชั่วโมง ที่เหลือก็แค่นำไปตัดต่อ งานที่เหลือเจิ้งทั่นไม่สนใจแล้ว ตอนนี้เขาอยากออกจากที่นี่มาก ไม่อยากจะอยู่ทำตัวเป็นพ่อลูกอ่อนแล้ว
แต่น่าเสียดายที่เจิ้งทั่นต้องผิดหวัง เพราะฟ้าครึ้มและมีฝนตกลงมาอย่างหนัก ไหนพยากรณ์อากาศบอกว่าไม่มีฝนไง!
เสี่ยวกัวโทรบอกพ่อเจียวหย่วนว่ารอฝนหยุดก่อนแล้วจะไปส่งเจิ้งทั่น คงไม่น่าจะตกนาน แต่ยังไงก็ต้องไปส่งก่อนฟ้ามืดแน่ๆ
ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงทำได้แค่ทนรออยู่ในออฟฟิศต่อไป ที่ดีหน่อยก็คือ เหล่าลูกแมวดูท่าจะถ่ายโฆษณาจนเหนื่อย พอกินอาหารเสร็จก็นอนขดตัวอยู่ด้วยกัน โดยที่ข้างใต้มีแผ่นให้ความร้อนรองอยู่ ช่วงนี้อุณหภูมิค่อนข้างต่ำ แม่แมวก็ไม่อยู่ ลูกแมวอาจจะไม่สบายได้
เดิมทีเสี่ยวกัวจะให้เจิ้งทั่นไปนอนกับลูกแมว พวกเขาจะได้วางใจ เพราะความร้อนจากแผ่นรองก็สู้ความอบอุ่นจากแมวโตไม่ได้
เจิ้งทั่นแกล้งทำเป็นหลับตา แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินที่เสี่ยวกัวพูด ใครอยากจะไปก็ไป แต่ไม่ใช่เขาแน่ๆ!
ช่วงพัก ทุกคนก็สั่งอาหารกลางวันมากินกัน เสี่ยวกัวรู้ว่าเจิ้งทั่นไม่กินอาหารสำหรับแมว จึงสั่งข้าวหน้าไก่มาให้
ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งกิน อยู่ๆ ประตูออฟฟิศก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
“กัวเสี่ยวหมิง! ช่วยด้วย!”
คนที่เข้ามาเป็นผู้หญิง อายุน่าจะยังไม่มาก สภาพเปียกปอนขณะที่ถือร่มอยู่ เจิ้งทั่นมองเห็นลักษณะเธอไม่ชัด อาจเป็นเพราะผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงกับแว่นตากรอบดำที่ใส่อยู่
ผู้หญิงคนนี้กำลังอุ้มกระเป๋าที่ใช้ใส่สัตว์เลี้ยง ถึงตัวจะเปียกแต่ก็ไม่ยอมให้กระเป๋านั้นเปียกไปด้วย
เสี่ยวกัวที่กำลังกินข้าวพอเห็นผู้หญิงคนนี้ก็เกือบจะสำลัก “เยี่ยนจื่อ ฉันชื่อกัวหมิงอี้ ไม่ใช่กัวเสี่ยวหมิง บอกตั้งหลายครั้งแล้วยังจะเรียกผิดอยู่ได้...แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ?”
“ช่วยด้วย หลี่หยวนป้า*ไม่สบาย!” เธอทิ้งร่มลง แล้วรีบวิ่งเข้ามา
พอได้ยินผู้หญิงคนนี้พูดชื่อ ‘หลี่หยวนป้า’ ไก่ที่อยู่ในปากของเจิ้งทั่นก็แทบจะหลุดออกมา
เจ้าสัตว์เลี้ยงตัวนี้ลักษณะจะแข็งแกร่งทรงพลังแค่ไหนกัน ถึงได้ถูกเรียกด้วยชื่อนี้
ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเคี้ยวไก่พลางจ้องไปที่กระเป๋าใบนั้นเพื่อดูว่าสัตว์เลี้ยงอันทรงเกียรติตัวนี้ตัวคืออะไรกันแน่
“หลี่หยวนป้าทำไมล่ะ ฉันจำได้เธอเคยบอกว่ามันแข็งแรงมาก” หลังจากตักข้าวกินไปสองคำเสี่ยวกัวก็เดินไปที่อีกด้านของออฟฟิศ ตรงนั้นเป็นที่โล่งและมีโต๊ะตั้งอยู่ สะดวกกว่าตรงนี้ อีกอย่างตอนนี้ทุกคนก็กำลังกินข้าวอยู่ จะมานั่งดูแมวป่วยไปด้วยคงไม่ดี
“ถ้าป่วยเธอก็ต้องพาไปหาพี่ฉันสิ ฉันขายแต่ของใช้สัตว์เลี้ยง” เสี่ยวกัวพูดพลางรูดซิปกระเป๋า
“เราเป็นเพื่อนกันนี่นา มาหานายสบายใจกว่า” เยี่ยนจื่ออธิบาย สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
หลังจากที่เสี่ยวกัวเปิดกระเป๋าแล้ว เจิ้งทั่นก็ได้เห็นโฉมหน้าของ ‘หลี่หยวนป้า’
อื้อหือ! สีขนดั่งเพลิง พิเศษเหมือนชื่อ ดูแล้วทรงพลังมาก!
แมวตัวนี้ขนส่วนใหญ่เป็นสีดำ มีสีเหลืองกับสีขาวปะปนอยู่บ้าง
ในมุมมองของแมวเจิ้งทั่นรู้สึกว่าแมวตัวนี้ดูสง่า มีความพิเศษในตัว คาดว่าถ้ามีเรื่องขึ้นมามันคงเอาตาย
นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวกัวได้เจอกับ ‘หลี่หยวนป้า’ เขาเคยเห็นแต่ในรูป หลังจากที่เยี่ยนจื่อได้ติดต่อกับเสี่ยวกัว ทั้งสองก็ใช้วิธีแชทหากัน พอได้ยินว่าเสี่ยวกัวเปิดศูนย์กลางสัตว์เลี้ยงเธอก็ดีใจมาก จึงส่งรูป ‘หลี่หยวนป้า’ ให้ดู แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก เยี่ยนจื่อเคยมาซื้อวัคซีนกับอาหารแมวที่ร้าน แต่ครั้งนี้เพิ่งเคยพาแมวมาด้วยเป็นครั้งแรก
“แมวเธอ...ดูท่าทางโหดนะ” เสี่ยวกัวพูด เขาไม่ได้เอามือไปลูบ พอได้เห็นแมวมาเยอะ เขาก็สามารถเดาอารมณ์ของแมวได้จากสายตาของพวกมัน เขารู้สึกว่าอย่าเพิ่งไปแตะต้องแมวตัวนี้เลยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นอาจได้รอยข่วนรอยฟันเป็นของแถม
แมวตัวนั้นนอนหมอบลงนิ่งๆ นอกจากสายตาที่เปลี่ยนไปตอนเสี่ยวกัวเข้าใกล้แล้วก็ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ
เสี่ยวกัวมองดูแมวตัวนี้สักพักก็พูดขึ้น “ทำไมเธอถึงคิดว่ามันป่วยล่ะ?”
“ช่วงนี้มันชอบเอาแต่นอนไม่ขยับไปไหน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชอบออกไปเล่นนอกบ้าน ตอนอยู่บ้านพอไปเล่นด้วยมันก็ไม่เล่น ถึงเมื่อก่อนมันจะไม่ค่อยชอบเล่นอยู่แล้ว แต่ก็พอจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอยู่บ้าง ตอนนี้มันไม่สนพวกของเล่นเลย เป็นมาสักพักแล้วล่ะ มันชอบอยู่นิ่งๆ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ข้างบ้านฉันบอกว่ามันอาจจะป่วย...กัวเสี่ยวหมิง มันป่วยหนักเลยใช่ไหม?” เยี่ยนจื่อพูดอย่างเป็นกังวล
เสี่ยวกัวคิดสักพักแล้วถามต่อ “ปริมาณอาหารที่กินเปลี่ยนไปไหม?”
“ดูจะกินเยอะขึ้นนะ”
เสี่ยวกัวพยักหน้า แล้วพูดต่อ “ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกังวล ‘หลี่หยวนป้า’ ของเธอน่ะแค่ท้อง”
“......” เจิ้งทั่นนิ่งอึ้ง ทำไมฟังดูแล้วชวนขนลุกชอบกล!
เยี่ยนจื่อพอได้ฟังก็มีปฏิกิริยาที่เล่นใหญ่มาก ทำสีหน้าเหมือนเจอสัตว์ประหลาด “เป็นไปไม่ได้ ‘หลี่หยวนป้า’ ของฉันจะท้องได้ยังไง ในเมื่อมันเป็นแมวตัวผู้!”
เสี่ยวกัวมองบนใส่เยี่ยนจื่อ เขาชี้ไปที่แมวที่นอนขดอยู่ในกระเป๋า “ไม่ต้องดูอย่างอื่นเลยนะ ดูแค่สีขนก็รู้แล้ว แมวสามสีส่วนมากจะเป็นแมวตัวเมีย สาเหตุที่ขนของมันเป็นสีนี้ก็เพราะโครโมโซม X ที่ไม่ทำงาน ถ้าโครโมโซม X ที่ไม่ทำงานเป็นยีนด้อยขนก็จะเป็นสีดำ แต่ถ้าโครโมโซม X ที่ไม่ทำงานเป็นยีนเด่น ขนก็จะเป็นสีเหลือง โครโมโซม X ที่ว่านี้จะเป็นแบบสุ่มดังนั้นสีขนจึงไปขึ้นในแต่ละที่แตกต่างกันออกไป ทำให้สีขนของแมวเกิดการผสมผสานจนออกมาเป็นลาย เหลืองบ้าง ดำบ้าง จนถูกเรียกว่าแมวสามสี”
เยี่ยนจื่อพอฟังเสี่ยวกัวพูดจบก็ทำหน้างงๆ “ฉันเรียนด้านคอม ไม่ใช่พันธุกรรมนะ”
เยี่ยนจื่อกับเสี่ยวกัวเป็นเพื่อนกันสมัยมัธยมปลาย พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เลือกเรียนกันคนละด้าน
“คนรอบตัวเธอไม่มีใครบอกเลยเหรอว่าแมวเธอเป็นแมวตัวเมียน่ะ?” เสี่ยวกัวไม่เข้าใจจริงๆ ที่พักของเยี่ยนจื่ออยู่ในเขตที่อยู่อาศัยที่ค่อนข้างเก่า เพื่อนบ้านต่างก็รู้จักมักคุ้นกันดี คงจะต้องได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันบ้างล่ะ คนหนึ่งมองไม่บอก แล้วคนอื่นๆ จะไม่รู้เลยเหรอ?
“ฉัน...ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เพื่อนบ้านฉันบอกว่ามันเป็นแมวตัวผู้ ฉันถึงได้ตั้งชื่อมันว่า ‘หลี่หยวนป้า’ ไง” เยี่ยนจื่อรู้สึกผิดเล็กน้อย
เยี่ยนจื่อมีชื่อจริงว่าหลี่เยี่ยน ซึ่งเป็นชื่อธรรมดาๆ เธอเองก็ไม่ใช่คนชอบแต่งตัว ตั้งแต่เล็กจนโตมักจะถูกมองข้ามจากเพื่อนๆ แมวที่เลี้ยงเดิมทีเป็นแมวเร่ร่อน พอเธอไปเห็นเข้าก็เก็บเอามาเลี้ยง
“เพื่อนบ้านเธอ คนที่ชอบหวีผมแสกกลาง ใส่รองเท้าหนังสีเจ็บๆ นั่นน่ะเหรอ”
“ใช่ เขานั่นแหละ!” เยี่ยนจื่อพยักหน้า
เสี่ยวกัวทำเสียง ‘หึ’ ออกมา “อาทิตย์ก่อนนายนั่นเอาแมวมาจะให้ตัดไข่ทำหมันให้ แต่แมวเขาเป็นแมวตัวเมีย เอาไข่ที่ไหนมาตัดเล่า! เขาคงคิดว่าแมวแยกเพศง่ายเหมือนหมามั้ง”
พอรู้ว่าแมวตัวเองท้อง เยี่ยนจื่อก็สอบถามว่ามีเรื่องอะไรต้องระวังไหม เสี่ยวกัวก็ค่อยๆ อธิบายให้ฟัง
“ในช่วงที่มันท้อง ควรระวังเรื่องการให้ยากับพวกสารเคมี โดยเฉพาะพวกสารกลิซิโอฟูลวินที่ใช้ในการรักษาเชื้อรา ระวังเรื่องปริมาณอาหาร คุณภาพอะไรพวกนี้...”
เยี่ยนจื่ออัดเสียงที่เสี่ยวกัวพูดไว้ด้วยเครื่องอัดเสียง
“ก็ประมาณนี้แหละ เธอก็ไปลองหาข้อมูลดูนะ ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามฉันได้ จะเข้าไปโพสต์ถามหรือส่งอีเมลมาก็ได้ ช่วงนี้ฉันอาจจะยุ่งหน่อย ไว้ว่างๆ จะตอบให้”
“โอเค ขอบคุณมากนะ! เอ๊ะ นั่นลูกแมวเหรอ?” สายตาของเยี่ยนจื่อเหลือบไปเห็นก้อนขนๆ ที่มุมหนึ่ง
“อืม ลูกแมวอายุหกสัปดาห์ ขอยืมมาถ่ายโฆษณาน่ะ ตอนนี้เหนื่อยจนหลับไปแล้ว”
“โฆษณาเหรอ? โฆษณาลูกแมวนั่นน่ะเหรอ ขอฉันดูหน่อยได้ไหม?”
เสี่ยวกัวคิดสักพักก็ไม่ปฏิเสธ เขาเดินไปเอารูปที่ยังไม่ได้ตกแต่งมาให้เยี่ยนจื่อดู
“น่ารักจัง” เยี่ยนจื่อชม จากนั้นก็ชี้ไปที่เจิ้งทั่นที่พอกินอิ่มก็ปีนขึ้นไปบนชั้นนอนพักผ่อน แล้วหันมาถามเสี่ยวกัว “เป็นลูกของแมวตัวนั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ แม่ของลูกแมวพวกนี้เป็นพันธุ์ขนสั้น พ่อเป็นแมวไซบีเรียน เรื่องนี้ดูจากขนของลูกแมวก็รู้ได้เหมือนกัน” เสี่ยวกัวอธิบาย
“แล้วทำไมมันดูเข้ากันกับลูกแมวได้ดีล่ะ?”
“อาจเป็นเพราะมันดูอ่อนโยนกับลูกแมวก็ได้มั้ง” สำหรับคำถามข้อนี้ เสี่ยวกัวเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน
“งั้นแมวดำตัวนี้คงเป็นแมวพิเศษสินะ เฮ้อ กัวเสี่ยวหมิง พอแมวของฉันคลอดจะพามาให้ถ่ายรูปบ้างนะ ถึงตอนนั้นก็ขอยืมแมวดำตัวนี้หน่อยนะ”
เสี่ยวกัวไม่พูดอะไร แต่หันไปมองเจิ้งทั่น
“......” อะไรอีกโว้ย! พี่ไม่อยากยุ่งกับลูกแมว!
*หลี่หยวนป้า เป็นนักรบที่แข็งแกร่งในสมัยราชวงศ์สุย มีอาวุธประจำตัวเป็นค้อน