ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 023 ตอนที่ 23

#23Chapter 023

ตอนที่ 23 ปลุกแมวตัวนึงต้องเรียกถึงห้าครั้ง

เว่ยเหลิงตื่นนอนเวลาหกโมงเช้า เขาต้มน้ำร้อนทิ้งไว้ให้เด็กทั้งสองคนใช้ล้างหน้า

เว่ยเหลิงไม่ได้เติบโตที่เมืองฉู่หัว แต่เพราะมีเพื่อนอยู่ที่เมืองฉู่หัวเขาถึงได้เลือกมาที่เมืองนี้หลังออกจากหน่วย หลังจากใช้ชีวิตที่นี่ไปได้สักพัก สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเขามากที่สุดเกี่ยวกับเมืองนี้ก็คือ อากาศ

หากใช้คำพูดในแบบของเว่ยเหลิงก็คือ ‘อากาศที่นี่มันป่วย ควรรักษา’

อุณหภูมิของเมืองฉู่หัวมักจะทำให้ผู้คนรู้สึกเหนื่อยหน่าย เมื่อวานอุณหภูมิ 30 องศา วันนี้อาจลดลงไปเหลือ 10 องศาเลยก็มี แต่ก็อาจเป็นเพราะอุณหภูมิที่ไม่แน่นอนนี้ ทำให้ในมหาวิทยาลัยยังคงมีใบไม้สีเขียวหลงเหลืออยู่มาก ใบที่แห้งเหี่ยวแล้วก็ร่วงหล่นลงมา แต่ระหว่างใบไม้แห้งกับใบไม้สีเขียว คนก็มักจะสะดุดตากับใบไม้สีเขียวมากกว่า อาจเป็นเพราะดูแล้วสบายตากว่า

เว่ยเหลิงไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เขานั่งดูเอกสารจนเวลาล่วงเลยไปดึกมาก พอกำลังหรี่ตาจะหลับ พ่อเจียวหย่วนก็โทรศัพท์มาบอกว่าอุณหภูมิจะลดลง ให้ช่วยไปดูเด็กๆ ทั้งสองคนให้หน่อย หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้วเขาก็ตาสว่างทันที จึงเล่นเกมเรียงไพ่อย่างเซ็งๆ จากไพ่สองสำรับความยากระดับกลาง เล่นไปจนถึงไพ่สี่สำรับความยากระดับสูง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นเกมหาระเบิดแบบจำกัดเวลา เขาทำลายสถิติไปเรื่อยๆ จนถึงเช้า

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนทั้งคืน แต่ตอนเช้าเว่ยเหลิงก็ยังดูสดชื่น เวลายังเช้ามาก เขาจึงเตรียมจะไปวิ่งข้างนอก ขากลับจะได้แวะซื้ออาหารเช้าให้เด็กๆ ด้วย

หลังจากที่เขียนโน้ตวางไว้ในที่ที่มองเห็นง่ายอย่างบนโต๊ะกินข้าวแล้ว เว่ยเหลิงก็เตรียมจะออกจากบ้าน แต่เดินไปได้สองก้าวเขาก็หยุด แล้วหันไปมองเจิ้งทั่นที่กำลังนอนอยู่บนโซฟา

นับตั้งแต่วันที่เจิ้งทั่นข่วนหน้าโจรวันนั้น เขาก็รู้สึกว่าที่กรงเล็บยังมีกลิ่นเลือดติดอยู่ กลัวว่าจะส่งผลไม่ดีกับเด็กๆ ได้ยินมาว่ากลิ่นคาวเลือดจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เด็กๆ ฝันร้ายได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เข้าไปนอนบนเตียงของกู้โยวจื่อ

แต่กู้โยวจื่อก็เอาเสื้อคลุมของตัวเองมาให้เจิ้งทั่นทำเป็นผ้าห่ม บนเสื้อมีหมวกฮู้ดที่ทำเป็นเหมือนหูแมวติดอยู่ด้วย

ตอนนี้เจิ้งทั่นกำลังนอนขดตัวเหมือนลูกชิ้นอยู่ในเสื้อ กำลังหลับสบาย เมื่อก่อนเขาไม่เข้าใจว่าทำไมแมวถึงได้นอนหลับในท่าขดตัวเหมือนลูกชิ้น เขาคิดว่าตลอดว่านอนท่านั่นไม่เหนื่อยเหรอ?

แต่หลังจากที่เขากลายเป็นแมวแล้ว ถึงได้เข้าใจว่าท่านี้มันสบายสำหรับแมวมาก บางครั้งเขานอนๆ อยู่ก็ทำท่านี้โดยไม่รู้ตัว อย่างเช่นตอนนี้

“ชาร์โคล ไปวิ่ง!” เว่ยเหลิงที่ยืนอยู่ปากประตูตะโกนเรียกเจิ้งทั่นเบาๆ

ไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ

“ชาร์โคล ตื่นไปวิ่ง!” เว่ยเหลิงเรียกอีก เขาไม่เชื่อว่าแมวตัวนั้นจะไม่ได้ยิน

หูที่โผล่ออกมานอกเสื้อเริ่มขยับ จากนั้นก็...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก

“......” เจ้าตัวแสบนี่แกล้งทำเป็นหูหนวก!

“ชาร์โคล!” เว่ยเหลิงตะโกนเป็นครั้งที่สาม เหมือนเป็นการเตือน

เจิ้งทั่นยังคงไม่ขยับ แต่ดีกว่าเมื่อครู่หน่อยคือ เจิ้งทั่นใช้เสียงขึ้นจมูกขานรับออกมาหนึ่งที แสดงถึงว่าได้ยินแล้ว ไม่มีอะไรแล้วก็ไปซะ

“ชาร์โคล! ลุกขึ้น!” เว่ยเหลิงเรียกเป็นครั้งที่สี่

ในที่สุดเจิ้งทั่นก็ขยับตัวบิดขี้เกียจ เขาเอาหัวออกมาจากหมวกฮู้ด หรี่ตามองเว่ยเหลิง จากนั้นก็หาวหนึ่งที รออยู่ห้าวินาที พอเห็นเว่ยเหลิงไม่พูดอะไรต่อ เขาก็หดหัวกลับเข้าไปแล้วนอนต่อ

“ชาร์โคล ตื่นไปวิ่ง!” เว่ยเหลิงแทบจะตะโกนย้ำทีละคำ

ครั้งนี้เจิ้งทั่นเริ่มขยับมากขึ้น เขาสะบัดเสื้อออก บิดขี้เกียจ แล้วก็สะบัดขน

“......” นึกไม่ถึงว่าปลุกแมวต้องเรียกถึงห้าครั้ง!

“นายต้องไปนวดนมแม่* ต้องไปเข้าห้องน้ำหรือเปล่า?” เว่ยเหลิงกัดฟันพูด

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น นวดนมแม่เหรอเขาไม่ทำหรอก ให้ทำไปทำกับสาวๆ ดีกว่า เหยียบโซฟามีอะไรน่าสนใจ เจิ้งทั่นรู้สึกว่าพฤติกรรมนวดนมที่เป็นเอกลักษณ์ของแมวนั้นไม่เห็นจะน่ามองเลย โดยเฉพาะพฤติกรรมนี้ยังเป็นความผูกพันแม่ลูกที่สืบทอดพันธุกรรมกันมาอีกต่างหาก แทบจะเป็นลักษณะเฉพาะของแมวเลยก็ว่าได้

นวดนมไม่ต้อง แต่เข้าห้องน้ำน่ะต้อง

พอเห็นแมวดำตัวนั้นวิ่งเข้าห้องน้ำไป เว่ยเหลิงก็มองเพดานอย่างเหนื่อยใจ แมวแบบนี้ ทำไมครอบครัวเจียวถึงได้รักจังนะ!

เพราะอุณหภูมิลดลงอย่างฉับพลัน ทำให้เจิ้งทั่นที่เพิ่งออกจากตึกรู้สึกได้ถึงความเย็นจนตัวสั่น

ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเงียบมาก จะมีก็แต่เสียงลากของที่อยู่ในโรงอาหารเท่านั้น ไม่มีเสียงอื่นเท่าไรนัก

แต่ขณะที่เจิ้งทั่นวิ่งไปได้ครึ่งทาง เสียงวิทยุกระจายเสียงของมหาวิทยาลัยก็ดังขึ้น

ทุกวันเวลาหกโมงเช้าจะเริ่มเปิดไปจนกระทั่งเจ็ดโมงครึ่ง

ขณะที่วิ่งผ่านหอพักนักศึกษา เสียงวิทยุได้เปิดเพลงเริ่มจบแล้ว ตอนนี้กำลังเปิดเพลงสำหรับการออกกำลังกาย

“ตอนนี้เข้าสู่ เพลงออกกำลังกายชุดที่แปด ย่ำอยู่กับที่~ เริ่ม! หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด...”

“เวรเอ๊ย หนวกหูแต่เช้าเลย!” มีเสียงบ่นลอยมาจากหอพักที่อยู่ตรงลำโพงพอดี

ยังไม่ทันพูดจบก็มีรองเท้าข้างหนึ่งลอยออกมาจากหน้าต่างไปโดนลำโพงพอดี แต่ก็ยังหยุดเสียงประกาศไม่ได้

“ต่อไปกระโดด หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด สอง สอง สาม สี่...”

“อ๊ากกก! สักวันจะทุบให้พังเลยคอยดู รอให้เรียนจบก่อนเถอะ คือวันตายของแก!”

พอฟังเสียงจากทางนั้นแล้ว อยู่ๆ เจิ้งทั่นก็เกิดความรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบใช้ที่อุดหู น่าสงสารบรรดาคนที่คิดว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ไม่ต้องรีบตื่นมาอ่านหนังสือตอนเช้าแล้ว ใช่ ไม่ต้อง แต่ก็ยังมีเรื่องแบบนี้ให้กวนใจยามเช้าอีก อีกทั้งยังมาตรงเวลาทุกเช้าของวันธรรมดาด้วย

เจิ้งทั่นรู้สึกโชคดีที่ตัวเองอาศัยอยู่อีกที่หนึ่ง บริเวณที่พักบุคลากรค่อนข้างเงียบ เดินออกมาด้านนอกถึงจะได้ยินเสียงวิทยุกระจายเสียง อยากจะนอนนานแค่ไหนก็นอนได้

หลังจากวิ่งครบหนึ่งรอบ วิทยุของมหาวิทยาลัยยังไม่เปิดข่าวของสำนักข่าวกลาง นั่นก็แสดงว่ายังไม่เจ็ดโมง

เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อจะตื่นตอนเจ็ดโมง

เว่ยเหลิงไปซื้ออาหารเช้าที่โรงอาหาร เจิ้งทั่นกำลังรอเขาซื้ออาหารเสร็จแล้วเดินกลับที่พักด้วยกัน

หลังจากที่เดินเข้ามาถึงบริเวณที่พัก ก็มาเจอกับคุณตาเหยียนที่กำลังจะพาสุนัขไปเดินเล่น

จ้วงจ้วงที่หัวโตตาตี่กำลังกระดิกหางอย่างสนุกสนาน เป็นท่าทางหลังจากที่มันเห็นเจิ้งทั่น ถึงแม้ว่าจ้วงจ้วงเวลามีเรื่องขึ้นมาจะค่อนข้างดุ แต่มันก็ดีกับสัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ในที่พักพอสมควร อาหวงเลียขนให้มันบ่อยๆ หลายวันก่อนเจิ้งทั่นเห็นอาหวงอ้วกก้อนขนสีขาวกับสีน้ำตาลออกมา มันต้องเป็นขนของจ้วงจ้วงกับเสี่ยวฮวาแน่ๆ

บางครั้งตอนเช้าเว่ยเหลิงจะไปรำไท่เก๊กกับคนแก่ เขาค่อนข้างสนิทกับคุณตาคุณยายที่อยู่ในที่พักบุคลากร ดังนั้นคุณตาเหยียนจึงรู้จักเว่ยเหลิง พอเห็นเขาจึงทักทาย

“สุนัขตัวนี้ดูดุนะครับ” เว่ยเหลิงมองคุณตาเหยียนที่จูงจ้วงจ้วงอยู่พลางพูดขึ้น

คถณตาเหยียนพอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มจนรอยตีนกาแย่งกันขึ้น ช่วงนี้คุณตาเหยียนชอบเล่าวีรกรรมของ ‘จ้วงจ้วง’ ให้คนอื่นฟัง

แต่ท่าทีของจ้วงจ้วงที่มีต่อเว่ยเหลิงดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร อาจจะเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ มันหลบเว่ยเหลิง ถ้าเว่ยเหลิงมองมันนานๆ มันก็จะเริ่มแยกเขี้ยว

คุณตาเหยียนมองอาหารเช้าที่อยู่ในมือของเว่ยเหลิงแล้วก็พูดแนะนำ “คุณซื้อไข่ต้มกับน้ำเต้าหู้เหรอ? หลายวันก่อนผมได้ยินคนพูดกันว่า ถ้ากินไข่ต้มกับน้ำเต้าหู้พร้อมกันไม่เพียงแต่จะไม่ได้โปรตีนเพิ่ม แต่จะส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนด้วยนะ รายละเอียดผมก็ลืมไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้นัก ไว้ลองถามเสี่ยวเจียวดูนะ พวกเขาน่าจะรู้”

หลังจากที่เว่ยเหลิงพูดขอบคุณคุณตาแล้วทั้งสองก็บอกลากัน คุณตาเหยียนยังต้องพาจ้วงจ้วงไปเดินเล่นอีก ส่วนเด็กๆ ของครอบครัวเจียวก็คงจะตื่นนอนกันแล้ว ตอนนี้วิทยุกระจายเสียงกำลังจะเปิดข่าวของสำนักข่าวกลาง

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังเดินกลับบ้านนั้นก็คิดถึงคำพูดของคุณตาเหยียนไปด้วย พอลองนึกดูดีๆ ดูเหมือนว่าครอบครัวเจียวก็ไม่เคยกินไข่ต้มกับน้ำเต้าหู้พร้อมกันเลยนะ ต่อให้มีไข่ต้มก็เตรียมไว้ให้เจียวหย่วนพกไปกินกันหิว ไม่ได้ให้กินในทันที

สุดท้าย เว่ยเหลิงก็ตัดสินใจชงนมให้เด็กๆ กิน

หลันเทียนจู๋กับซูอันมาเรียกเจียวหย่วนให้ไปโรงเรียนด้วยกัน เจิ้งทั่นจึงไม่ต้องตามเด็กๆ ไปโรงเรียนด้วย แบบนี้ก็ดีเขาคิด ใช้โอกาสสองวันในช่วงที่เว่ยเหลิงอยู่นี้หาทางเล่าเรื่องนั้นให้เขาฟัง ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำ

ขณะที่เว่ยเหลิงอยู่ในห้องน้ำ เจิ้งทั่นก็ไปที่ห้องนอน แล้วกระโดดขึ้นโต๊ะหนังสือของพ่อเจียวหย่วน บนโต๊ะมีหนังสือที่ปกติพ่อเจียวหย่วนใช้เป็นประจำวางอยู่ เป้าหมายแรกของเขาก็คือเล่มนั้น ‘พันธุศาสตร์’

พ่อเจียวหย่วนสอนวิชาพันธุศาสตร์แทนอาจารย์ท่านอื่น ส่วน PPT* ประกอบการสอนของวิชาที่พ่อเจียวหย่วนสอนในเทอมนี้เขาอ่านหมดแล้ว ทุกครั้งหลังจากที่ทำ PPT เสร็จ พ่อเจียวหย่วนจะลองสอนดูก่อนหนึ่งครั้ง ทำให้มองเห็นบางจุดที่อาจจะมองข้ามไป นี่เป็นความเคยชินของพ่อเจียวหย่วน

เจิ้งทั่นเอาหนังสือพันธุศาสตร์ออกมา สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็คือหาข้อมูลที่ต้องการจากในเนื้อหาบทเรียนที่พ่อเจียวหย่วนยังไม่ได้สอน

เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่วันนั้นพ่อเจียวหย่วนพูดที่โรงพยาบาลจะใช่เนื้อหาที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้หรือไม่ เขาจะลองเสี่ยงดวงดู ถ้าเล่มนี้ไม่มีค่อยไปหาเล่มอื่น

สำหรับแมวแล้วการพลิกหน้าหนังสือไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เจิ้งทั่นชินแล้ว พลิกบ่อยๆ ก็จะชำนาญ ขณะที่เขากำลังพลิกหนังสือนั้น หูก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากรอบๆ ตัว ถ้าเว่ยเหลิงออกมาแล้วเขาก็จะเลิกเปิดหนังสือ อย่างไรเสียการที่แมวมานั่งพลิกหนังสือเฉพาะทางแบบนี้ก็คงทำให้คนที่เห็นตกใจอยู่ไม่น้อย ต่อให้เขาอ่านไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่ในสายตาคนอื่นมันก็ดูไม่ปกติ

ที่โชคดีก็คือ เจิ้งทั่นหาข้อมูลที่ตัวเองต้องการเจอไวมาก มิน่าล่ะวันนั้นพ่อเจียวหย่วนถึงได้พูดเรื่องการเจริญเติบโตของคน ดูจากระยะเวลาแล้ว อาทิตย์หน้าเขาคงจะสอนเรื่องนี้พอดี เป็นการซ้อมสอนไปในตัว

ขณะที่เว่ยเหลิงเข้ามาหยิบเอกสารในห้องนอนก็เห็นแมวดำนั่งอยู่ข้างๆ คอมพิวเตอร์กำลังแตะที่คั่นหนังสือ

“อย่าแตะไอ้นั่นนะ นั่นเป็นบันทึกของพ่อเจียวหย่วน”

เพราะเจิ้งทั่นเอาที่คั่นหนังสือเลื่อนออกมาเยอะแล้ว เว่ยเหลิงจึงหยิบหนังสือพันธุศาสตร์ออกมาแล้วจับที่คั่นหนังสือให้อยู่ในตำแหน่งที่ดี ขณะที่เว่ยเหลิงกำลังจะปิดหนังสือ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเนื้อหาที่อยู่ในนั้น จึงหยุดชะงัก เขาอ่านไปสักพักก็พลิกไปอ่านหน้าต่อไป

หลังจากอ่านเนื้อหาในหน้าหลังจบ เว่ยเหลิงก็ขมวดคิ้ว แล้วอ่านเนื้อหานั้นซ้ำอีกรอบ

อันที่จริงเนื้อหาที่ว่าก็คือสิ่งที่พ่อเจียวหย่วนพูดที่โรงพยาบาลในวันนั้น ส่วนโน้ตที่เขียนด้วยปากกาอยู่ข้างๆ เนื้อหานั้นเกี่ยวกับการถกเถียงเรื่องเพศ พ่อเจียวหย่วนเขียนเอาไว้ขณะเตรียมการสอน

เจิ้งทั่นไม่ได้คั่นหนังสือไว้ตรงหน้าที่ตัวเองต้องการ แต่คั่นไว้ก่อนหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการกลบเกลื่อน

หลังจากอ่านเนื้อหาตอนนั้นจบเว่ยเหลิงก็ปิดหนังสือ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร

*นวดนมแม่ พฤติกรรมนวดนมแม่ของแมว เป็นพฤติกรรมที่ติดมาตั้งแต่แมวยังเด็ก โดยจะใช้อุ้งเท้าคู่หน้าค่อยนวดๆ บริเวณเต้านมของแม่แมว เพื่อให้น้ำนมของแม่ไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้ลูกแมวได้รับน้ำนมจากแม่แมวมากขึ้น

*PPT เป็นนามสกุลไฟล์ จะใช้ในการระบุแฟ้มงานนำเสนอที่สร้างขึ้นโดยไมโครซอฟท์ PowerPoint คนจีนจะเรียกโปแกรมนำเสนอผลงาน PowerPoint ด้วยนามสกุลไฟล์ว่า PPT

devc-af530e87-33711ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 023 ตอนที่ 23