ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 022 ตอนที่ 22

#22Chapter 022

ตอนที่ 22 ยาแก้เมารถก็เป็นของอันตรายได้เหมือนกัน

พ่อเจียวหย่วนเป็นพวกนักปฏิบัติ หลังจากที่ตัดสินใจจะขอความช่วยเหลือจากเว่ยเหลิงแล้ว พอกินอาหารกลางวันเสร็จก็โทรหาเว่ยเหลิงทันที เวลานี้เป็นเวลาพักจึงน่าจะสะดวก

สาเหตุมาจากเจิ้งทั่น บางครั้งเวลาพ่อเจียวหย่วนเจอเว่ยเหลิงก็จะเข้าไปพูดคุยด้วย ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องเจิ้งทั่น หัวข้อนอกเหนือจากนี้ก็พอมีอยู่บ้าง แต่เขาไม่ค่อยรู้ รู้แต่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนอนาคตชีวิตของเว่ยเหลิงต่อจากนี้

เว่ยเหลิงเปลี่ยนโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว เจิ้งทั่นก็ไม่ต้องทนฟังเสียงเวลาเว่ยเหลิงรับสายแล้วพูดว่า ‘ฮัลโหล ฮัลโหล เวรเอ๊ย’ อีกต่อไป

เว่ยเหลิงรับปากมาดูแลเด็กๆ ตามที่คิดไว้ กลางวันเขาไม่มีเวลา แต่ตอนกลางคืนพอไหว

เด็กทั้งสองอยู่โรงพยาบาลจนถึงเวลาบ่ายสองกว่าๆ น้าหลิงก็มารับไป วันนี้น้าหลิงต้มซุปเอามาให้ เวลาจะทานพ่อเจียวหย่วนแค่เอาเข้าไมโครเวฟอุ่นให้ร้อนก็พอแล้ว ขณะเดียวกันน้าหลิงก็อยากจะมารับเด็กทั้งสองไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วย จะได้ไม่ต้องเอาแต่กินอาหารที่โรงพยาบาล พอถึงเวลาจะพากลับบ้านเอง

พ่อแม่เจียวหย่วนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของน้าหลิง

แต่หลังจากที่เจิ้งทั่นตามกลับมาถึงเขตมหาวิทยาลัยแล้วก็แยกกับพวกเจียวหย่วน เขาไม่อยากไปบ้านน้าหลิง เพราะบ้านนั้นตอนนี้มีหลานของน้าหลิงมาอยู่ด้วย วัยกำลังซน ครั้งก่อนเขาเห็นเด็กคนนั้นจับหางของอาหวงเล่น เหมือนกับที่เขาพูดกัน เด็กซนเป็นศัตรูของสัตว์เลี้ยงทุกชนิด

เขายอมกินคุกกี้ดีกว่าต้องไปถูกเด็กนั่นจับหาง เขาไม่แน่ว่าถ้าตัวเองโดนจับหางแล้วจะไม่ยื่นกรงเล็บออกมาได้หรือไม่

เจิ้งทั่นยืนอยู่หน้าทางเข้าเขตที่พักบุคลากรพลางคิด ตอนนี้ก็ว่างๆ ไปดูเว่ยเหลิงหน่อยดีกว่า แล้วค่อยกลับมาพร้อมกัน เขายังคิดอยากจะเล่าเรื่องนั้นให้เว่ยเหลิงฟังด้วย

บ้านที่เว่ยเหลิงเช่าอยู่เป็นอพาร์ตเม้นต์ที่ดัดแปลงมาจากบ้านพักส่วนตัว ไว้สำหรับให้นักศึกษาหรือไม่ก็คนที่เพิ่งทำงานยังมีเงินไม่มากเช่าอยู่ การดูแลรอบๆ ไม่ค่อยดีนัก ต่อให้ทำของหายก็ต้องทำใจ ไปแจ้งตำรวจก็ไร้ประโยชน์ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ตรวจสอบยังไงก็ไม่มีทางเจอ ข้อดีของที่นี่ก็คือห้องเช่าราคาถูก ดังนั้นจึงมีคนมาเช่าอาศัยอยู่มาก

เจิ้งทั่นไม่ค่อยได้มาเดินเล่นแถวที่พักของเว่ยเหลิงเท่าไร คนเยอะ เรื่องแยะ เวลามีคนเจอเขาก็มักจะหาเชือกหรือไม่ก็ตุ๊กตามาแหย่เขาเล่น คนพวกนี้ไม่รู้เลยว่าทุกครั้งเขาจะใช้สายตาที่แสดงถึงความรำคาญมองกลับไป

เจิ้งทั่นมาถึงย่านห้องเช่านี้เวลาบ่ายสามโมงกว่าๆ ตอนนี้คนที่เข้าๆ ออกๆ มีไม่มากเท่าไร ไปทำงานบ้าง ไปเรียนบ้าง คนที่ไม่มีอะไรทำก็กำลังนอนกลางวัน แถวนี้มีแมวเร่ร่อนอยู่เยอะมาก เจ้าของบ้านเช่าก็เลี้ยงแมวอยู่หนึ่งตัว ด้วยความที่ที่นี่มีแมวอยู่เยอะมาก ดังนั้นจึงไม่มีใครมานั่งสนใจแมวดำที่เดินเข้าตึก

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังขึ้นไปยังชั้นที่เว่ยเหลิงอยู่ก็ได้ยินเสียง ‘เพล้ง’ เขาจึงหยุดฝีเท้าลง แล้วหลบอยู่ตรงมุมบันไดพลางมองขึ้นไปด้านบน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังกุมท้องนอนขดตัวอยู่ที่พื้น เขาเจ็บปวดจนส่งเสียงร้องออกมา มือข้างหนึ่งของเว่ยเหลิงถือแอปเปิ้ลที่เพิ่งปอกเปลือกเสร็จ ส่วนมืออีกข้างถือมีดปอกผลไม้ค่อยๆ เดินเข้ามา จากนั้นก็นั่งลงตรงหน้าเด็กหนุ่มคนนั้น พลางใช้มีดปอกผลไม้ที่ยังมีน้ำของผลแอปเปิ้ลติดอยู่ตีลงไปที่หน้าเด็กหนุ่ม

“พี่เพิ่งซื้อโทรศัพท์มาได้ไม่เท่าไรแกก็อยากได้แล้วเหรอ ใจกล้ามากนะที่กล้าเข้ามาขโมยโทรศัพท์ตอนพี่นอนกลางวัน แกคิดว่าพี่เป็นพวกที่ดูแล้วอ่อนแอขนาดที่จะยอมให้รังแกง่ายๆ งั้นเหรอ?”

น้ำเสียงของเว่ยเหลิงดูเหนื่อยหน่ายเต็มทน ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังจะลุกขึ้น เว่ยเหลิงก็หยุดเขาด้วยการเอามีดไปจ่อคอ

เด็กหนุ่มอยากจะพูดอะไรต่อ เว่ยเหลิงก็ใช้มีดอุดปากเขา

“ไม่อยากได้ยินเสียง” เว่ยเหลิงพูดพลางเอาแกนแอปเปิ้ลที่ถูกแทะหมดแล้วทิ้งลงมาที่ชั้นล่าง

“......” เจิ้งทั่นถึงกับตะลึงงัน

ถึงแม้ว่าแถวนี้จะดูไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่ก็ไม่เห็นต้องทิ้งขยะไม่เลือกที่เลย เจิ้งทั่นจำได้ว่าอาทิตย์ก่อนเจียวหย่วนโยนสก็อตเทปใสทิ้งไม่เลือกที่ถูกแม่หักค่าขนมไปหนึ่งหยวน

แต่วินาทีถัดมาหูของเจิ้งทั่นก็เชิ่ดขึ้น คล้ายกับว่าไม่ใช่เสียงแกนแอปเปิ้ลตกลงพื้น ข้างล่างเป็นพื้นซีเมนต์ทั้งนั้น คงไม่ใช่เสียงเมื่อกี๊แน่

ถึงจะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้วิ่งไปดูทันที ตอนนี้ต้องติดตามเหตุการณ์ของเว่ยเหลิงก่อน

พอหันกลับไป มือของเว่ยเหลิงที่ถือมีดยังคงอยู่ในท่าเดิม แต่มืออีกข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของเด็กหนุ่ม

สักพักเว่ยเหลิงก็ล้วงเจอกระเป๋าเงินของเด็กหนุ่ม ในนั้นไม่มีพวกบัตรประจำตัวอะไรเลย แต่มีเงินอยู่หนึ่งพัน เขาเอาเงินหนึ่งพันนั้นมาใส่ในกระเป๋าตัวเองพลางมองอย่างรังเกียจ จากนั้นก็เอากระเป๋าเงินยัดเก็บที่เดิม

นอกจากกระเป๋าเงินแล้วยังมีอุปกรณ์สำหรับไขกุญแจด้วย สีหน้ารังเกียจของเว่ยเหลิงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แต่ก็เอามันมาวางไว้ที่เท้าของตัวเอง

จากนั้นเว่ยเหลิงก็ล้วงได้ขวดพลาสติคเล็กๆ สีขาว เขาเปิดฝาออกดู ในนั้นมียาแต่มีสำลีอุดไว้อยู่

เจิ้งทั่นเคยได้ยินพ่อเจียวหย่วนบอกว่า ถ้าเป็นยาที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ในขวดจะมีสำลีอุดอยู่ หลังจากเปิดขวดแล้วให้เอาสำลีทิ้งไปเลย ตอนที่ยาพวกนี้ถูกขนส่งออกจากโรงงานการที่ใส่สำลีไว้ในขวดก็เพื่อป้องกันการกระแทกของเม็ดยา ในขณะเดียวกันก็ช่วยดูดซับความชื้นในอากาศ ป้องกันไม่ให้ยาได้รับความชื้น แต่หลังจากที่เปิดขวดแล้วถ้าไม่เอาสำลีทิ้ง สำลีจะดูดซับความชื้นต่อ กลายเป็นยาจะได้รับความชื้นได้ง่ายขึ้น ทำให้คุณภาพเปลี่ยน

เจิ้งทั่นไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มที่ถูกเตะลงไปกองกับพื้นนั้นจะรู้เรื่องต้องทิ้งสำลีดูดซับความชื้นทันทีหลังเปิดขวดหรือไม่ แต่เขารู้สึกได้ว่าการที่เด็กหนุ่มยังเอาสำลีไว้ในขวดนั้น เป็นไปได้ว่าเพื่อป้องกันเวลาเขาย่องไปขโมยของแล้วยาที่อยู่ในขวดเกิดการกระแทก ดูจากที่เว่ยเหลิงหยิบสำลีออกมาแล้ว ถ้าสำลีพวกนั้นมีมาตั้งแต่ซื้อยา ก็ดูจะมีเยอะไปหน่อย พอดูจากฉลากที่ถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง ก็รู้ได้ทันทีว่าซื้อมาระยะหนึ่งแล้ว อีกอย่างใช่ว่ายาทุกชนิดจะจำเป็นต้องยัดสำลี ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเชื่อในการคาดเดาของตัวเอง

เว่ยเหลิงมองดูยาในขวด แล้วใช้มีดตีลงไปที่เด็กหนุ่ม “ดูท่าจะใช้มาหลายครั้งแล้ว รายได้ดีเลยล่ะสิ”

“ไม่...ผมไม่เข้าใจ...ว่าคุณพูดเรื่องอะไร...” เด็กหนุ่มเกิดอาการพูดติดขัดขณะอธิบาย “มันเป็น...ยาแก้เมารถ...ที่ผมกินเอง”

“คิดว่าสมองพี่มีแต่ต้นกุยช่ายเหรอไง?” เว่ยเหลิงลุกขึ้นมาเตะเด็กหนุ่มอีกครั้ง

เด็กหนุ่มนอนตัวงอเป็นกุ้งแห้ง

เว่ยเหลิงรู้ว่าเจิ้งทั่นอยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้เสียเวลากับคนตรงหน้าอีก เขาเทยาออกมาสามเม็ดแล้วบังคับให้เด็กหนุ่มกิน “ยินดีนะถ้าแกจะมาอีกครั้งหน้า ถ้ามาอีกก็เอาเงินมาเยอะๆ หน่อย แค่นี้ไม่พอยาไส้หรอก!”

คนที่ถูกจับกรอกยาไม่มีเวลามานั่งสนใจความเจ็บปวดจากการถูกเตะ เขารีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งออกไป โดยที่ไม่ได้สนใจเจิ้งทั่นที่อยู่ข้างบันได แต่ก็เป็นไปได้ที่เขาอาจจะไม่เห็น เพราะตรงบันไดค่อนข้างมืด เจิ้งทั่นมีขนสีดำ การที่เขาไม่ได้ใส่ใจก็นับเป็นเรื่องปกติ

อันที่จริงเว่ยเหลิงก็เป็นพวกที่มีทัศนคติแปลกๆ เหมือนกัน เรื่องนี้เจิ้งทั่นรับรู้ได้ตั้งแต่เริ่มรู้จักกับเขา

เห็นได้ชัดว่าเว่ยเหลิงสามารถคุมตัวหัวขโมยไปส่งตำรวจหรือไม่ก็โทรแจ้งตำรวจได้ แต่เขาเป็นคนชอบดูอารมณ์ตัวเองในตอนนั้นก่อนค่อยดูว่าจะเอาไง ครั้งนี้คงไม่อยากจะวุ่นวายให้เสียเวลา หัวขโมยคนนี้ก็นับว่าโชคดีไป

พอเจิ้งทั่นเดินเข้าห้องก็เห็นเว่ยเหลิงนั่งอยู่ที่ขอบเตียงกำลังเอาเงินหนึ่งพันหยวนเมื่อครู่ยัดใส่กระเป๋าเงินตัวเอง ขวดพลาสติคขวดเล็กๆ สีขาวขวดนั้นถูกวางไว้ที่หัวเตียง โดยที่ข้างๆ มีแก้วน้ำส้มวางอยู่

พอเห็นเจิ้งทั่นมองขวดยานั้น เว่ยเหลิงก็กวักมือเรียก เขาจึงกระโดดขึ้นเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียง

เว่ยเหลิงรู้สึกว่าอยู่ห่างกันเกินไป จึงลากเก้าอี้มาที่ข้างๆ หัวเตียง

เจิ้งทั่นที่นั่งอยู่ก็ปล่อยให้เว่ยเหลิงลากเก้าอี้ไป เพราะเขาขี้เกียจจะกระโดดลง

“เมื่อกี๊นายเห็นหมดแล้วใช่ไหม?” เจิ้งทั่นไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เว่ยเหลิงจึงชี้ไปที่ขวดยานั่น แล้วพูดต่อ “นี่เป็นยาแก้เมารถจริงๆ แต่ไอ้หนุ่มนั้นมันใช้ก่อคดี”

เว่ยเหลิงชี้ไปที่ฉลากยาที่เหลืออยู่นิดหน่อย บนนั้นเขียนว่า ‘ครั้งละ 1 เม็ด’ ชื่อยาแหว่งจนเหลืออยู่นิดเดียว เจิ้งทั่นไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

“ยาแก้เมารถส่วนใหญ่หลังจากกินแล้วจะง่วงนอน แต่ถ้ากินเยอะจะทำให้เสพติดการนอน ปวดหัว เป็นต้น และอาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการทางประสาท เช่น เห็นภาพหลอน ความคิดถูกรบกวน ตอนนี้โจรมันฉลาดขึ้น ถ้าซื้อยานอนหลับคนขายก็จะสงสัย แต่คนซื้อยาแก้เมารถน่ะมีเยอะแยะ ไม่มีใครมานั่งสนใจ แล้วถ้าใช้ยาแก้เมารถ พอถูกจับก็ปฏิเสธเรื่องวางยาได้ บางครั้งยาแก้เมารถก็เป็นตัวอันตรายเลยล่ะ”

เว่ยเหลิงนิ่งไปสักพักแล้วเอาน้ำส้มไปเททิ้ง เพราะมันถูกใส่ยาเอาไว้ “ต่อไปนายต้องระวังให้มากเวลามีคนแปลกหน้าให้ของ”

จากนั้นเว่ยเหลิงได้บอกเจิ้งทั่นเกี่ยวกับยาที่ปกติเราควรจะระวังไว้ หรือไม่ก็ให้ดูศัพท์ทางเคมีบางคำเช่น Barbital Hyoscyamine เป็นต้น

ยาสามารถช่วยชีวิตคนและก็ฆ่าคนได้เหมือนกัน คนเราถ้ากินยาเกินขนาดก็จะเกิดปัญหา ถ้าเป็นแมวยิ่งแล้วใหญ่

หลังจากที่เว่ยเหลิงหาอะไรกินบริเวณใกล้ๆ ที่พักแล้ว เขาก็ออกจากบ้านพร้อมกับเจิ้งทั่น ขณะที่เดินลงบันไดเจิ้งทั่นคอยสังเกตเป็นพิเศษ แกนแอปเปิ้ลที่เว่ยเหลิงโยนลงมาไปนอนอยู่ในถังขยะพลาสติคพอดี

เรื่องบังเอิญ? หรือว่าเว่ยเหลิงเป็นคนแม่นเรื่องทิศทาง?

เว่ยเหลิงซื้อมอเตอร์ไซค์คันใหม่มา เวลาที่ไม่ได้ใช้งานเขาจะจอดไว้ที่บริเวณที่พักบุคลากร อย่างน้อยก็มีลุงยามคอยช่วยดู จอดตรงที่พักตัวเองไม่ค่อยปลอดภัย

หลังจากที่เว่ยเหลิงกับเจิ้งทั่นกลับถึงบ้านครอบครัวเจียวได้ไม่นาน เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อก็กลับมา โดยมีน้าหลิงพามาส่ง

ขณะที่น้าหลิงกำลังทักทายเว่ยเหลิงอยู่นั้น ชิวเซี่ยงหยางที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามก็เปิดประตูออกมา ทั้งสามคนจึงพูดคุยกัน น้าหลิงเคยเจอเว่ยเหลิงมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงพอจำได้ ส่วนชิวเซี่ยงหยางเพิ่งเคยเจอครั้งนี้ครั้งแรก

“มีคุณอยู่ด้วยพวกเราก็วางใจครับ” ชิวเซี่ยงหยางพูด

“เสี่ยวชิว ประตูบ้านตรงนั้นโดนแมวข่วนเหรอ?” น้าหลิงถาม

“ใช่ครับ! ผมไม่รู้เลยว่ามีแมวมาข่วนตอนไหน ชาร์โคลมาระบายอารมณ์กับประตูบ้านผมเหรอ รอยข่วนลึกมากเลยนะเนี่ย นึกไม่ถึงว่ากรงเล็บชาร์โคลจะคมขนาดนี้” ชิวเซี่ยงหยางพูด

“แน่ล่ะ ของใช้ยิ่งลับก็ยิ่งคม แมวก็ต้องมีสัญชาตญาณของตัวเอง กรงเล็บไม่คมแล้วจะใช้งานได้ไงล่ะใช่ไหม?” พูดจบเว่ยเหลิงก็หันไปมองเจิ้งทั่นที่หมอบอยู่บนโซฟา “ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ?”

เจิ้งทั่นเชิ่ดใบหูขึ้น ไม่สนใจพวกเขา

“จะเปลี่ยนประตูอีกไหม เปลี่ยนเป็นประตูเหล็กเถอะ” น้าหลิงบอก

“ไม่เปลี่ยนหรอกครับ มีรอยแมวข่วนแบบนี้ คงไม่มีหนูกล้าเข้ามาแน่ เอาไว้ขู่หนูดีกว่า”

ตอนค่ำเว่ยเหลิงไปต้มน้ำอาบ พอเด็กทั้งสองคนอาบน้ำเสร็จ เขาก็เดินไปนั่งที่โต๊ะหนังสือของพ่อเจียวหย่วน แล้วอ่านเอกสารที่ถือติดมือมาด้วย อีกทั้งยังได้ถือโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ของพ่อเจียวหย่วนในการหาข้อมูล ซึ่งก็ได้รับอนุญาตแล้ว เด็กทั้งสองต่างก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เว่ยเหลิงปิดประตูไว้ เจิ้งทั่นจึงไม่รู้ว่าเขาอ่านเอกสารอะไรอยู่

ดูแล้วคงยังไม่มีโอกาสได้เล่าเรื่องนั้นให้เว่ยเหลิงฟัง พอนั่งคิดสักพัก เจิ้งทั่นจึงตัดสินใจนอนก่อนดีกว่า พลางคิดไปด้วยว่าจะหาวิธีบอกเว่ยเหลิงอย่างไรดี ส่วนเรื่องอื่นพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

devc-af530e87-33711ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 022 ตอนที่ 22