ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 033 ตอนที่ 33
ตอนที่ 33 มีคนดังกำลังมา
“ทำอะไรน่ะ?” พ่อเจียวหย่วนพูดขณะที่เห็นหยวนจืออี๋กำลังทำเหมือนเล่นอะไรอยู่
“ทำพิธีบูชาไง ออเดอร์เป็นล้านๆ ต้องพึ่งแมวนายแล้วนะ ไม่แน่อีกหน่อยมันอาจจะนำแต่เรื่องดีๆ มาให้ก็ได้นะ” หยวนจืออี๋พูดพลางจับตะเกียบที่ล้มปักลงไปใหม่ “มาสิ มาไหว้ด้วยกัน!”
“นายเชื่อเรื่องผีสางเทวดาด้วยเหรอ? ฉันจำได้ว่าพ่อนายไม่เชื่อ” พ่อเจียวหย่วนพูด
“พ่อฉันเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นแน่นอน แต่แม่เชื่อนะ”
ระหว่างพวกเขามักจะพูดถึงพ่อของหยวนจืออี๋อยู่บ่อยๆ ในบทสนทนา คล้ายกับว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยที่ไม่มีการถืออะไร
หลังจากที่หยวนจืออี๋เอาชามโจ๊กกลับไปวางไว้บนโต๊ะแล้ว ก็กลับมานั่ง พลางถามพ่อเจียวหย่วน “จริงสิ วันมะรืนนายไปประชุมที่มณฑลติดกันนี่ใช่ไหม?”
“อืม เป็นงานวิชาการประจำปี ฉันว่าจะไปร่วมหน่อย ปีนี้มีคนเก่งๆ ไปร่วมเยอะ โอกาสแบบนี้หายาก” พ่อเจียวหย่วนตอบ
“งั้นก็ดีเลย พอนายเสร็จจากงานนั้นก็ไปช่วยดูพวกอุปกรณ์กับฉันหน่อย เมื่อวานฉันติดต่อเถ้าแก่บริษัทที่นั่นไว้แล้ว บริษัทพวกเขาเกิดเรื่องขึ้นเลยไม่อยากจะเปิดต่อไป พวกเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เตรียมจะขายทิ้ง ฉันเลยบอกให้เก็บไว้ก่อน ไว้จะไปเลือกดู เครื่องมือบางอย่างยังอยู่ในประกันอยู่เลยนะ เถ้าแก่บอกว่าพวกใบรับประกันใบเสร็จอะไรก็ยังอยู่ครบ ฉันมาคิดๆ ดูถ้ามันโอเคก็ซื้อมาไว้แก้ขัดไปก่อน เพราะจะให้ซื้อของใหม่ก็แพงเกินไป ตอนนี้งานที่บริษัทเรารับมาก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่ทำอะไรได้มากมาย เอาแค่พอใช้งานได้ก็พอ”
“ได้ พอเสร็จงานแล้วฉันจะโทรหา นายจะไปเมื่อไร”
“ว่าจะไปพรุ่งนี้ ฉันจะพาวิศวกรไปด้วยหนึ่งคน ไปลองดูก่อน เพราะถึงจะเป็นอุปกรณ์มือสองแต่ราคาก็หลายหมื่นอยู่ ตัวที่ราคาเป็นแสนคงซื้อไม่ไหว ตัวที่แพงกว่านี้เถ้าแก่คงไม่ยอมขายขาดทุนแน่ๆ ถ้าเป็นฉางเว่ยกรุ๊ปคงซื้อได้สบาย แต่พวกเราที่มีเงินอยู่อย่างจำกัดคงต้องคิดหนัก”
พ่อเจียวหย่วนจะไปทำงานต่างจังหวัด ก่อนไปมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ
ผลตรวจสุขภาพของแม่เจียวหย่วนออกมาดีมาก โดยรวมฟื้นฟูจนเกือบจะปกติดีแล้ว พ่อเจียวหย่วนจึงไปทำงานได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลทางนี้ ส่วนงานที่คณะ ช่วงเวลาที่สำคัญได้ผ่านไปแล้ว โปรเจกต์ดำเนินการลุล่วงไปด้วยดี อี้ซินได้ส่งบทความไปตีพิมพ์ลงในนิตยสารต่างประเทศแล้วหนึ่งฉบับ ส่วนอีกหนึ่งบทความกำลังเตรียมอยู่ คาดว่ารางวัลนักศึกษาปริญญาโทดีเด่นกับทุนการศึกษาระดับประเทศในปีหน้าคงจะไม่ไปไหนเสีย
พ่อเจียวหย่วนไปครั้งนี้น่าจะใช้เวลาสามสี่วัน ถึงจะกลับ ช่วงนี้เจิ้งทั่นจึงไม่ออกไปเล่นข้างนอกตอนค่ำแล้ว พอฟ้ามืดอากาศก็เย็นลง ตอนนี้เขาไม่ใช่คนที่จะสามารถสวมเสื้อหนังหรือเสื้อกันหนาวขนเป็ดได้ เขามีแค่ขนสั้นๆ ปกคลุมตัวเท่านั้น
แม่เจียวหย่วนเคยซื้อเสื้อกันหนาวสำหรับแมวให้เจิ้งทั่นอยู่ตัวหนึ่ง แต่ปกติเขาไม่ใส่ของแบบนั้น มันอึดอัด ยุ่งยาก กางแขนกางขาปีนต้นไม้ไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้นอกจากจะออกไปวิ่งออกกำลังในตอนเช้าแล้ว เจิ้งทั่นก็จะแค่ไปเดินเล่นในตอนกลางวัน แล้วก็ต้องเป็นวันที่อากาศดี ฟ้าเปิดด้วย ไม่อย่างนั้นจะออกไปให้ทรมานตัวเองทำไม?
ตอนเช้าเจิ้งทั่นไปวิ่งเล่นในป่าอยู่นาน พอถึงเวลาอาหารกลางวันก็กลับบ้าน จากนั้นก็เดินเตร่ไปแถวๆ คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เขาพบว่าหน้าต่างห้องทำงานของพ่อเจียวหย่วนไม่ได้ล็อค
เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้แล้วเดินไปยังหน้าต่าง ลองดูข้างในก่อนว่ามีคนหรือเปล่า ถ้ามีคนอื่นเขาก็จะไม่เข้าไป
อี้ซินอยู่ข้างใน ตอนนี้เขากำลังฟุบโต๊ะนอนกลางวันอยู่
อี้ซินไม่ใช่ ‘คนอื่น’ จะว่าไปเขาก็เป็นเหมือนกับกึ่งๆ พี่เลี้ยงให้กับครอบครัวเจียว ช่วยไปรับ-ส่งเด็กๆ ช่วยเลี้ยงแมว แล้วยังต้องช่วยดูวิทยานิพนธ์ให้กับเด็กป.ตรีที่พ่อเจียวหย่วนเป็นที่ปรึกษาให้อีก จะไปหานักเรียนดีๆ แบบนี้ได้จากที่ไหนอีก?
เจิ้งทั่นใช้กรงเล็บเปิดหน้าต่างแล้วกระโดดเข้าไป
คอมพิวเตอร์ถูกเปิดอยู่ อี้ซินกำลังทำวิทยานิพนธ์บทที่สอง โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ มีศัพท์เฉพาะและภาษาละตินมากมายที่เจิ้งทั่นอ่านแล้วไม่เข้าใจ แล้วก็ขี้เกียจจะอ่านด้วย ไม่น่าสนใจ แต่สิ่งที่เขาสนใจก็คือสมุดเล่มเล็กๆ ที่วางอยู่ข้างๆ อี้ซิน นี่ไม่ใช่สมุดบันทึกการทดลอง เขาเคยเห็นสมุดบันทึกของคณะที่ใช้กันบ่อยๆ มันเล่มใหญ่กว่านี้มาก แต่สมุดเล่มนี้ก็ดูเหมือนจะถูกใช้บ่อยอยู่
หรือว่า...อาจจะมีความลับที่บอกใครไม่ได้ซ่อนอยู่
เจิ้งทั่นเริ่มอยากรู้อยากเห็น ตอนนี้เขาว่างจนเบื่อ จึงอยากหาอะไรสนุกๆ ทำแก้เซ็ง
“ครืดๆ...คร่อก...ฟี้...”
พอได้ยินเสียงจากคนที่นอนอยู่ข้างๆ เจิ้งทั่นที่กำลังเตรียมจะเปิดสมุดก็ชะงักลง เขานึกว่าตัวเองถูกจับได้เสียแล้ว แต่พอหันไปดูอี้ซินยังคงหลับอยู่ โดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นเลยสักนิด
นอนกลางวันยังกัดฟันด้วยเหรอเนี่ย! กัดฟันไม่เท่าไร แต่ยิ้มด้วยนี่สิ! มันน่ากลัวนะรู้ไหม!
เจิ้งทั่นเชิดใบหูขึ้น รวบรวมสมาธิใหม่ เขาใช้กรงเล็บเปิดสมุดเล่มนั้น
ภายในสมุดได้มีการจดบันทึกหลายอย่าง หน้าแรกๆ เป็นเนื้อหาของพวกรายงานทางวิชาการที่ใหญ่ๆ ถึงแม้ว่าลายมือของอี้ซินจะไม่ได้สวยมาก แต่ก็เขียนหนังสือเป็นระเบียบ บันทึกแบบมีขั้นมีตอน
แต่เจิ้งทั่นรู้สึกผิดหวัง เพราะของพวกนี้เขาไม่มีความรู้สึกสนใจเลยสักนิด ขณะที่กำลังจะปิดสมุด สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นที่ขอบสมุด ดูเหมือนว่าด้านหลังเล่มก็จะถูกเปิดบ่อย ว่าแล้วเจิ้งทั่นก็เปิดไปที่หน้าหลังๆ
เขาเห็น ‘ข้อความกับบันทึกที่อี้ซินจดเรื่อยเปื่อย’
ยิ่งอ่านยิ่งน่าเบื่อ
ในนั้นมีการคัดลอกบทกลอนไว้มากมาย หลากหลายประเภท แต่ไม่ใช่กลอนแบบที่แต่งกันทั่วไป เนื้อหาจะเป็นศัพท์เฉพาะ ยังไงน่ะเหรอ?
เวอร์ชั่นละเมอเพ้อหา เช่น
“...ฉันคิดถึงเธอเหมือนกับที่แอนติบอดี้คิดถึงแอนติเจน
ความสวยของเธอเหมือนแอซิติลโคลีนที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้
กี่ฤดูใบไม้ผลิ กี่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วที่ฉันต้องนอนไม่หลับ
แต่ละนิวคลีโอไทด์มันแสดงถึงคำมั่นสัญญาของสองเราตลอดไป
หวังว่าจะมีสักวันหนึ่ง
ที่เราสองจะได้พบกันอีก
สนิทสนมกลมเกลียวดั่งเกลียวคู่ที่สวยงามที่สุดบนโลกใบนี้...”
เวอร์ชั่นจากลา เช่น
“...หัวใจ
ก็ถูกแบ่งออกเหมือนไคนีโทคอร์หลังจากการแบ่งเซลล์
เราทั้งสองก็เหมือนโครโมโซมลูก
เคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่ต่างกัน
ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก
เส้นทางแห่งการจากลา
ผืนหญ้าเขียวชอุ่มที่ปลายขอบฟ้า
พอเงาของเราสองค่อยๆ เลือนหายไป
สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับโครโมโซมในตอนท้าย
มองไม่เห็นอีกต่อไป...”
เวอร์ชั่นสับสน เช่น
“...แสงอาทิตย์ยามอัสดง
ส่องสว่างท่ามกลางทุ่งพฤกษา
คล้ายกับได้มองเห็น
ออกซิเจนที่ถูกคายออกมาจากต้นไม้เหล่านั้น
ไฮโดรเจนรวมกับคาร์บอนไดออกไซด์เปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล
ค่อยๆ สะสมเป็นแหล่งพลังงาน
ทุกอย่างดูรีบเร่ง
หรือพวกมันจะกลัวความเงียบเหงายามค่ำคืน
รู้สึกกระวนกระวายยามฟ้ามืด?
...”
แล้วยังมีเวอร์ชั่นชวนขนลุก เช่น
“...เธอคือเซลนิวเคลียส
ควบคุมพันธุกรรมและกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของฉัน
เธอคือไมโทคอนเดรีย
หากไม่มีเธอฉันก็เหมือนสูญเสียแหล่งพลังงาน
เธอคือคลอโรพลาสต์
ทำให้ฉันได้ครอบครองอาหารบำรุงสุขภาพใหม่ๆ
เธอคือไลโซโซม
สามารถย่อยสลายฉันได้ตลอดเวลา
แท้จริงแล้ว
เธอคือไรโบโซม
จับตัวฉันเป็นเชลยเหมือนกับกรดอะมิโน
เธอคือร่างแหเอนโดพลาซึม
ที่เอาฉันไปสังเคราะห์เหมือนโปรตีน
เธอคือกอลจิคอมเพล็กซ์
ห่อหุ้มฉันไว้
แล้วก็ทิ้งฉันไปง่ายๆ
ทำไม
ฉันถึงยังรักเธอเสมอ
...”
เวอร์ชั่นลึกซึ้งก็มี เช่น
“...เงาของผู้ยิ่งใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไป
เหมือนกับร่างกายที่ดับสูญไปตามกาลเวลา
แนวคิดของพวกเขายังอยู่ในคลังแห่งปัญญา
เหมือนกับยีนที่อยู่ในคลัง
ค่อยๆ ปล่อยออกมาสืบทอด
เอาแนวคิดของคนรุ่นก่อนมารวมกันใหม่
ทำให้ชีวิตคนเรายิ่งซับซ้อน
เหมือนกับการรวมยีน
มีความหลากหลายและแตกต่างมากมาย
ฉันครุ่นคิด
อยู่ในใจ
ว่าความคิดของฉันนั้น
มันคือการรวมยีนหรือการกลายพันธุ์
...”
เจิ้งทั่นคิดว่าคนที่เขียนกลอนพวกนี้ ตอนนั้นจะต้องถูกดีออกซีนิวคลีโอไทด์ ไรโบนิวคลีโอไทด์ กรดอะมิโน เข้าสิงร่างแน่ๆ
เจิ้งทั่นปิดสมุด สะบัดหาง จากนั้นก็กระโดดลงจากโต๊ะไปเปิดหน้าต่างแล้วออกไป พอออกไปแล้วก็ไม่ลืมที่จะปิดหน้าต่างให้สนิท
ออกมาจากตึกคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพแล้วเจิ้งทั่นก็มุ่งหน้ากลับบ้าน เขาเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ ขณะที่กำลังเลี้ยวนั้น เขาก็ได้ยินคนพูดคุยกันถึงเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นในช่วงนี้
ได้ข่าวว่ามีนักศึกษาปริญญาตรีของที่นี่ผูกคอตายในหอพัก ลือกันว่าเพราะสอบซ่อมหลายครั้งทำให้รู้สึกเครียด ครั้งแรกที่ได้ยินเจิ้งทั่นไม่ได้สนใจอะไรมาก เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่ละมหาวิทยาลัยต่างก็ต้องเคยมี
“ฉันได้ยินนักศึกษาที่อยู่หอนั้นบอกว่า ตำรวจพบกุญแจมือ สก็อตเทป หน้ากากแล้วก็ของอื่นๆ ในล็อคเกอร์ มียาสลบด้วยนะ ตู้ที่ถูกล็อคไว้ในนั้นมีเครื่องเล่น DVD ขนาดเล็ก ในกล่อง DVD มีแต่หนังโรคจิตวิปริต...”
เจิ้งทั่นหยุดฟังบทสนทนานี้ แล้วอยู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง
ประธานจ้าวกับจ้าวเล่อลงมือแล้วเหรอ?
ผลที่ได้ไม่เลวเลย
แต่เจิ้งทั่นเคยได้ยินพ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋คุยกันว่า ประธานจ้าวเป็นคนมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ ขนาดข้อมูลเกี่ยวกับแมวของเขายังหาได้เลย นับประสาอะไรกับคนแค่คนเดียว อีกทั้งยังลงมืออย่างเหี้ยมโหด เล่นเอาคนคนนั้นหมดสิ้นหนทาง
หลังจากที่แอบฟังนักศึกษาเหล่านั้นคุยกันเสร็จแล้ว เจิ้งทั่นก็มุ่งหน้ากลับบ้านต่อ แต่เดินไปได้แค่ไม่กี่ก้าว เจิ้งทั่นก็ได้ยินเสียงนักศึกษาชายที่ปั่นจักรยานมาพลางตะโกนใส่เพื่อน “ไปเร็ว มีฝรั่งคนดังมาที่ห้องประชุมนานาชาติ ต้องรีบไปจองที่ก่อน ไม่งั้นแม้แต่ที่ยืนก็ไม่มี!”
เจิ้งทั่นตกใจ ฝรั่งคนดังเหรอ!
ห้องประชุมนานาชาติ? อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้นี่
เจิ้งทั่นเลี้ยวไปทางห้องประชุมนานาชาติ แต่ขณะที่เขากำลังจะออกตัววิ่งนั้น ก็มีเงาประหลาดพุ่งออกมาจากพงหญ้า วิ่งมาตรงหน้าเขา จากนั้นก็หันมายกเท้าที่คล้ายกับสวมถุงมือสีขาวโบกให้เขาสองที
เจิ้งทั่นไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วย เขากำลังสงสัยอยู่
ทำไมจ่ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? เวลานี้มันควรจะนอนกลางวันอยู่แถวๆ ที่พักสิ
ตัวที่วิ่งออกมาจากพงหญ้าคือจ่า จากนั้นก็ตามมาด้วยอาหวงกับเจ้าอ้วน
เจิ้งทั่นหันไปมอง ก็เห็นสุนัขชิวาว่าถูกเจ้าของจูงเดินออกไปนอกมหาวิทยาลัยอยู่ไม่ไกล จ่าคงจะเบื่อเจ้าหมานั่นแล้วเลยวิ่งมา ส่วนอาหวงก็คงไล่ตามมาสนุกๆ เจ้าอ้วนวิ่งตามหลังอย่างเอื่อยๆ ด้วยท่าทางตาปรือ ไม่สนโลกเช่นเคย
ตอนนี้ในใจของเจิ้งทั่นกำลังนึกถึง ‘ฝรั่งคนดัง’ เขาวิ่งไปทางห้องประชุมนานาชาติ แล้วปีนขึ้นไปบนต้นอู๋ถงที่อยู่ติดกับห้องประชุม เขานั่งอยู่บนนั้นพลางมองไปรอบๆ
‘ฝรั่งคนดัง’ ที่ว่าดูเหมือนจะยังไม่มา
เจิ้งทั่นมองเห็นแมวอีกสามตัววิ่งตามมาทางนี้ด้วย แล้วแมวทั้งสี่ตัวก็นั่งเรียงกันเป็นเส้นตรง
เจิ้งทั่นมองเพื่อนทั้งสาม แล้วก็หันไปชะโงกมองหา ‘ฝรั่งคนดัง’ ต่อ
ด้านนอกห้องประชุมมีคนรออยู่ค่อนข้างเยอะ พอประตูเปิดออก เจ้าหน้าที่ก็ให้คนที่รออยู่เรียงคิวเข้าไปตามลำดับ ส่วนแขกคนดังจะมาถึงในอีกห้านาที ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยต่างก็มากัน อธิการบดีมาด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าแขกที่มาในวันนี้คงเป็นผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงวิชาการ
แต่...ไหนล่ะแขกคนดังที่ว่า?
ไม่เห็นจะมีเลยสักคน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกชายหนุ่มอายุสามสิบปีขึ้นไป
เจิ้งทั่นคิดว่าแขกพวกนี้คงจะดังบ้างไม่ดังบ้าง
แต่หลังจากที่มองหาดีๆ แล้วนั้น เขาก็พบผู้หญิงที่ดูโดดเด่นในกลุ่มนั้นอยู่สองคน สาวผมทองที่เป็นผู้ช่วยนั้นดูสะดุดตาเขาหน่อย หน้าอกที่ได้รูปพาให้จินตนาการไปไกล
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังมองสาว บรรดาคนที่อยู่ด้านนอกก็ค่อยๆ เดินเข้าห้องประชุม ในบรรดาคนที่เดินผ่านต้นอู๋ถง มีศาสตราจารย์วัยกลางคนคนหนึ่งได้หยุดลง แล้ววานให้ผู้ช่วยถ่ายรูปให้
ศาสตราจารย์คนนี้เป็นคนที่รักแมว ที่บ้านของเขาก็เลี้ยงแมวเช่นกัน อยู่ๆ พอเห็นแมวทั้งสี่ตัวแบบนี้ อีกทั้งยังคล้ายกับแมวของตัวเองที่บ้านอีก จึงอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย
พอศาสตราจารย์เดินมาถึงใต้ต้นไม้ ผู้ช่วยก็รัวชัตเตอร์ แชะๆ ถ่ายทั้งรูปคนและแมวทั้งสี่บนต้นไม้ไปพร้อมกัน
กิ่งไม้ที่พวกเขานั่งอยู่นั้นห่างจากพื้นประมาณสี่ห้าเมตร การจะถ่ายคนกับแมวให้อยู่ในเฟรมเดียวกันนั้น ทำให้ผู้ช่วยต้องขยับหลายมุม
คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหัวเราะ ไม่ได้รบกวนการถ่ายแต่อย่างใด แล้วก็ไม่ได้จะเข้าไปถ่ายด้วย บางคนไม่ได้ชอบแมว บางคนรู้สึกเขิน ไม่เห็นเหรอว่ามีแต่คนหัวเราะ?
แต่ใครจะไปคิดว่า รูปใบนี้ที่มีหนึ่งคนกับสี่แมว ต่อมาจะถูกนำมาขยายแล้วติดอยู่ที่ระเบียงทางเดินของห้องประชุมนานาชาติ เป็นรูปแนะนำคนดังที่มาเยือน
ที่ใต้รูปได้เขียนบรรยายไว้ว่านี่เป็นรูปของศาสตราจารย์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ฉากข้างหลังเป็นห้องประชุมนานาชาติของมหาวิทยาลัยฉู่หัว แต่ทุกคนที่เห็นต่างก็เพ่งความสนใจไปที่แมวทั้งสี่ที่นั่งเรียงหน้ากระดานอยู่ อีกทั้งยังถกเถียงกันด้วยว่าตอนที่ถ่ายรูปนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแมวทั้งสี่ถึงมานั่งเรียงแถวกันแบบนั้น?
บางคนเดาว่าเพราะแมวทั้งสี่ตัวรู้ล่วงหน้าว่านี่คือคนที่จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในอนาคต บางคนก็เดาว่าทางมหาวิทยาลัยเป็นคนจัดฉากเพราะรู้ว่าแขกคนนี้ชอบแมว จึงฝึกให้แมวทั้งสี่มานั่งตรงนั้น
แต่ใครก็คงนึกไม่ถึงว่า ภาพนี้นั้นเกิดจากความอยากเห็น ‘ฝรั่งคนดัง’ ของแมวดำตัวหนึ่งเท่านั้นเอง