ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 032 ตอนที่ 32

#32Chapter 032

ตอนที่ 32 ถ้าเป็นเพราะแมวตัวนี้จริงๆ ฉันจะวางชามโจ๊กไว้บนหัวเลยเอ้า

เจิ้งทั่นหมอบอยู่บนโซฟา พลางมองคนที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์

คนที่อยู่ตรงหน้าจ้องเขาอย่างไม่กะพริบตาได้สองนาทีก็ยื่นมือมาให้เขา

“ขอมือหน่อย”

“......”

เจิ้งทั่นมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าเขา แล้วหันไปมองเจ้าของมือ เขาไม่สนใจ ยังคงหมอบอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับเขยื้อน

“ยื่นมือมาไม่เป็นเหรอ? ช่างเถอะ งั้นกลิ้งให้ดูหน่อย...รอบเดียวก็พอ” คนตรงหน้าพูด

เจิ้งทั่นเริ่มขยับมือที่วางอยู่บนขอบโซฟา แต่ก็ยังอดกลั้นไม่ยื่นมือออกไป เขายังคงทำตัวนิ่งอยู่

บุคคลตรงหน้า ‘ออกคำสั่ง’ อย่างต่อเนื่อง เป็นคำสั่งแบบที่ไว้ใช้ฝึกสัตว์เลี้ยง แต่น่าเสียดายที่เจิ้งทั่นยังคงท่าทางไว้แบบเดิม เขาไม่ได้สนใจคำสั่งพวกนั้นเลยสักนิด

“เฮ้ย ร้องเมี้ยวสักทีก็ยังดี แมวอ้วนใต้ตึกที่บ้านที่แม้แต่จับหนูยังทำไม่ได้ ถึงมันจะจับมือไม่เป็น กลิ้งไม่ได้ แกล้งตายไม่เหมือน แต่มันก็ยังมีปฏิกิริยาตอบโต้อยู่บ้าง อาจารย์เจียว แมวคุณนี่เป็นแมวยังไง”

หยวนจืออี๋ชักมือกลับ แล้วหันไปมองรองศาสตราจารย์เจียวที่นั่งนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ

พ่อเจียวหย่วนค่อยๆ ดื่มชา จากนั้นจึงพูดขึ้น “แมวธรรมดา เรียกง่ายๆ ว่าแมวบ้าน”

“ก็แค่แมวธรรมดาที่ขายอยู่ตามท้องตลาดราคาไม่กี่สิบ มันจะสามารถทำให้ประธานฉางเว่ยกรุ๊ปที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศถึงกับยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเราได้เลยหรือ?” หยวนจืออี๋ชี้ไปที่แมวดำที่นอนอยู่บนโซฟา แล้วพูดกับพ่อเจียวหย่วน

เห็นได้ชัดว่าหยวนจื่ออี๋ไม่เชื่อเลยสักนิดว่าประธานฉางเว่ยกรุ๊ปจะมาเกี่ยวข้องอะไรกับแมวบ้านๆ แบบนี้ได้ เท่าที่เขารู้ประธานฉางเว่ยกรุ๊ปเพิ่งกลับมาจากปักกิ่ง แล้วจะมารู้จักแมวดำตัวนี้ได้ยังไง

บริษัทของพวกเขาเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ในช่วงแรกขายพวกน้ำยาที่ใช้ในห้องทดลอง อุปกรณ์ทดลองขนาดเล็ก อุปกรณ์พื้นฐานอย่างเครื่อง PCR เครื่องทดสอบ DNA เป็นต้น บริษัทยังไม่ค่อยลงตัวนัก ตอนนี้พนักงานส่วนใหญ่ของบริษัททำหน้าที่เป็นเซลล์เข้าไปเสนอขายตามมหาวิทยาลัย เริ่มจากการประชาสัมพันธ์ให้บริษัทเป็นที่รู้จัก ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

แต่พวกของหยวนจืออี๋นึกไม่ถึงว่า อยู่ๆ จะได้รับออเดอร์จากฉางเว่ยกรุ๊ป ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่หน่วยงาน QC บริษัทลูกของฉางเว่ยกรุ๊ปก็ตาม แต่ยอดออเดอร์ไม่น้อยเลยทีเดียว มูลค่ารวมทั้งหมดกว่าสองล้าน หากจะใช้คำพูดของภรรยาหยวนจืออี๋มาบรรยายก็คือ นี่มันเหมือนเอาเงินมาให้ฟรีๆ เลยชัดๆ พวกเรายังสามารถใช้การขายครั้งนี้ไปอ้างในการทำธุรกิจต่อไปได้อีกด้วย แต่ว่าบริษัทใหญ่โตขนาดนั้นจะไม่มีคู่ค้าที่ติดต่อซื้อขายมานานไว้อยู่แล้วเหรอ? หรือพวกเขามีปัญหากัน? แต่ทำไมถึงต้องมาติดต่อซื้อขายกับบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงอย่างพวกเราด้วยล่ะ?

ดังนั้นหลังจากที่หยวนจืออี๋คุยโทรศัพท์กับพ่อเจียวหย่วนเสร็จก็นอนไม่หลับ วันนี้จึงรีบขับรถมาหาแต่เช้าตรู่ กักตัวรองศาสตราจารย์เจียวให้อยู่ในบ้าน จะต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นเขาคงมีเรื่องค้างคาใจไปตลอด

“พูดอะไรหน่อยสิ” หยวนจืออี๋เร่ง

“ฉันก็ยังไม่แน่ใจ จะให้พูดอะไรล่ะ? ฉันก็แค่สงสัยว่ามันอาจจะเกี่ยวพันกัน แต่ฉันก็ทำให้แมวบ้านตัวเองพูดไม่ได้สักหน่อย ดูมันสิยังดูเบลอๆ อยู่เลย”

“เบลอ? ” หยวนจืออี๋หันไปมองเจิ้งทั่นอีกรอบ

เจิ้งทั่นยังคง ‘นอนนิ่ง’

หยวนจืออี๋พอมองแล้วก็ส่ายหัว “ฉันว่าไม่เห็นจะได้เรื่องเลย มันดูชอบเอาแต่เหม่อนะ”

ครูด ครูด ครูด

กรงเล็บของแมวข่วนลงบนโซฟาจนเกิดเสียง

หยวนจืออี๋มองขอบโซฟาของครอบครัวเจียวที่มีแต่รอยแมวข่วนแล้วก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เลี้ยงแมวมีดีตรงไหน มีแต่หาเรื่องใส่ตัวมากกว่า

แต่ว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้คำตอบแบบที่ตัวเองพอใจ ทำให้หยวนจืออี๋ยังไม่อยากเลิกรา

สาเหตุของเรื่องที่พ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋คุยกันนั้น เจิ้งทั่นเองก็ไม่เข้าใจ

ช่วงสองวันมานี้เจิ้งทั่นรู้สึกว่าตัวเองทำตัวเรียบร้อยมาก ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นไกลๆ ไม่ได้ทะเลาะกับใคร ไม่มีเห็บติดกลับมา อีกทั้งไม่ได้ไปแอบดูคู่รักพลอดรักกันด้วย มากสุดก็แค่ทำแก้วที่อยู่บนโต๊ะหนังสือของพ่อเจียวหย่วนตกแตกไปหนึ่งใบ แล้วก็ตอนบิดขี้เกียจกรงเล็บไปข่วนโดนหมอนของกู้โยวจื่อจนเป็นรู จากนั้นก็มีตอนเช้าสะลึมสะลือไปฉี่แล้วอยู่ๆ ก็จามขึ้นมาจนฉี่กระเด็นใส่รองเท้าของเจียวหย่วน สุดท้ายก็ไปนอนบนชุดที่แม่เจียวหย่วนรีดเสร็จแล้วจนเป็นรอยยับ

จะว่าไปก็เยอะแฮะ

หยวนจืออี๋ลุกขึ้นยืน พลางขยับขาที่นั่งยองๆ จนเมื่อย “ยังไงฉันก็คิดว่าไม่น่าจะใช่เพราะแมวตัวนี้ ถ้าเกิดเป็นเพราะแมวตัวนี้จริงๆ ล่ะก็ ฉันจะ...”

หยวนจืออี๋มองไปรอบๆ แล้วสายตาก็ไปตกอยู่ที่บนโต๊ะอาหาร บนนั้นมีชามโจ๊กข้าวกล้องชามใหญ่ที่กินเหลืออยู่ มันเย็นชืดหมดแล้ว โจ๊กก็จับตัวกันจนเหนียวหนืด

“ฉันจะวางชามโจ๊กไว้บนหัวตอนออกไปข้างนอกเลยเอ้า” หยวนจืออี๋พูด

ขณะที่กำลังฟังพวกเขาคุยกัน หูของเจิ้งทั่นก็ขยับ เขาหันไปทางประตู

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“ใคร นายนั่งเถอะ เดี๋ยวฉันไปเปิดให้” หยวนจืออี๋โบกมือให้พ่อเจียวหย่วนนั่งลง ส่วนเขาเดินกะเผลกไปเปิดประตู เพราะนั่งยองๆ นานจนขาเริ่มชา

หยวนจืออี๋ยังคงบ่นเรื่องเมื่อครู่ไม่จบ แต่พอเปิดประตูเท่านั้น เขาก็รู้สึกเหมือนโดนหักคอ ส่งเสียงพูดไม่ออก

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือคนที่เขาเพิ่งได้เจอเมื่อวาน เจ้าของนามบัตรที่อยู่ในกระเป๋าของเขา!

“ประ ประ ประธานจ้าว!” หยวนจืออี๋ช็อคสุดขีดจนพูดติดอ่าง

ไม่เพียงแต่หยวนจืออี๋ที่ประหลาดใจเท่านั้น แม้แต่พ่อเจียวหย่วนก็นึกไม่ถึงว่าคนอย่างประธานจ้าวที่งานรัดตัวตลอดเวลาจะมาหาถึงบ้าน ตอนนี้พวกเขายังนึกถึงสาเหตุของเรื่องเก่าไม่ออก แต่เจ้าตัวก็มาเยือนถึงบ้านแล้ว

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือประธานของฉางเว่ยกรุ๊ป ส่วนด้านหลังของท่านมีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่

เพราะหยวนจืออี๋ยืนบังประตูอยู่ ทำให้เจิ้งทั่นที่หมอบอยู่บนโซฟาแต่ก็ขี้เกียจลุกขึ้นยืน มองไม่เห็นคนที่อยู่ด้านนอก ฟังจากเสียงแล้วเป็นผู้ชายวัยกลางคน แต่เจิ้งทั่นได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย

หืม ผู้หญิงในคืนวันนั้นเหรอ?

พอเห็นหยวนจืออี๋เอาแต่ยืนอึ้งอยู่ที่ประตู พ่อเจียวหย่วนจึงรีบออกไปต้อนรับ เขาเอานิ้วสะกิดไปที่หลังของหยวนจืออี๋ เพื่อไม่ให้แขกทั้งสองเห็น นี่นายจะยืนเป็นเทพเฝ้าประตูหรือยังไง สมงสมองไม่สั่งการแล้วใช่ไหม ถึงเอาแต่ยืนทื่อ

หยวนจืออี๋ที่ถูกสะกิดเริ่มได้สติกลับมาจึงรีบหลบ “เชิญเลยครับ!”

แม่เจียวหย่วนกับน้าหลิงไปตรวจที่โรงพยาบาล แม่เจียวหย่วนไปเช็คดูอาการจากอุบัติเหตุ ส่วนน้าหลิงไปตรวจโรคกระเพาะที่ตัวเองเป็นอยู่ ดังนั้นหลังกินอาหารเช้าเสร็จ ยังไม่ทันที่แม่เจียวหย่วนจะได้เก็บชามไปล้าง น้าหลิงก็มารับตัวไปแล้ว ตอนนี้หน้าที่รับแขกจึงตกเป็นของพ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋

พ่อเจียวหย่วนลากเก้าอี้แบบมีพนักพิงมาให้แขกทั้งสอง แล้วดันเก้าอี้ตัวอื่นสอดเข้าใต้โต๊ะไป จะได้ไม่เกะกะ บ้านนี้ไม่ได้มีพื้นที่มากนัก ตอนนี้มีคนใหญ่คนโตมาเยือนถึงบ้าน ทำให้รู้สึกแออัดอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้มีแขกมากันสี่ห้าคนยังไม่รู้สึกแออัดเท่านี้

พอเห็นรองศาสตราจารย์เจียวลากเก้าอี้มา เดิมทีหยวนจืออี๋จะพูดว่า ‘ให้แมวมันขยับไปนั่งที่อื่นก็ได้ แขกจะได้นั่งโซฟาสบายๆ’ แต่เห็นแขกทั้งสองไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจ อีกทั้งรองศาสตราจารย์เจียวก็ลากเก้าอี้ออกมาแล้ว หยวนจืออี๋จึงไม่พูดอะไร

ประธานจ้าวดูเหมือนคนอายุสี่สิบต้นๆ แต่ในความเป็นจริงอายุห้าสิบแล้ว ท่านดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ดูมีชีวิตชีวา อย่างน้อยความรู้สึกแรกตอนเจิ้งทั่นเห็นก็คือท่านดูอ่อนโยน รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าดูจริงใจ

พอเอาของขวัญที่ติดมือมาวางลงแล้ว ประธานจ้าวก็ยิ้มพลางพูด “เมื่อครู่ได้เจอกับศาสตราจารย์หลัน ผมถึงได้ขอเข้าตึกมาด้วยครับ”

“อ่า ประธานจ้าวรู้จักศาสตราจารย์หลันด้วยเหรอครับ” พ่อเจียวหย่วนถาม

หยวนจืออี๋กับพ่อเจียวหย่วนรู้ว่าศาสตราจารย์หลันทำงานให้กับหลายๆ บริษัท แต่นึกไม่ถึงว่าหนึ่งในนั้นจะมีฉางเว่ยกรุ๊ปรวมอยู่ด้วย และดูเหมือนว่าจะค่อนข้างสนิทสนมกัน

“ทางเราเคยเชิญให้ท่านมาแนะแนวให้ครับ ตอนนี้ก็มักจะเชิญท่านไปให้ความรู้ที่บริษัทอยู่บ่อยๆ ปกติถ้ามีปัญหาอะไรก็จะเชิญท่านไปช่วยแก้ไขปัญหาให้อยู่ตลอด” ประธานจ้าวอธิบาย

ประธานจ้าวแนะนำลูกสาวตัวเองให้รู้จัก เธอชื่อจ้าวเล่อ เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฉู่หัว จากนั้นก็ไม่ได้พูดถึงตัวเธออีก พวกเขาเปลี่ยนไปคุยกันเรื่องอื่น

เพราะเรื่องของศาสตราจารย์หลัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันสนิทได้ไว ประธานจ้าวเองก็ไม่ได้วางมาดเหมือนยามปกติ ซึ่งทำให้ความรู้สึกเกร็งของพ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋ลดน้อยลง พอคุยกันถึงเรื่องบริษัทของพวกเขาทั้งสองฝ่ายก็เลยคุยกันได้ยาว

สามารถขอคำแนะนำจากผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจมานานทำให้หยวนจืออี๋รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง จากคำแนะนำและประสบการณ์ที่ประธานจ้าวได้เล่าให้ฟัง ทำให้บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ของหยวนจืออี๋ได้ค้นพบทางลัด หยวนจืออี๋รู้จักคนในแวดวงวิชาการหลายคน แต่ผู้บริหารระดับสูงของวงการธุรกิจเขาเพิ่งจะได้รู้จักประธานจ้าวเป็นคนแรก

หยวนจืออี๋รู้สึกว่าวันนี้ประธานจ้าวเป็นกันเองอย่างมาก ไม่เหมือนกับเมื่อวาน ที่ถึงแม้จะยิ้มแย้ม ดูเป็นมิตร แต่ก็ยังคงวางมาด ทำให้รู้สึกไม่กล้าเข้าใกล้

พอมองประธานจ้าวแล้ว หยวนจืออี๋ก็ยิ่งแน่ใจ ว่าตอนนี้ท่านเริ่มจะค่อยๆ วางมือจากทางธุรกิจแล้ว คล้ายกับว่าจะส่งต่อให้คนรุ่นหลัง รู้สึกว่าท่านจริงใจอย่างมาก

ประธานจ้าวไม่ได้รับปากเป็นกิจจะลักษณะว่าจะช่วยเหลือ เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีไปให้บ้างแล้ว ฟังจากคำพูดของท่านคือท่านสนใจในตัวบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ของพวกเขา ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดี พอบริษัทเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ทั้งสองฝ่ายอาจจะได้ร่วมงานกันมากขึ้น

ประธานจ้าวไม่ได้แค่พูดไปส่งๆ เท่านั้น หากสามารถทำตามข้อกำหนดของเขาได้ก็เป็นอันตกลง

ทำให้หยวนจืออี๋รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

ขณะที่หนุ่มใหญ่ทั้งสามกำลังคุยกันอย่างถูกคออยู่นั้น หญิงสาวทางนี้ก็ได้เดินมาหาเจิ้งทั่น

นับตั้งแต่มีแขกเข้ามาในบ้าน เจิ้งทั่นก็ยังคงนอนหมอบอยู่กลางโซฟา โซฟาที่ไม่ได้กว้างมากถูกยึดครองพื้นที่ไปหนึ่งในสี่ บวกกับมีหมอนสองใบกับตุ๊กตาหนึ่งตัววางอยู่ ทำให้เหลือพื้นที่ว่างไม่มาก ตรงด้านริมถ้าเป็นผู้ชายตัวใหญ่คงนั่งไม่ค่อยสบายนัก แต่ถ้าเป็นผู้หญิงร่างบางล่ะพอไหว

เจิ้งทั่นมองดูจ้าวเล่อ ใบหน้าและมือของเธอไม่เหลือรอยแผลแล้ว คาดว่าคงรออยู่หลายวันเพื่อที่จะรักษาแผลให้หายก่อน เพราะถึงอย่างไรต้นเหตุของแผลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าพูดออกมาเท่าไร

เมื่อจ้าวเล่อเห็นแมวดำกำลังนอนหมอบอยู่บนโซฟาสายตาเธอก็ลุกวาวทันที ใบหน้าแต้มไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้น หลังจากที่นั่งลงบนโซฟาแล้ว จ้าวเล่อก็อุ้มแมวดำตัวนั้นขึ้นมาบนตัก แล้วค่อยๆ ลูบขนของมัน

เจิ้งทั่นรู้สึกหวั่นไหว แต่แบบนี้มันไม่สบายตัว พอคิดสักพักเขาก็กระโดดลงจากโซฟาวิ่งที่ห้องของกู้โยวจื่อ จากนั้นก็เปิดลิ้นชักชั้นที่สองอย่างคล่องแคล่ว คาบเอาหวีออกมา แล้วกลับขึ้นไปยังโซฟาในห้องรับแขก เอาหวีวางลง

เมื่อครู่จ้าวเล่อคิดว่าแมวไม่สนใจตัวเอง นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบนี้ หลังจากอึ้งสักพัก เธอก็หัวเราะออกมา แล้วหยิบหวีขึ้นมาเริ่มแปรงขนให้แมวดำที่อยู่บนตัก

ขนของเจิ้งทั่นไม่ยาว ปกติกู้โยวจื่อจะเป็นคนช่วยแปรงขนให้ ขนที่สั้นทำให้ไม่พันกันยุ่งเหยิง เวลาหวีจึงไหลลื่น ขนสั้นๆ บนหัวก็ต้องแปรงด้วยเช่นกัน

เจิ้งทั่นทำตาพริ้ม เขาขยับไปตามจังหวะที่จ้าวเล่อแปรงขนให้ ปลายหางก็แกว่งไปมา แบบนี้ให้ความรู้สึกดีกว่าเยอะ

พ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋ที่กำลังพูดคุยอยู่นั้น พอเห็นฉากนี้ถึงกับเอามือลูบหน้า อยากจะเข้าไปหยิกหูเจ้าแมวตัวนั้นแล้วเอามานั่งอบรมเสียจริง นี่เป็นแขกวีไอพีเลยนะ มูลค่าของแกยังไม่เท่านิ้วโป้งของพวกเขาเลย นี่กล้าใช้ให้เขาแปรงขนให้เลยเรอะ!แล้วยังทำท่าทางเคลิ้มอีก!

ประธานจ้าวกับจ้าวเล่อไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก พอผ่านไปครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็ขอตัวลา ประธานจ้าวอธิบายถึงสาเหตุที่มาเยือนบ้านในครั้งนี้ไม่มาก แต่ท่านก็บอกว่าเพราะแมวดำของครอบครัวเจียวได้ให้ความช่วยเหลือครั้งใหญ่กับลูกสาวของเขา ส่วนรายละเอียดนั้นท่านไม่ได้พูดอะไร

พ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋ลงไปส่งแขกทั้งสองที่หน้าตึก ตรงนั้นมีคนมารออยู่ก่อนแล้ว บริเวณลานจอดรถมีรถจอดอยู่สองคัน ประธานจ้าวกับจ้าวเล่อขึ้นรถไปคันเดียวกัน ส่วนอีกคันเป็นรถแลนด์โรเวอร์ที่เจิ้งทั่นเคยเห็น

หลังจากที่ทั้งสองคนกลับขึ้นบ้าน หยวนจืออี๋ก็ปิดประตู จากนั้นก็จ้องเจิ้งทั่นเขม็ง คล้ายกับว่าจะจ้องเอาอะไรจากตัวเขา

“ฉันจำได้ว่านายพูดว่าจะเอาชามโจ๊กไว้บนหัว” พ่อเจียวหย่วนนั่งไขว่ห้างพลางพูด

หยวนจืออี๋ได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปสักพัก เขาเดินไปหยิบชามโจ๊กขึ้นมา

ขณะที่พ่อเจียวหย่วนกับเจิ้งทั่นคิดว่าหยวนจืออี๋จะเอาชามโจ๊กไว้บนหัวแล้วเดินออกไปนั้น หยวนจืออี๋ก็ลากเก้าอี้ตัวเล็กออกมาวางตรงด้านหน้าโซฟา ซึ่งอยู่ตรงหน้าเจิ้งทั่นพอดี แล้ววางชามโจ๊กลงบนเก้าอี้ จากนั้นก็เข้าไปในครัวหยิบตะเกียบออกมาสามอัน ปักลงไปในชามโจ๊ก แล้วเขาก็ถอยไปด้านหลัง คำนับลงหนึ่งที

“ข้าน้อยขอคารวะ!”

“......” เจิ้งทั่นและพ่อเจียวหย่วนทำหน้าเหมือนมองเห็นคนโง่

ตาทึ่มเอ๊ย ทึ่มมากจริงๆ

devc-3daa7acd-33865ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 032 ตอนที่ 32