ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว

ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 031 ตอนที่ 31

#31Chapter 031

ตอนที่ 31 ชาร์โคล ไปสร้างวีรกรรมอีกแล้วใช่ไหม?

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังเดินไปตามเสียงนั้น ระหว่างทางเขาเห็นรอยลากเป็นทางยาว โทรศัพท์มือถือที่พังแล้ว และกระเป๋าสะพายข้างสำหรับผู้หญิง

บริเวณแถวๆ นั้นมีกลิ่นที่ชวนให้แสบจมูก เจิ้งทั่นสูดดม แล้วเดินไปทางกลิ่นนั้น เขาเห็นพวงกุญแจตกอยู่ในพงหญ้า ในนั้นมีขวดเล็กๆ ห้อยอยู่ น่าจะเป็นพวกสเปรย์พ่นสำหรับป้องกันตัว

ผู้หญิงคนนี้ถือว่าเตรียมตัวมาพอใช้ได้ แต่เจิ้งทั่นไม่ได้ยินเสียงโวยวาย นั่นก็แสดงว่าผู้ชายคนนั้นไม่ตกหลุมพราง?

ถ้าเป็นแบบนั้นอาจหมายความได้ว่า ผู้หญิงคนนี้พ่นไม่โดนเป้าหมาย หรือไม่ก็...ผู้ชายคนนั้นเป็นพวกมีความชำนาญสูง รู้จักป้องกันตัวไว้ก่อนแล้ว

การเดินอยู่บนต้นไม้ไวกว่าเดินข้างล่างมาก เจิ้งทั่นไม่ต้องเดินอ้อมหรือคอยหลบพื้นที่ขรุขระ

ผู้ชายคนนั้นหยุดลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณนี้อยู่ห่างจากตรงทางเดินค่อนข้างไกล ต่อให้ส่งเสียงร้องก็ไม่มีใครได้ยิน

พลั่ก!

พอได้ยินเสียงนี้เจิ้งทั่นก็หันไป มีแสงสะท้อนจากโลหะปรากฏขึ้นมา

เวรเอ๊ย! ไอ้โรคจิตนี่มันเอากุญแจมือมาด้วย มันวิปริตขนาดไหนเนี่ย เจิ้งทั่นคิดในใจ

ผู้ชายคนนั้นใส่กุญแจมือให้ผู้หญิง จากนั้นก็หยิบสก็อตเทปแถบกว้างออกมาจากกระเป๋ากางเกง ที่ปลายสก็อตเทปมีกระดาษแปะอยู่ สะดวกต่อการใช้งาน

เขาเอาของที่อุดปากผู้หญิงคนนั้นออก ยังไม่ทันที่เธอจะได้ส่งเสียงร้อง เขาก็เอาสก็อตเทปปิดปากของเธอไว้ เธอจึงทำได้แค่ส่งเสียงอู้อี้ออกมาเท่านั้น

เจิ้งทั่นมองเห็นผู้ชายคนนั้นใส่ถุงมือ บนหัวใส่หมวกไอ้โม่งที่เห็นแค่ดวงตากับปาก เหมือนกับพวกโจรปล้น

เป็นพวกผู้ร้ายมืออาชีพจริงๆ ด้วยสินะ

เจิ้งทั่นค่อยๆ กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้น แล้วปีนขึ้นไปตรงยอด เขาเล็งกิ่งไม้ที่อยู่ด้านล่าง จากนั้นก็กระโดดลงไป

ตุบ!

กิ่งไม้กิ่งนั้นถูกแรงกระทบจากตัวเจิ้งทั่นจนสะบัดใบร่วงลงไปเป็นจำนวนมาก

ขณะที่กิ่งไม้สั่นไหวได้เกิดเสียงใบไม้เสียดสีกันทำลายความสงบในบริเวณนั้น

ขณะนั้นชายที่สวมหมวกไอ้โม่ง มือข้างหนึ่งกดผู้หญิงไว้ ส่วนมืออีกข้างเริ่มปลดเข็มขัดเตรียมลงมือ แต่เสียงบนหัวทำให้เขาต้องหยุดชะงักลง

ชายคนนั้นมองขึ้นไปข้างบนอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยความที่มืดมาก ทำให้มองอะไรไม่เห็น ทำได้แค่อาศัยแสงจันทร์มองดูก็เห็นแค่กิ่งไม้ขยับ

ตอนนี้ไม่มีลม ต้นไม้ต้นอื่นยังคงนิ่งสนิท แต่กิ่งไม้ที่อยู่บนหัวนี่กลับขยับคล้ายกับกำลังกวักมือเรียกอย่างกับภูติผี

นกเหรอ? เขาคิด

มืดค่ำนกต้องกลับรังนอนหมดแล้วสิ อีกอย่างนี่เป็นตอนค่ำของฤดูหนาว จะมีนกออกมาได้ยังไง? หรือบนนี้จะมีรังนก? หรืออาจจะเป็นสัตว์อื่น?

ชายคนนั้นยังคงกดผู้หญิงตรงหน้าที่กำลังดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ฟังเสียงรอบๆ ไปด้วย

มันเหมือนกับ...มีเสียงอะไร แต่ก็ไม่ใช่เสียงคน

ชายคนนั้นสะบัดความสงสัยทิ้งไป แล้วกลับมาปลดเข็มขัดกางเกงต่อ แต่บนศีรษะของเขาก็เกิดเสียงตุบขึ้นอีก เสียงดังกว่าครั้งแรก เดิมทีเขาก็ไม่อยากจะสนใจ แต่เสียงมันดังเสียจนเขาต้องกลั้นอารมณ์ความอยากเอาไว้ก่อน เพราะมีกิ่งไม้ขนาดเท่าแขนเด็กตกลงมา พร้อมกับใบไม้ที่ติดอยู่ที่ก้าน ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้นไปนั้นกิ่งไม้ก็ตกใส่พอดี

“โอ๊ย!”

เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด นอกจากกิ่งไม้ที่ตกใส่หน้าแล้ว ใบไม้ยังบาดเข้าตาเขาด้วย

ผู้หญิงที่โดนกดไว้อาศัยจังหวะนี้ค่อยๆ ลุกขึ้นเตรียมจะหนี แต่เดินไปได้แค่สองก้าวก็ถูกชายคนนั้นจับข้อเท้าไว้ได้ เธอสะบัดอย่างไรก็สะบัดไม่ออก เพราะเธอเองก็หมดแรงแล้ว

“เงี้ยว~“

เสียงร้องประหลาดทำให้ทั้งสองคนหยุดชะงัก

เสียงนี้ทำให้คนรู้สึกแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงร้องของสัตว์ชนิดไหน

หมาป่า? ที่นี่ไม่มีแน่ๆ เพราะอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย หมาเร่ร่อน? ก็อาจเป็นไปได้

ชายคนนั้นเอามีดพับออกมาจากกระเป๋า แสงจันทร์สะท้อนลงไปบนมีดทำให้ดูน่ากลัว

เจิ้งทั่นหลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ เขาไม่ได้เตรียมจะพุ่งออกไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หากเป็นคนยังพอไหว แต่ตอนนี้เป็นแมว ถ้าต้องสู้ขึ้นมาตัวเองคงเสียเปรียบกว่า อีกอย่างเขาคิดว่าอีกฝ่ายมีการเตรียมตัวมาอย่างดี จะต้องมีมีดแน่นอน หากผลีผลามเข้าไป ไม่เพียงแต่จะช่วยคนไม่ได้แล้ว ตัวเองก็จะเอาชีวิตไม่รอดไปด้วย

แซ่กๆ แซ่กๆ

ในพงหญ้ารอบๆ ต้นไม้มีเสียงบางอย่างดังออกมา ทำให้ชายคนนั้นยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น

ขออย่าให้เป็นหมาเร่ร่อนเลย เคยได้ยินว่าหมาเร่ร่อนที่หิวโซมันกินคนได้ ถ้ามันมาแค่ตัวเดียวก็ยังพอจะเอาชนะได้ แต่ถ้ามาเป็นฝูงล่ะก็ หนีไปได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว

เสียงฟึ่บฟั่บดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มือของชายคนนั้นข้างหนึ่งกดผู้หญิงไว้ ส่วนอีกข้างกำมีดไว้แน่น คอยระวังทิศทางที่มีเสียงดังออกมา

ทันใดนั้นชายคนดังกล่าวก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาที่แขนอย่างแรง จากนั้นแขนก็รู้สึกชา มีดหล่นลง และตัวเขาก็กระเด็นออกไปเมตรกว่าเพราะแรงกระแทกที่พุ่งเข้ามา

เจิ้งทั่นกำลังรอจังหวะนี้ เขากะจังหวะและมุมที่จะพุ่งเข้าไปไว้ก่อนแล้ว รอแค่เพื่อนของเขาเข้ามาทำเสียงให้ชายคนนั้นไขว้เขว เขาก็จะลงมือทันที

บริเวณนี้เป็นเนิน ชายคนนี้พอล้มลงก็กลิ้งลงไปตามเนิน

เจิ้งทั่นวิ่งตามไปดู ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะข้อเท้าพลิก พอลุกขึ้นได้ก็รีบวิ่งออกไปอย่างทุลักทุเล คงจะคิดว่ามีคนมาเห็นเหตุการณ์แล้ว จึงอยากหนี

ตีให้ตายยังไงผู้ชายคนนั้นก็ไม่มีทางรู้ว่าตัวการที่ทำให้เขากระเด็นล้มลงเป็นเพียงแค่แมวตัวเดียวเท่านั้น ไม่ใช่หมาเร่ร่อนหรือคน

เพราะว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ เจิ้งทั่นจึงไม่ได้ไล่ตามไป แต่ถ้าเจอกันครั้งหน้าอีก เขาต้องจำได้แน่ๆ แมวมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อกลิ่น ต่อให้คนคนนั้นเปลี่ยนหมวก เขาก็จับตัวออกมาได้อยู่ดี

เจิ้งทั่นเดินย้อนกลับขึ้นไป เขาเห็นเสื้อนอกที่ถูกถอดออกวางอยู่ในพงหญ้า โดยมีกลิ่นน้ำหอมที่เหมือนกับกลิ่นของผู้หญิงคนนั้นอยู่

ผู้หญิงคนนั้นคงจะเพิ่งไปร่วมงานเลี้ยงบางอย่างมาแน่นอน เธอสวมกระโปรงยาว สวมเสื้อโค้ตขนสัตว์ ที่ตอนนี้ถูกถอดเหวี่ยงไปอยู่อีกด้าน

มีลมพัดมาจนทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกหนาว เขาคิดสักพัก จึงตัดสินใจเดินไปคาบเสื้อกันหนาวตัวนั้นลากขึ้นเนินไปด้วย

ตอนที่เห็นผู้หญิงคนนั้น เธอกำลังถือมีดที่ชายคนนั้นทำตกไว้พลางมองไปรอบๆ อย่างระแวง ขณะที่เจิ้งทั่นปรากฏตัวพร้อมเสื้อกันหนาว เธอก็ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้ามาแทง แต่ภายใต้แสงสลัวของดวงจันทร์ เธอก็ไม่พบว่ามีคน จึงมองไปยังด้านล่าง ถึงได้เห็นเสื้อกันหนาวที่หล่นหายไป จากนั้นจึงมองเห็นแมวที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่ค่อยชัดนัก

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ...

แมวแต่ละตัวค่อยๆ เรียงหน้ากันออกมา ก่อนหน้านี้ที่วิ่งมาพอเห็นคนพวกมันก็ไม่กล้าปรากฏตัว จนกระทั่งเจิ้งทั่นปรากฏตัว พวกมันถึงวิ่งออกมา จ่าออกมาเป็นตัวแรก หลังจากเห็นเจิ้งทั่นมันก็วิ่งออกมาจากพงหญ้า พลางส่งเสียงร้อง “เมี้ยว” จากนั้นก็กระโดดไปเล่นกับใบไม้ที่ร่วงลงมา

เพียงแค่ตอนนี้ไม่มีใครมีอารมณ์มานั่งสนใจการละเล่นของจ่า

ผู้หญิงคนนั้นพอเห็นแมวเดินออกมาทีละตัว ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ เธอตั้งใจฟังเสียงรอบๆ ตัว ก็ไม่พบว่ามีคนเข้ามาใกล้

หลังจากที่สบายใจขึ้นแล้วเธอก็นั่งกอดเข่า มือที่ถูกใส่กุญแจมือไว้ยังคงถือมีดอยู่ แต่ตอนนี้เกิดอาการสั่นเล็กน้อย

เจิ้งทั่นนิ่งไปสักพัก แล้วลากเสื้อกันหนาวไปวางไว้ที่เท้าของเธอ

เวลาแบบนี้ควรพูดอะไรดี? เอาไหล่ให้เธอซบ? ตลก! ไหล่แมวจะไปพอซบอะไรล่ะ!

ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังคิดอยู่นั้น ก็มีมือเอื้อมมาอุ้มตัวเขาไป

ผู้หญิงคนนั้นอุ้มเจิ้งทั่นไปไว้ในอ้อมกอด พลางเอาคางวางไว้บนไหล่ของเขา เนื้อตัวเธอยังคงสั่นเทา มีดถูกวางไว้ข้างๆ อุณหภูมิในร่างกายของแมวสูงกว่าของคนทำให้ช่วยเธอขจัดความหนาวออกไปได้ไม่น้อย ร่างกายที่อ่อนล้าหนาวเย็นก็ค่อยๆ ดีขึ้น

ท่าทางที่เธอกอดเจิ้งทั่นไว้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เข่าของเธอหนีบเขาไว้จนรู้สึกเจ็บ แต่เธอก็กอดเจิ้งทั่นไว้แน่นคล้ายกับว่าเพราะเพิ่งรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

เจิ้งทั่นไม่เห็นสายตาของเธอ แต่รับรู้ได้ว่ามือของเธอเย็นเฉียบ ความรู้สึกกลัวจนตัวสั่นยังหายไปไม่หมด

เธอกอดเจิ้งทั่นไว้แน่นจนเขาทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงสะบัดหางใส่แขนของเธอเป็นสัญญาณว่าให้ปล่อยก่อน

แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ

สะบัดอีก

ก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ

เจิ้งทั่นจึงไม่สะบัดหางแล้ว เพราะสะบัดไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาจึงค่อยๆ เอาหางลูบไปตามแขนของเธอขึ้นๆ ลงๆ

ตีให้ตายเจิ้งทั่นก็ไม่มีทางยอมรับว่าตัวเองกำลังฉวยโอกาสลวนลามเธออยู่

เธอเองก็คงจะคิดไม่ถึงว่าแมวที่กอดอยู่นั้นกำลังมีความคิดพลุ่งพล่านอยู่ในสมอง

เธอหายใจค่อนข้างถี่ หลังจากที่เอาสก็อตเทปออกจากปากแล้วเธอก็เอาแต่ปิดปากสนิท ลมหายใจที่ถูกปล่อยออกมาทางจมูก ทำให้เจิ้งทั่นรู้สึกจั๊กกะจี้ที่หู แต่ก็ทำได้แค่ขยับใบหู เธอผ่อนลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง เขาขยับหูสองครั้ง

ก่อนที่เจิ้งทั่นจะออกมาวิ่งเล่น เขาได้ถอดป้ายคล้องคอซ่อนไว้บนต้นไม้ก่อนแล้ว ดังนั้นผู้หญิงคนนี้จึงไม่มีทางรู้ว่าแมวที่กอดอยู่นั้นเป็นแมวของบ้านไหน

พอลมพัดมา ใบไม้ก็ค่อยๆ ร่วงหล่น ส่วนใบไม้ที่อยู่ด้านล่างก็ถูกลมพัดไปที่อื่น ป่าในยามดึกช่วงฤดูหนาวทำให้บรรยากาศยิ่งดูอึมครึมและหนาวเหน็บ แต่พอมีแมวพวกนี้อยู่ด้วยก็ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นมากเลยทีเดียว

สายลมพัดเอาผมที่ถูกดัดเป็นลอนของเธอพลิ้วออก เจิ้งทั่นที่ถูกกอดอยู่นั้นรู้สึกว่าภาพนี้ดูสวยงาม

แต่น่าเสียดายขณะที่เจิ้งทั่นกำลังดื่มด่ำกับภาพนั้นอยู่ จ่าก็วิ่งเข้ามายกขาเล่นกับผมของเธอ แล้วอยู่ๆ ก็เกิดคันก้นขึ้นมา จึงนั่งลงไปกับพื้น แล้วเริ่มเลีย

เพื่อนเฮงซวย!

ทำเสียบรรยากาศหมด!

ต่อไปจะไม่เรียกออกมาด้วยแล้ว!

ถัดออกไปไม่ไกลนัก แมวตัวหนึ่งกำลังแหย่เจ้าอ้วนที่นั่งอยู่ จนในที่สุดเจ้าอ้วนทนไม่ไหวกระโดดขึ้นกดแมวตัวนั้นไว้จนมันร้องเสียงหลงอย่างน่าเวทนาออกมา

แมวอีกตัวหนึ่งเดิมทีกำลังวิ่งไล่แมวตัวอื่น แต่พอได้ยินเสียงแมวตัวนั้นร้องก็ละสายตามาทางนี้ จนไม่ได้มองทางข้างหน้า แล้วก็ชนเข้ากับต้นไม้อย่างจัง พอชนแล้วก็ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกลิ้งเล่นบนพื้นต่อ

เจิ้งทั่นอยากเอามือปิดหน้าด้วยความอับอาย

ผู้หญิงคนนั้นพอเห็นพฤติกรรมแมวทั้งหลายก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง อาการสั่นก็ลดน้อยลง

ถึงแม้จะถูกกอดอยู่ในท่าทางที่ไม่ค่อยสบาย แต่เจิ้งทั่นก็ชอบความรู้สึกที่เหมือนได้รับความไว้วางใจและเป็นที่พึ่งได้แบบนี้ พอถูกปล่อยลงเขาก็แอบรู้สึกเสียดายนิดหน่อย

“ขอบคุณพวกแกมากนะ ขอบคุณ...มาก...จริงๆ”

เสียงของเธอยังคงสั่นอยู่เล็กน้อย แต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วเธอดูอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว

สักพักเธอก็ลุกขึ้น หยิบมีดขึ้นมา แล้วเดินลงเนินไปอย่างระมัดระวัง

เจิ้งทั่นเดินนำอยู่ข้างหน้า เขาลากกระเป๋าที่ทำตกไว้มาให้

ผู้หญิงคนนั้นหยิบโทรศัพท์ออกมาโทร

เจิ้งทั่นคิดว่าเธอจะโทรแจ้งตำรวจหรือไม่ก็เรียกเพื่อนให้มาช่วย แต่ฟังดูแล้วไม่ใช่

พอวางสายเธอก็เดินไปที่ถนน แล้วหยุดยืนอยู่ที่ไฟตรงแยกเลี้ยว

ไฟดวงนั้นกะพริบถี่ๆ เพราะบริเวณนี้เป็นมุมอับ ต่อให้ไฟเสีย ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ตั้งใจจะซ่อมเท่าไร

บรรดาแมวทั้งหลายยังคงวิ่งเล่นกันอยู่ในป่า ด้วยมุมและแสงสว่างที่ยังพอมี พอเธอเงยหน้ามองก็เห็นดวงตาแวววาวที่อยู่ในป่า หากเป็นยามปกติเธอคงจะรู้สึกว่าภาพตรงหน้านั้นน่ากลัว แมวพวกนั้นดูโหดร้าย แต่ตอนนี้ เธอกลับรู้สึกว่าดวงตาเหล่านั้นน่าไว้วางใจยิ่งกว่าไฟข้างทางเสียอีก

เจิ้งทั่นนั่งอยู่ข้างๆ เธอ พอคนที่เธอเรียกมารับมาถึงเขาก็จะไป

เจิ้งทั่นยังไม่ไปไหน จ่ากับเจ้าอ้วนจึงไม่ได้ไปเล่นไกลๆ แมวตัวอื่นพอเห็นแมวสามตัวนี้ยังอยู่แถวนี้ จึงยังวิ่งเล่นอยู่รอบๆ ด้วย

ผ่านไปสิบนาทีก็มีรถแลนด์โรเวอร์คันหนึ่งขับเข้ามา ภายในรถมีผู้ชายสองคน ผู้หญิงหนึ่งคน พวกเขามีท่าทีนบนอบต่อผู้หญิงคนนี้ แต่ก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก

พอเธอขึ้นรถแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เจิ้งทั่นที่เดิมนั่งอยู่ตรงนั้นไม่อยู่แล้ว แมวตัวอื่นๆ ที่เล่นในป่าต่างก็หายไปกันหมด

เจิ้งทั่นไม่ได้เก็บเอาเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มาใส่ใจ เขากลับบ้านอาบน้ำ แล้วให้พ่อเจียวหย่วนช่วยเป่าขนให้ จากนั้นก็มุดเข้าไปในผ้าห่มของเด็กน้อยกู้โยวจื่อ เขาใช้ชีวิตเหมือนวันปกติที่กินแล้วก็นอนแล้วก็ออกไปวิ่งเล่น

บ่ายวันนี้ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กในห้องทำงานของพ่อเจียวหย่วน โดยที่พ่อเจียวหย่วนกำลังนั่งแก้วิทยานิพนธ์ให้นักเรียนอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

“ฮัลโหล...อ้วนเหรอ มีอะไรหรือเปล่า...”

เจิ้งทั่นขยับใบหู โดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้น เขาฟังพ่อเจียวหย่วนคุยกับหยวนจืออี๋ แต่เสียงโทรศัพท์ค่อนข้างเบา อีกทั้งพอดีกับที่ด้านนอกมีรถก่อสร้างวิ่งผ่าน ส่งเสียงดังบรืนๆ เพราะด้านหลังตึกมีการก่อสร้าง ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเดาจากคำพูดของพ่อเจียวหย่วนออกมาได้นิดหน่อย

หลังจากที่รองศาสตราจารย์เจียวฟังหยวนจืออี๋พูด ท่านก็แสดงสีหน้าพิลึกออกมา “ฉันไม่เคยรู้จักกับคนของฉางเว่ยกรุ๊ปเลยนะ นายก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าช่วงนี้ฉันวุ่นอยู่กับโปรเจกต์ เวลาจะกลับบ้านยังแทบไม่มีเลย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปรู้จักกับคนใหญ่คนโตแบบนั้น?”

หยวนจืออี๋พูดต่อ จากนั้นสีหน้าของพ่อเจียวหย่วนก็เปลี่ยน มุมปากขยับขึ้น “ประธานฉางเว่ยกรุ๊ปให้นามบัตรกับนายแล้วบนนั้นมีรูปแมวดำเหรอ”

น้ำเสียงของรองศาสตราจารย์เจียวสูงขึ้นในตอนท้าย บ่งบอกถึงความเหลือเชื่อ

“เอาล่ะ ฉันพอจะเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว เดี๋ยวฉันขอหาคำตอบก่อนแล้วจะบอกนาย”

หลังวางสายรองศาสตราจารย์เจียวก็เอาโทรศัพท์วางลงบนโต๊ะ แล้วเอามือขยี้หัวเจิ้งทั่นสองที

“ชาร์โคล ไปสร้างวีรกรรมอีกแล้วใช่ไหม?”

devc-3daa7acd-33865ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 031 ตอนที่ 31