ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว: Chapter 030 ตอนที่ 30
ตอนที่ 30 บรรดามหาวิทยาลัยต่างก็มี ‘เส้นทางด็อกเตอร์’ ทั้งนั้น
เนื่องจากคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีศาสตราจารย์ด้านเต่าทะเลเข้ามาใหม่หลายท่าน บวกกับมีการรับสมัครอาจารย์เพิ่ม ดังนั้นจึงต้องมีการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวมใหม่ รวมถึงเรื่องห้องทำงาน
ห้องทำงานเดิมของพ่อเจียวหย่วนถูกแบ่งออกเป็นห้องทำงานให้กับอาจารย์ที่อายุยังน้อยอีกสามท่าน ทางคณะจัดห้องทำงานส่วนตัวให้พ่อเจียวหย่วนใหม่ แต่มีขนาดเล็กกว่าห้องเดิม มีเนื้อที่ไม่ถึงสิบตารางเมตร
ตอนแรกทางคณะยังกลัวว่าพ่อเจียวหย่วนจะไม่พอใจ แต่เขาก็เข้าใจ วันต่อมาจึงขนของไปอยู่ห้องทำงานใหม่ ทำให้ผู้บริหารของคณะประทับใจในตัวรองศาสตราจารย์เจียวขึ้นอีก
แน่นอนว่าสาเหตุที่รองศาสตราจารย์เจียวยอมย้ายห้องทำงานง่ายๆ ไม่ใช่เป็นเพราะเห็นใจทางคณะ เจิ้งทั่นพอจะเข้าใจถึงเหตุผลของท่านดี ในเมื่อทางคณะมีมติลงมาแบบนี้ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในสังกัดก็ต้องยอมรับ หากดื้อดึงไม่ยอมทำตามคนที่เสียเปรียบมีแต่จะเป็นตัวเอง นับประสาอะไรกับรองศาสตราจารย์เล็กๆ แบบนี้
แต่การที่พ่อเจียวหย่วนยอมย้ายห้องทำงานง่ายๆ แบบนี้ เหตุผลสำคัญมาจากตำแหน่งของห้องทำงานใหม่ที่มีหน้าต่างอยู่ทางทิศใต้ ฤดูหนาวสามารถรับแสงแดดได้เต็มที่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ห้องนี้อยู่ตรงหัวมุมของชั้นสอง ด้านข้างตึกมีต้นอู๋ถงขนาดใหญ่อยู่หนึ่งต้น กิ่งก้านของมันยื่นเข้ามาใกล้ๆ กับหน้าต่างพอดี สะดวกต่อเจิ้งทั่นเวลาจะเข้าไปหาเขาที่ห้องทำงาน
ดังนั้นหลายครั้งที่พอเจิ้งทั่นเล่นจนเหนื่อยแล้ว รู้สึกเบื่อ ก็จะมาหาพ่อเจียวหย่วนที่ห้องทำงานโดยการปีนต้นอู๋ถงแล้วเข้าไปทางหน้าต่าง ปกติพ่อเจียวหย่วนจะไม่ล็อคหน้าต่าง เว้นเสียแต่ตอนจะกลับบ้าน ดังนั้นหลังจากที่เจิ้งทั่นกระโดดไปยืนตรงขอบหน้าต่างแล้วก็จะใช้กรงเล็บเปิดได้ง่ายๆ เพราะหน้าต่างเป็นแบบเลื่อน ขอแค่ไม่ล็อคก็เปิดได้
ที่ด้านข้างเก้าอี้คอมพิวเตอร์มีเก้าอี้ตัวเล็กๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว ปกติถ้าเจียวหย่วนไม่ได้มาเจิ้งทั่นก็จะนอนอยู่บนนั้น
วันนี้ก็เหมือนกัน เจิ้งทั่นไปส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนหลังจากกลับบ้านมานอนกลางวันแล้วก็ไปที่ห้องทำงานของพ่อเจียวหย่วนโดยปีนเข้าทางหน้าต่าง แสงแดดส่องลงมาบนเก้าอี้พอดี เขานอนอาบแดดอยู่บนนั้น และก็ไม่มีใครมารบกวน
เจิ้งทั่นนอนไปจนถึงห้าโมงกว่า เขามองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง แล้วบิดขี้เกียจ ดูท่าวันนี้พ่อเจียวหย่วนคงไม่กลับบ้านไปกินข้าวเย็นแล้ว ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะฝากนักเรียนช่วยซื้อมาให้
ตอนนี้มีนักศึกษาสามคนที่อยู่ในความดูแลของพ่อเจียวหย่วน คนหนึ่งคืออี้ซินที่เป็นนักศึกษาปริญญาโท อีกสองคนเป็นนักศึกษาปริญญาตรีที่พ่อเจียวหย่วนเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ให้ ช่วงนี้พ่อเจียวหย่วนมักจะกินข้าวพวกเขา จากนั้นทั้งสี่คนก็จะวุ่นอยู่กับงานจนดึกดื่น
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เถ้าแก่เจียวเคยบอกว่าปีหน้าต้องรับนักศึกษามาช่วยทำวิจัยเพิ่มอีกหน่อย แต่พอถึงตอนเลือกเข้าจริงๆ เขาก็ยังใช้มาตรฐานในการคัดเลือกแบบเดิม อาจารย์บางคนในคณะมีนักศึกษาที่เรียนต่อเนื่องจากปริญญาตรีมาช่วยทำโปรเจกต์ในห้องทดลองไปหลายคนแล้ว ส่วนพ่อเจียวหย่วนยังมีอี้ซินแค่คนเดียวที่เรียนทางด้านนี้โดยตรง
นักศึกษาที่เรียนเก่งถ้าไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ถูกอาจารย์ที่เก่งๆ ในคณะรับไปเป็นลูกศิษย์หมดแล้ว ส่วนที่เหลือๆ และยังเก่งๆ อยู่ก็จะไปอยู่ในมืออาจารย์ที่มีโปรเจกต์และเงินสนับสนุนมาก พวกที่เหลือสุดท้ายจริงๆ เถ้าแก่เจียวดูแล้วก็ไม่ถูกใจ จึงต้องรอเด็กที่มาจากการสอบเข้าพร้อมกันทั่วประเทศอีกที
นอกจากจะยุ่งเรื่องงานวิจัยแล้ว พ่อเจียวหย่วนยังต้องคอยดูเรื่องบริษัทของหยวนจืออี๋ด้วย
บริษัทของหยวนจืออี๋มีชื่อว่า ‘เทียนหยวนไบโอ’ เทียน มาจากชื่อพ่อของเขา หยวน มาจากนามสกุล
เจิ้งทั่นได้ยินพ่อเจียวหย่วนกับหยวนจืออี๋คุยกันว่า อีกหน่อยอาจจะจัดตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะ แต่ตอนนี้พนักงานในบริษัทมีจำกัด คนที่เก่งๆ ต่างก็ไม่มีใครยอมที่จะมาทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้งไม่นาน ดังนั้นสำหรับพ่อเจียวหย่วนและหยวนจืออี๋แล้วนี่เป็นภารกิจที่หนักมาก
ตอนนี้อุปกรณ์ทดลองกับของใช้ของรองศาสตราจารย์เจียวล้วนซื้อมาจากบริษัท ซึ่งทำให้เสียเงินน้อยลง แล้วยังได้ปริมาณของที่มากขึ้นด้วย หยวนจืออี๋เองก็สนับสนุน หากโปรเจกต์นี้ทำออกมาดี ก็จะส่งผลต่อการเลื่อนขั้นเป็นศาสตราจารย์ของพ่อเจียวหย่วน
รองศาสตราจารย์เจียวเองก็ได้แนะนำบริษัทให้กับบรรดาอาจารย์ที่ต้องการอยากจะประหยัดงบในการทำโปรเจกต์ แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองถือหุ้นอยู่ในบริษัทนี้ เขาแค่หลุดพูดออกมาตอนที่คุยอยู่กับอาจารย์ท่านอื่นๆ อาจารย์พวกนี้มีงานที่ต้องรับผิดชอบอยู่ไม่น้อย งบที่เบื้องบนกำหนดมาให้เป็นแสนเป็นล้าน พวกเขาต่างก็อยากจะอาศัยรวยทางนี้กันบ้าง เรื่องการซื้อพวกอุปกรณ์หรือของใช้จำเป็นพวกนี้ทั้งพ่อเจียวหย่วนและหยวนจืออี๋ต่างก็เข้าใจ จึงไม่พูดอะไรมาก
รออยู่ประมาณสิบนาทีกว่าๆ จนเข็มสั้นชี้ไปที่เลขหก เจิ้งทั่นก็กระโดดไปเปิดหน้าต่าง เพื่อกลับบ้านกินข้าว พอกินเสร็จก็ไปเล่นข้างนอกต่อ ช่วงนี้อาหวงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่จ่ากับเจ้าอ้วนยังคงเหมือนเดิม พวกมันตามเจิ้งทั่นออกไปเล่นจนดึกดื่นถึงกลับบ้าน
เพราะว่าอากาศข้างนอกหนาวแล้ว นอกจากนักเรียนที่ต้องเข้าเรียนกับบางส่วนที่ไปทบทวนบทเรียน ก็ไม่มีคนออกมาข้างนอกเท่าไร แต่มันเป็นเรื่องดีสำหรับแมว อย่างน้อยก็ไม่มีคนมาคอยกวนตอนเล่นอยู่
บางครั้งบางคราวเขาก็จะได้พบกับบรรดาคู่รักที่ชอบมาพลอดรักกันในมุมมืด ถึงตอนนั้นเขาก็จะหลบไปแอบดู แล้วนึกย้อนไปถึงตัวเองสมัยก่อน ตอนที่เพิ่งเข้ามาวิทยาลัย เขามักจะนัดสาวออกไปจู๋จี๋ตามที่เงียบๆ
ทุกครั้งที่เจอเรื่องแบบนี้ เจิ้งทั่นก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าตอนนั้นที่ตัวเองกำลังทำเรื่องแบบนี้อยู่ รอบๆ มีแมวคอยแอบมองอยู่หรือไม่? หรือบางทีถ้าตอนนั้นเขาเห็นแมวก็อาจจะไม่สนใจมัน
เจิ้งทั่นพาจ่ากับเจ้าอ้วนไปยังป่าที่เขาชอบมาฝึกปีนต้นไม้ ช่วงนี้พอตกเย็นพวกเขาจะมาเล่นกันที่นี่ แล้วก็มีแมวจากที่อื่นมาเล่นที่นี่ด้วย บางตัวเป็นแมวของคนงาน บางตัวเป็นแมวจากนอกมหาวิทยาลัย เพราะถึงอย่างไรที่นี่ก็อยู่บริเวณขอบมหาวิทยาลัย ไปอีกหน่อยก็ประตูแล้ว จึงมักจะมีแมวจากข้างนอกมาเล่นที่นี่อยู่เสมอ
พอมีแมวมาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ก็ย่อมมีการทะเลาะเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จ่ามีประสบการณ์ในเรื่องนี้อย่างโชกโชน ส่วนเจ้าอ้วนก็เหมือนเดิม ถ้าไม่มีใครมาหาเรื่อง มันก็ขี้เกียจจะไปสนใจแมวตัวอื่น
แต่เจิ้งทั่นเคยทะเลาะแค่ครั้งเดียว มีสาเหตุมาจากแมวตัวเมีย
เจิ้งทั่นสาบานได้เลยว่าเขาไม่เคยสนใจแมวตัวนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว ในใจเขายังนึกอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นคน จึงไม่เกิดความรู้สึกอะไรกับแมวแน่นอน ไม่สู้แอบไปดูหนังสดตามซอกมุมมหาวิทยาลัย แต่แมวตัวเมียตัวนั้นก็ยังคงเข้ามาหาเขา ทำให้เขาถูกเพ่งเล็งเป็นศัตรูจากแมวตัวอื่น
ต่อมาเจิ้งทั่นก็ทะเลาะกับแมวตัวหนึ่งที่มาจากนอกมหาวิทยาลัย อันที่จริงไม่น่าเรียกว่าการทะเลาะ เพราะแค่เขาตบไปหนึ่งที แมวตัวนั้นก็วิ่งหนีไปเลย เขาไม่ได้คุมแรงให้ดี มือเลยหนักไปหน่อย
แมวตัวอื่นที่ได้เห็นเหตุการณ์นั้น พอเจอเจิ้งทั่นอีกต่างก็พยายามหลบหน้ากัน แมวที่โดนเจิ้งทั่นตบไปวันนั้นก็ไม่ได้มาที่ป่าแห่งนี้อยู่นาน ถึงต่อให้มาก็ไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องเจิ้งทั่นอีก
ป่าในยามค่ำคืน นอกจากเสียงลมที่พัดมาจนทำให้ใบไม้ร่วงหล่นแล้ว ก็ยังมีเสียงแมวทั้งหลายที่กำลังเล่นกันอยู่ในป่า
แมวเป็นสัตว์ที่จะแสดงอารมณ์ออกมาตรงๆ แมวสองตัวที่ค่อนข้างสนิทกันจะผลัดกันเลียขน เลียๆ อยู่ก็อาจจะเริ่มกัด พอกัดแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นตบ ตบเสร็จเหนื่อยแล้วก็จะเบื่อกันไปเอง
ดังนั้นเจิ้งทั่นจึงเห็นภาพที่แมวสองตัวไล่ตบกันในป่าอยู่บ่อยๆ ได้ยินเสียงแมวสองตัวกัดกัน แต่พอผ่านไปสักพักพวกมันก็ผลัดกันเลียขนอีก
สนามหญ้าที่อยู่ใต้ต้นไม้มีแมววิ่งเล่นอยู่ทั่ว พวกมันส่งเสียงร้องขึ้นบ้างบางคราว แต่เจิ้งทั่นก็ไม่ได้สนใจ
เจิ้งทั่นชอบบรรยากาศยามเย็นแบบนี้ ไม่ถูกคนรบกวน ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุมอยู่ทั่ว ต่อให้แสดงท่าทางที่อาจจะทำให้คนที่มาเห็นนั้นตกใจก็ไม่เป็นไร ทำให้เขาวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ
แมวพวกนั้นวิ่งเล่นอยู่บนสนามหญ้า แต่เจิ้งทั่นวิ่งไปมาอยู่บนต้นไม้ ปีนจากต้นนี้ไปต้นนั้นเหมือนกับลิง สามารถมองเห็นได้แค่เงาเท่านั้นภายใต้แสงจันทร์ ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น
ค่ำคืนที่มืดมิดกับแมวดำ
เจิ้งทั่นเพิ่มความเร็วให้ฝีเท้า ความรู้สึกปลอดภัยที่ได้ยืนอยู่บนที่สูงกว่ากับการได้มองไปรอบๆ แบบนี้ทำให้เขาไม่อยากจะหยุด เขาปีนไปเรื่อยๆ พอถึงปลายกิ่งต้นนี้ก็กระโดดข้ามไปที่กิ่งของอีกต้น
สายลมยามเย็นแบบนี้ ทำให้บางครั้งเขาก็ไปเจอกับใบไม้ที่ร่วงใส่ เขาวิ่งผ่านใบไม้ วิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เหมือนกับกำลังวิ่งผ่านสิ่งกีดขวาง จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก
ขณะที่เขาหยุดวิ่งแล้วตั้งสติดูนั้นก็พบว่าเขาอยู่ห่างจากแมวพวกนั้นมามากแล้ว แต่จ่ากับเจ้าอ้วนอีกเดี๋ยวก็คงจะตามมาตรงนี้ แมวตัวอื่นก็ด้วยเช่นกัน
เจิ้งทั่นยืนหอบอยู่บนต้นไม้ เขาสูดเอาอากาศยามเย็นเข้าไป มันหนาวจนถึงภายใน ทำให้อารมณ์ค่อยๆ สงบลง
เขายกขาไปเกี่ยวใบไม้ที่ร่วงลงมาเหยียบไว้ จากนั้นก็ใช้กรงเล็บแบ่งใบไม้ออกเป็นชิ้นเล็กๆ พอลมพัดมาก็ปล่อยให้ใบไม้พวกนั้นปลิวไป
เจิ้งทั่นทำแบบนี้กับใบไม้สองใบ แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของจ่ากับเจ้าอ้วน เขาแอบบ่นในใจว่าทำไมสองตัวนั้นถึงยังไม่มา
ทันใดนั้นหูของเขาก็ขยับ เขามองไปทางเสียงนั้น
เป็นเสียงลากและเสียงอื่นๆ ปนกัน คล้ายกับว่ามีคนถูกปิดปากไว้ มีแค่เสียงอู้อี้ลอดออกมา เขากำลังดิ้นรนอยู่บนพื้นจนเกิดเสียงเมื่อไปกระทบกับต้นไม้
ฟังจากเสียงแล้วคนที่ถูกปิดปากเป็นผู้หญิง นอกจากเสียงของเธอแล้วเจิ้งทั่นยังได้ยินเสียงทุ้มต่ำของผู้ชาย ไม่รู้ว่าพูดอะไร เสียงค่อยๆ หายไปทางป่าลึก
เจิ้งทั่นค่อยๆ กระโดดไปยังต้นไม้อีกต้น เขาอาศัยเสียงลมที่พัดให้ใบไม้ขยับช่วยพรางเสียงของตัวเองที่กำลังวิ่งไปทางนั้น
สักพักเขาก็เข้าใจแล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น อันที่จริงต่อให้ไม่มาเห็นกับตา เขาก็พอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไร
บรรดามหาวิทยาลัยต่างก็มี ‘เส้นทางด็อกเตอร์’ ทั้งนั้น
นี่ไม่ใช่คำที่ดี ในความเป็นจริงมันแฝงไปด้วยความประชดประชัน
มหาวิทยาลัยหลายแห่งโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่มากก็มักจะมีบริเวณที่เปลี่ยว อยู่ห่างไกลจากใจกลางมหาวิทยาลัย และก็มักจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะเรื่องอย่างว่า จะมีมากเป็นพิเศษ
ส่วนบรรดาเหยื่อทั้งหลาย ทางมหาวิทยาลัยก็จะชดเชยให้ตามระดับความรุนแรง ไปๆ มาๆ พื้นที่ที่เกิดเรื่องแบบนี้ได้ถูกเหล่านักศึกษาเรียกกันว่า ‘เส้นทางด็อกเตอร์’ และชื่ออื่นๆ อีกมากมาย
เนื่องจากเจิ้งทั่นชอบมาแถวๆ นี้ จึงมักจะได้ยินนักศึกษาที่มาพักผ่อนที่นี่หรือไม่ก็พวกพนักงานของมหาวิทยาลัยพูดคุยซุบซิบเรื่องจำพวกนี้อยู่บ่อยๆ
เมื่อก่อนมหาวิทยาลัยฉู่หัวเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่ไม่น้อย เนื่องจากบริเวณนี้อยู่ห่างไกล รอบๆ มีบ้านเก่าๆ ที่ถูกทิ้งร้างอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยความที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ทำให้พื้นที่นี้ไม่อยู่ในแผนก่อสร้างในช่วงแรก ถนนค่อนข้างคดเคี้ยว นอกจากรถก่อสร้างที่ต้องมาแล้ว คนที่ใช้รถส่วนตัวต่างก็ไม่มีใครยอมที่จะผ่านมาทางนี้
ไฟข้างทางที่อยู่รอบๆ มักจะถูกทุบให้พังอยู่เสมอ พอซ่อมเสร็จใช้ได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ถูกทุบอีก ไม่รู้ว่าฝีมือใคร ลำโพงกระจายเสียงของมหาวิทยาลัยพอเอามาติดตั้งก็ถูกทุบให้พังอีกเช่นกัน จับมือใครดมไม่ได้ หลักฐานไม่มี ต่อมาทางมหาวิทยาลัยจึงเลิกที่จะสนใจบริเวณนี้แล้ว ทำได้แค่ฝากบรรดาอาจารย์หรือผู้ที่รับผิดชอบนักศึกษาให้ไปเตือนเด็กว่าอย่าไปในที่เปลี่ยวตามลำพัง มีการแจ้งเตือนพื้นที่ที่ควรระวัง และป่าแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่แห่งนั้น นี่ก็เป็นสาเหตุที่เจิ้งทั่นไม่ค่อยได้ยินเสียงนักศึกษาหญิงในป่าแห่งนี้เลยจวบจนกระทั่งตอนนี้
บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจรื้อบ้านเก่าที่อยู่รอบๆ นี้แล้วสร้างเป็นหอพักขึ้นมา ทำให้บรรยากาศไม่ดูเปลี่ยว ลดอัตราการเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
ขณะที่เจิ้งทั่นกำลังคิดถึงเรื่องซุบซิบพวกนั้นอยู่ เขาก็ค่อยๆ เข้าใกล้บริเวณจุดเกิดเหตุไปด้วย ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงเพื่อนตัวร้ายของเขากำลังวิ่งมาทางนี้