หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 012 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 เตรียมงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก
“เทศกาลบุปผาราชสำนักรึ” ได้ยินคำพูดของเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นหนิงก็นิ่งอึ้งไป นางมองพวกเสิ่นมี่ พวกนางต่างมีทีท่าอยากรู้อยากเห็นรอฟังกัน อี๋เหนียงทั้งสองแค่อมยิ้ม ด้วยรู้อยู่แล้วเรื่องเทศกาลบุปผาราชสำนัก วันนี้เสิ่นหูซื่ออาสะใภ้สองกับเสิ่นเหยาน้องสาวก็อยู่ด้วย ที่เสิ่นอวี๋ซื่อเรียกทุกคนให้มาพร้อมหน้าก็เพราะต้องการพูดเรื่องนี้
“พวกเจ้าอายุยังน้อย ทั้งไม่ได้โตในเมืองหลวง คิดว่าคงไม่รู้ว่าเทศกาลบุปผาราชสำนักคืออะไร เทศกาลบุปผาราชสำนักเป็นเรื่องใหญ่ประจำปีของบรรดาหญิงที่เข้าสู่วัยสาวในเมืองหลวง ในวันนั้นบรรดาหญิงสาวจะรวมตัวกัน แข่งขันฝีมือด้านต่างๆ นับว่าเป็นการเปิดตัวของหญิงสาวก่อนการมีคู่ ในปีที่ผ่านๆ มา ราชสำนักจะรวบรวมลูกสาวหลานสาวของเหล่าขุนนางระดับห้าขึ้นไป จัดงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก ความจริงคือให้เครือญาติราชสำนักได้ชมหญิงสาวเหล่านั้น ดังนั้นงานเทศกาลบุปผาราชสำนักจึงยิ่งปียิ่งจัดใหญ่ขึ้น” เสิ่นอวี๋ซื่อดื่มน้ำชา อธิบายให้ลูกสาวหลานสาวหายข้องใจ
ทางด้านโน้นเสิ่นหูซื่อก็ว่าปีก่อนๆ ตระกูลเสิ่นไม่เคยร่วมงานนี้ หนึ่งคือไม่มีเด็กสาวในวัยเหมาะสมที่จะไปร่วมแข่งขัน สองคือเทียบเชิญร่วมงานเทศกาลบุปผาราชสำนักไม่เคยส่งมาที่บ้านตระกูลเสิ่น ตระกูลเสิ่นจึงไม่เคยสนใจเรื่องนี้
“ปีนี้ตระกูลเสิ่นได้รับเทียบเชิญเทศกาลบุปผาราชสำนักแล้ว ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจนำพวกเจ้าไปเปิดหูเปิดตา” นี่คือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเสิ่นอวี๋ซื่อที่เรียกพวกนางมา ตั้งแต่เสิ่นเจ๋อจิ้งกลับมารับตำแหน่งเมืองหลวง นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวตระกูลเสิ่นเปิดตัวในเมืองหลวง อีกทั้งเป็นโอกาสที่เป็นเทศกาลบุปผาราชสำนัก ดังนั้นนางจึงเห็นเป็นความสำคัญมาก
“พวกเจ้ายังไม่ถึงวัยอันควร ไม่มีการแข่งขัน เพียงแค่ไปร่วมสนุก ดังนั้นข้าจึงคิดว่าจะพาเสิ่นหนิงเสิ่นมี่เสิ่นเหยาไปแค่สามคนก็พอ นอกนั้นอายุยังน้อยเกินไป รอปีหน้าว่ากันใหม่” พอข่าวนี้ออกไป นอกจากเสิ่นหนิงแล้ว เสิ่นมี่กับเสิ่งเหยาต่างดีใจจนปิดไม่อยู่ งานเทศกาลบุปผาราชสำนักที่น่าสนุกนี้ พวกนางได้ไปร่วมด้วยถือเป็นเรื่องดียิ่งนัก แม้แต่หลี่อี๋เหนียงกับเสิ่นหูซื่อก็หน้าตาเคลิบเคลิ้มไปด้วย แต่พวกเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะไปร่วมได้ เพียงแต่ดีใจแทนลูกสาว
“เพราะฉะนั้นอีกสักครู่พวกเจ้าทั้งสามคนรออยู่ก่อน ข้าเรียกอาจารย์จากเทียนอีเก๋อมาช่วยพวกเจ้าวัดตัว ตัดเสื้อผ้าเทศกาลบุปผาราชสำนัก” พอคำนี้ออกมา พวกเด็กสาวยิ่งดีอกดีใจ เสื้อผ้าของร้านเทียนอีเก๋อโด่งดังที่สุดในเมืองหลวง เรื่องนี้พวกนางรู้แล้ว นึกไม่ถึงว่าการร่วมงานเทศกาลบุปผาราชสำนักจะเอิกเกริกขนาดนี้ ยังต้องมีการตัดเสื้อผ้าโดยเฉพาะจากเทียนอีเก๋อ
ตระกูลเสิ่นมีห้องตัดเย็บกับสาวตัดเย็บของตัวเอง เสื้อผ้าสี่ฤดูกาล ก็มีการตระเตรียมเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าฝีมือพวกนางไม่ดีพอ ที่เสิ่นอวี๋ซื่อเลือกเทียนอีเก๋อ หนึ่งคือให้พวกนางได้รู้จักกระแสนิยมของเมืองหลวงให้มากขึ้น สองเพื่อจะได้ล่วงรู้การแต่งตัวของบรรดาคุณหนูขุนนางอื่นๆ เพื่อไม่ให้ซ้ำจนเกิดเคอะเขิน นี่เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของหญิงสาวตระกูลเสิ่นในเมืองหลวง เสิ่นอวี๋ซื่อไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด
ผู้คนต่างตื่นเต้นวิพากษ์วิจารณ์ย์เทศกาลบุปผาราชสำนัก เสิ่นหูซื่อก็เล่าเกร็ดงานเทศกาลบุปผาราชสำนักของบรรดาผู้มีชื่อเสียง ได้ยินว่าอู๋ซื่อชายารัชทายาทองค์ปัจจุบัน และลูกสาวคนเล็กของเยี่ยเจิ้งฉุนเป็นที่โด่งดังจนเลื่องลือกันในเทศกาลบุปผาราชสำนัก ยังมีผู้ตรวจการเจียงหนาน ก็เคยร่วมงานเทศกาลบุปผาราชสำนักที่จัดโดยราชสำนัก ทั้งยังเล่นเพลงชิวฟงซาที่สุดซาบซึ้งใจ แต่ก็ทำให้บรรดาราชวงศ์ค์เกรงจนไม่กล้าแต่งงานด้วย....
เด็กสาวทั้งหลายได้ยินแล้ว ยิ่งสนใจเทศกาลบุปผาราชสำนัก แม้แต่เสิ่นหวั่นเด็กเล็กก็ยังร้องจะตามพวกพี่สาวไปร่วมงานด้วย ทุกคนเห็นแล้วต่างหัวเราะกันยกใหญ่
เสิ่นอวี๋ซื่อบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไป คงเหลือกลุ่มเสิ่นหนิงสามคน รออาจารย์จากเทียนอีเก๋อมา คนของเทียนอีเก๋อมาถึงอย่างเร็ว เป็นหญิงวัยกลางคนมีอายุพอสมควร คนหนึ่งค่อนข้างท้วม อีกคนค่อนไปทางผอม หน้าตาเป็นผู้ชำนาญการ พวกนางให้ความเคารพอย่างมากกับเสิ่นอวี๋ซื่อและพวกเสิ่นหนิง มารยาทดีเยี่ยม
เสิ่นอวี๋ซื่อเห็นแล้วก็พอใจ ใจคิดว่าเทียนอีเก๋อชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ ย่อมต้องมีดีแน่นอน
ปากพูดว่า “รบกวนทั้งสองนางแล้ว” รอพวกนางวัดตัวพวกเสิ่นหนิงสามคนแล้ว บอกความต้องการไป ให้พวกนางออกความเห็นด้วย หญิงทั้งสองนางก็ไม่พูดคลุมเครือ เลือกชนิดผ้าและแบบตัดเย็บตามวัยและบุคลิกของกลุ่มเสิ่นหนิง เนื่องจากทั้งสามคนอายุยังน้อย แม้จะไม่โดดเด่นสะดุดตาโดยง่าย แต่ก็ไม่น่าเกลียด
“คุณหนูใหญ่ท่านนี้หน้าตางามสดใส ดวงตาดำแวววับมีชีวิตชีวา ทำกระโปรงหรูฉวินผ้าไหมเนื้อบางเบาสีเขียวน้ำทะเลสาบกำลังดี....” เสิ่นหนิงฟังคนท้วมบรรยายนางเช่นนี้ ก็รู้สึกเฉยๆ เป็นปกติ
“คุณหนูคนนี้งามเฉิดฉันเหนือใคร ใช้ผ้าไหมเนื้อบางสีฟ้าเยวี่ยหลานขับให้ผิวยิ่งขาวขึ้นอีก....” นางพูดถึงเสิ่นมี่ เสิ่นมี่ฟังแล้วยิ้มอย่างเอียงอาย
“คุณหนูคนนี้หน้าตาใสซื่อ คงเป็นคนร่าเริงเปิดเผย ใช้ผ้าไหมจือซือสีแดงดอกอิงเถากำลังดี....” เสิ่นเหยาฟังแล้ว ถูกใจอย่างยิ่ง เลิกคิ้วพลางหัวเราะเห็นด้วย
จากนั้นหญิงทั้งสองนางก็สาธยายการนำชุดมาจับเข้าคู่กัน ทั้งเสื้อปั้นปี เสื้อคลุมไว่ซาน รองเท้าปักโซ่วเสี่ย เข้ากันทั้งสีทั้งชุด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ พวกเสิ่นหนิงไม่เข้าใจ เสิ่นอวี๋ซื่อฟังแล้วรู้สึกไม่เลว จึงจัดการจองไว้ รออีกเจ็ดวันตัดเสร็จส่งมา ลองดูว่ายังมีอะไรไม่ชอบที่จะต้องแก้เพิ่มเติมหรือไม่
หญิงทั้งสองนางพูดจนจบแล้วก็ลาเสิ่นอวี๋ซื่อกลับไป แม่นมอวี๋ส่งพวกนางออกจากเหอหมิงเชียน ให้กระเป๋าพวกนางอีกคนละใบ บอกให้พวกนางใส่ใจมากขึ้น ทั้งสองนางเป็นผู้ช่ำชอง ไม่ได้ปฏิเสธ รีบใส่กระเป๋าในช่องแขนเสื้อ บอกต้องตั้งใจแน่นอน
ผ่านไปหลายวัน เทียนอีเก๋อส่งเสื้อผ้ารองเท้ามา พวกเสิ่นหนิงลองใส่ดู เป็นไปตามที่สองนางนั้นบรรยาย ใส่ได้พอดีตัว เหมาะสมกับลักษณะท่าทางพวกนาง ขยายส่วนดีของแต่ละคนให้มากที่สุด กลบส่วนบกพร่องไม่ให้เห็น
เสิ่นอวี๋ซื่อเห็นแล้วพอใจมาก ผ่านไปอีกวันนางจึงเรียกคนมาจากร้านเจินเป่าไจ ให้พวกเสิ่นหนิงเลือกเครื่องประดับต่างๆ บ้านตระกูลเสิ่นก็เหมือนบ้านขุนนางมากมายในเมืองหลวง ต่างเตรียมพร้อมอย่างตั้งใจและตื่นเต้นเพื่องานเทศกาลบุปผาราชสำนัก
บ้านเฉินจือเฮ่าเสนาบดีกลาโหมก็กำลังเตรียมงานเทศกาลบุปผาราชสำนักเช่นกัน ครอบครัวของเขาก็มีเด็กสาวหลายคนที่ถึงวัยแล้ว งานเทศกาลบุปผาราชสำนักเป็นเรื่องใหญ่ บ้านเสนาบดีอบอวลด้วยบรรยากาศตื่นเต้น เฉินหลินซื่อฮูหยินของเฉินจือเฮ่าเรียกเฉินหวั่นโหยวหลานสาวภรรยาเอกของตัวเอง ถามนางเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องประดับว่าตระเตรียมเรียบร้อยแล้วยัง ทุกอย่างมีแล้วพร้อมแล้วหรือไม่
เฉินหวั่นโหยวนั้นทั้งเรียบร้อยทั้งนุ่มนิ่มสมดังชื่อ เนื่องจากมารดาด่วนจากไป อุปนิสัยนอกจากเรียบร้อยนุ่มนิ่มแล้ว ยังต้องเพิ่มความอดทนและแข็งแกร่งอีกเล็กน้อย เวลานี้นางได้ยินผู้เป็นย่าที่ทั้งรักทั้งใกล้ชิดนางตลอดมาถามเช่นนี้ จึงรีบยิ้มแล้วตอบว่า “ท่านแม่ได้เตรียมไว้แล้ว ทุกอย่างเหมาะสม ในงานใหญ่อย่างเทศกาลบุปผาราชสำนัก เฉินจ้าวซื่อคงไม่ยอมให้ใครว่าได้ ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับต้องเตรียมพร้อมอยู่แล้ว
เฉินจ้าวซื่อขณะนี้ยังอยู่ในห้อง หน้าตาดำคร่ำเครียด กำมือจนแน่น เม้มปากไม่พูด ใบหน้าเป็นมิตรในยามปกติสะกดกลั้นความแค้นเคืองไว้ นางเป็นภรรยาเอกของลูกชายภรรยาเอกก็จริง แต่ก่อนหน้ายังมีอีกคนที่ตายไปแล้ว นางเป็นเพียงภรรยาที่สืบต่อคนเดิม ภรรยาคนก่อนยังเหลือลูกสาวทิ้งไว้หนึ่งคน ตอนนี้ยังมีโอกาสยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นจริงขึ้นมา ตัวเองกับลูกสาวต้องโดนทิ้งไปไกลโพ้นเป็นแน่ ซ้ำตัวเองยังต้องไปทำความเคารพนางด้วย เพียงคิดเช่นนี้ ก็ทำให้เฉินจ้าวซื่อซึ่งปกติชอบเอาชนะทนไม่ได้ เป็นแค่ลูกสาวของคนตาย นางถือดีอะไร
เฉินจ้าวซื่อนึกถึงเมื่อสองวันก่อน นางตามแม่สามีเฉินหลินซื่อเข้าวังทักทายฮองเฮาตามหมายสั่ง หลายปีนี้ฮองไทเฮาสวดมนต์ไหว้พระ ไม่รับการทักทายของภรรยาขุนนางนานแล้ว รับเฉพาะแค่ในวันประสูติประเดี๋ยวเดียว ดังนั้นการที่ฮองเฮาเรียกพวกเฉินหลินซื่อเข้าวังจึงไม่ใช่เรื่องแปลก กลุ่มของเฉินหลินซื่อเพียงเข้าไปทักทายธรรมดา ฮองเฮามิได้คุยอะไรมาก มีเพียงสนมเต๋อเฟยที่อยู่ข้างๆ ยิ้มให้พวกนางหลายครั้ง ทำให้เฉินจ้าวซื่อออกจะปลาบปลื้ม อันที่จริงไม่มีอะไรน่าโมโห เพียงแต่ขณะที่ทั้งสองนางกำลังขอตัวลาออกมาจากวังคุนหนิง บังเอิญพบหลี่ผินที่กำลังมาทักทายฮองเฮาเข้าพอดี ดังนั้น พวกเฉินหลินซื่อจึงทำความเคารพทักทายหลี่ผินด้วย
“รีบลุกขึ้นเถิด ข้าไหนเลยจะกล้ารับไว้ได้” เสียงอันแสนนุ่มนวลของหลี่ผินดังขึ้น ประคองเฉินหลินซื่อขึ้นมาด้วยตัวเอง นางในของนางช่วยพยุงเฉินจ้าวซื่อขึ้นมา ระหว่างนั้นได้แตะถูกแขนเสื้อเฉินจ้าวซื่อโดยไม่รู้ตัว
เฉินจ้าวซื่อสั่นไปนิดหนึ่ง เห็นหลี่ผินยิ้มอย่างมีเลศนัยในดวงตา จึงรีบก้มศีรษะลง รอจนหลี่ผินกับเฉินหลินซื่อคุยจบจึงออกจากประตูวังกลับบ้าน กลับมาจากทักทาย เฉินหลินซื่อก็เพลียแล้ว สั่งเฉินจ้าวซื่อไม่ต้องปรนนิบัติอยู่ข้างๆ นางกลับห้องจึงได้เห็นกระดาษแผ่นนั้นที่แขนเสื้อ
“เฉินหวั่นโหยวแต่งองค์ชายรอง” หนังสือเจ็ดตัวนี้บาดตานางจนเจ็บปวด นึกถึงเต๋อที่อยู่ดีๆ ก็ยิ้มให้นาง นึกถึงเฉินหวั่นโหยวที่ตัวเองไม่เคยสนิทสนมด้วย นึกถึงที่ตัวเองต่อหน้าเหมือนดูแลแต่ในใจเป็นหนามยอกอก นึกถึงลูกสาวตัวเองเฉินหวั่นหยู ห่างกันแค่สามปีกว่า ทำไมจึงไม่มีโชคชะตาเหมือนนาง คิดอีกว่าหากไม่ใช่หลี่ผินแพร่งพราย ตัวเองก็ยังถูกปิดเงียบอยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ยอม นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ลูกสาวข้าไม่ได้ ข้าจะยอมให้เจ้าได้ไปได้อย่างไร!
อีกสักครู่เฉินจ้าวซื่อตามมามาคนสนิทของตัวเอง บอกว่า “ไปแอบพาตัวหงซิ่วมา...”
ในเวลาเดียวกัน เสิ่นหนิงก็กำลังนึกเรื่องเทศกาลบุปผาราชสำนัก เสื้อผ้าส่งมาแล้ว เครื่องประดับก็ลองสวมแล้ว ห่างวันเทศกาลบุปผาราชสำนักแค่สามวันแล้ว นางเกือบลืมไปว่า ยังมีเรื่องงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก
ชาติที่แล้วนางไม่ได้ไปร่วมงานเทศกาลบุปผาราชสำนัก ยังไม่รู้เหตุผล ตระกูลเสิ่นไม่ได้รับจดหมายเชิญ ถึงแม้นางไม่ได้ไป แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคสักนิดที่นางรู้เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในงาน งานเทศกาลบุปผาราชสำนักในรัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบห้า เฉินหวั่นโหยวหลานสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกลาโหมเกิดอุบัติเหตุตกน้ำ ตอนถูกองครักษ์ช่วยขึ้นมาเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย ชื่อเสียงถูกทำลาย “แม้แต่เสื้อชั้นในแนบท้องตู้โตวสีเขียวอ่อนก็แลบออกมา เนินอกสูงชัน ผิวขาวละเอียดลื่น.....” นี่คือคำบรรยายของพวกที่ชอบมีเรื่องพูดถึงเหตุการณ์คราวนั้น ออกแนวโป๊เปลือย แต่ก็ทำให้เสิ่นหนิงเข้าใจดีพอว่าเหตุการณ์เวลานั้นเป็นอย่างไร
เฉินหวั่นโหยวก็ได้ฆ่าตัวตายหลังจากเทศกาลบุปผาราชสำนักไม่นาน แค่อุบัติเหตุครั้งเดียวเท่านั้นก็สูญเสียไปหนึ่งชีวิต หลังจากนั้นถึงมีข่าวออกมาว่า ฉางไท่ฮ่องเต้ตั้งใจพระราชทานนางให้เป็นชายาองค์ชายรอง เหล่าฮูหยินเด็กสาวขุนนางในเมืองหลวงไม่วายเสียดายกันว่า นางเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้เพราะไม่มีวาสนาพอ อีกทั้งยังกล่าวกันว่ายศถาบรรดาศักดิ์ขึ้นอยู่กับดวงชะตา
ขึ้นกับดวงชะตาจริงหรือ เสิ่นหนิงแค่นหัวเราะในใจ หลังจากเฉินหวั่นโหยวฆ่าตัวตายแล้ว องค์ชายรองกับตระกูลเสนาบดีกลาโหมไม่ได้ดองกัน สูญเสียกำลังสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ ตอนหลังเลยทำให้ซั่งกวนฉางจื้อได้เปรียบ นางยังจำได้แม่นยำ หลังจากซั่งกวนฉางจื้อได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท รายชื่อชายารองของรัชทายาท ก็มีคนหนึ่งที่ชื่อว่าเฉินหวั่นหยู นั่นคือน้องสาวต่างมารดาของเฉินหวั่นโหยว หากพูดว่าภายในไม่มีสาเหตุเกี่ยวข้อง นางก็เสียชาติเกิดในครั้งนี้แล้ว
ที่น่าเสียดายคือ นางไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงในครั้งนั้น ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อยู่ดีๆ เหตุใดเฉินหวั่นโหยวจึงได้ตกน้ำเล่า เรื่องนี้จะต้องมีคนวางแผนแน่นอน แต่เฉินหวั่นโหยวติดกับดักอะไรแล้วทำไมจึงถูกผลักตกน้ำ นางไม่เคยพบเฉินหวั่นโหยว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปพบที่บ้าน พูดไปแล้ว เฉินหวั่นโหยวเพียงคนเดียวก็ไม่คุ้มที่จะต้องเสี่ยงอันตรายบอกเรื่องชาติก่อนให้นางรู้ ถ้าขัดขวางได้ต้องขัดขวางแน่ แต่จะด้วยวิธีการอะไรเล่า