หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 010 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 พิธีสรงสามและการเริ่มต้นที่ดี
ถึงแม้เสิ่นอวี๋เสี้ยนจะไม่ได้อยู่เมืองหลวง แต่พิธีสรงสามของเสิ่นชิ่งเต๋อก็จัดได้อย่างครึกครื้น แม้ไม่ได้เชิญคนนอก เชิญแค่เครือญาติของตัวเอง แต่ก็มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง
ครอบครัวเสิ่นเจ๋อหย่วนยิ่งไม่ต้องพูด วุ่นวายกันแต่เช้า เสิ่นเจ๋อหย่วนให้ความเห็นเรื่องพิธีสรงสามไม่น้อย สิ่งของที่ต้องการส่งล่วงหน้าไปที่เสิ่นอวี๋ซื่อ ภรรยาเขาเสิ่นหูซื่อก็คุ้นเคยกับเสิ่นอวี๋ซื่ออยู่เดิม เพราะว่าพวกนางล้วนเป็นคนหางโจว เพียงแต่บ้านของเสิ่นหูซื่อทำการค้า เป็นคนมีความสามารถรอบด้าน นิสัยเถรตรง นางมาช่วยเสิ่นอวี๋ซื่อจัดการเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องแต่เช้า แม้ลูกชายทั้งสามและลูกสาวทั้งสามของพวกเขาจะมาช่วยด้วย ถึงจะบอกว่ามาช่วย แต่ความจริงถือว่ามาร่วมสนุกเสียมากกว่า
พี่น้องเสิ่นหวาซั่นสามคน นอกจากตัวเขาแล้ว อีกสองคนที่เหลือนั้นอยู่ที่หางโจว น้องชายคนรองเสิ่นไคซ่างเป็นผู้ว่าหางโจว น้องชายคนที่สามเสิ่นเต๋อซั่นดูแลกิจการที่หางโจว ลูกหลานที่อยู่เมืองหลวง คงมีแค่เสิ่นเจ๋อหรูลูกชายคนรองของเสิ่นเต๋อซั่น ดำรงตำแหน่งเลขาในสำนักศึกษาสูงสุด
วันงาน เขามากับภรรยาเสิ่นเฉินซื่อ ยังนำภรรยาและลูกชายสามคนลูกสาวหนึ่งคนมาด้วย ได้แก่ เสิ่นอวี๋ผู เสิ่นอวี๋ป๋อ เสิ่นอวี๋สงและเสิ่นเหมย บ้านตระกูลเสิ่นที่ถนนจิ่งไท่ พวกเขาเองก็ไปมาหาสู่บ่อยๆ พวกเสิ่นอวี๋ผูกับพวกเสิ่นอวี๋ซวนคุ้นเคยกันมาก พี่น้องร่วมตระกูลจับกลุ่มแต่แรก พูดคุยกันถึงข่างสารเมืองหลวง ส่วนเสิ่นเฉินซื่อก็พาเสิ่นเหมยมาหาเสิ่นอวี๋ซื่อกับเสิ่นหูซื่อคู่สะใภ้สองคน ดูว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือบ้างหรือไม่เพื่อเป็นการเชื่อมไมตรี
ครอบครัวของเหลียงว่านเฉิงตำแหน่งซื่ออวี้สื่อ[1]ก็มาร่วมพิธีสรงสามกันทั้งครอบครัว ภรรยาเขาเป็นน้าของเสิ่นอันซื่อ เป็นญาติคนเดียวของเสิ่นอันซื่อในเมืองหลวง เหลียงว่านเฉิงกับเสิ่นหวาซั่นก็มีความสัมพันธ์ที่ดี ครั้งนี้ก็มาทั้งครอบครัว
ครอบครัวที่มายังมีสวี่กวงเย่าซึ่งเป็นผู้ดูแลในกระทรวงกลาโหม เป็นพี่ชายคนโตของลูกเขยเสิ่นเต๋อซั่น เป็นญาติทางสะใภ้ตระกูลเสิ่น ความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นก็ค่อนข้างดี
ดังนั้นเมื่อทำพิธีสรงสาม ภาพที่ทุกคนล้อมวงเข้ามาดูเป็นภาพที่น่าชมยิ่งผู้คนมากมายจริงๆ นี่เป็นแค่ส่วนน้อยของตระกูลเสิ่นเท่านั้น ถ้าตระกูลอูเยี่ยเสิ่นรวมกันทั้งหมด ถนนจิ่งไท่ทั้งสายก็คงต้องถูกเบียดจนแน่นเป็นแน่ เสิ่นหนิงคิดในใจตอนหมอตำแยอุ้มเสิ่นชิ่งเต๋อออกมา ทุกคนไม่ได้คุยแล้ว เกรงว่าจะทำให้คุณชายน้อยตื่นตกใจ ทำเสียพิธีสรงสามก็จะไม่ดี ต่อไปก็ถึงช่วงพิธีเทียนเผิน[2]นอกจากกล่าวคำยินดีคำมงคลแล้ว ก็ไม่มีเสียงดังอื่นแทรก ค่อนข้างเงียบสงบ ทุกคนมีความตั้งอกตั้งใจกันดี
ของขวัญเทียนเผินที่เสิ่นหนิงให้เสิ่นชิ่งเต๋อคือตุ๊กตาทองคำมือประคองตราตั้งที่นางตั้งใจทำสุดฝีมือ บรรจุด้วยความรู้สึกทางใจที่นางมีต่อเสิ่นชิ่งเต๋อ คนอื่นๆก็ทยอยมาร่วมเทียนเผิน ล้วนเป็นของเล็กน้อยที่มีความหมายทางมงคล ที่มีความหมายมากที่สุดก็เป็นชุดเสื้อผ้าเล็กๆที่เสิ่นมี่ลงมือทำเอง ทำจากผ้าสำลีขาวชั้นดีสุด ประดับต้นหญ้าที่ข้อมือกับปลายขากางเกง เป็นผลงานที่ใช้ความตั้งใจทำเต็มร้อย เสิ่นอันซื่อก็ชอบมาก ยิ้มขอบคุณเสิ่นมี่ เสิ่นมี่หลบอยู่หลังหลี่อี๋เหนียงอย่างเอียงอาย
พูดถึงความตั้งใจ ข้ายังสู้นางไม่ได้เลยเสิ่นหนิงเห็นแล้วก็คิดในใจ
หลังเที่ยงมีการจัดโต๊ะเลี้ยงอาหาร เสิ่นหนิงรู้สึกสะเทือนใจอีกครั้งที่เห็นคนตระกูลเสิ่นมากมาย ไม่ต้องอื่นไกล เด็กสาวที่โต๊ะนางก็มีเกือบสิบคน บ้านอารองมีเสิ่นเหยา เสิ่นเจีย เสิ่นหุ้ย บ้านอาหกก็มีเสิ่นเหมย แล้วยังมีเด็กสาวหลายคนจากญาติใกล้ชิดอีก ทั้งเด็กโตทั้งเด็กเล็ก เป็นเด็กสาวที่อ่อนเยาว์ มาอยู่รวมกัน ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เรื่องคุยมากมาย ตั้งแต่กินจนเล่น ดูเหมือนพูดเท่าไรก็ไม่หมด
ในนั้นเสิ่นหนิงอายุมากสุด ก็แค่สิบสองเท่านั้น เพราะอายุยังน้อย จึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสนิทสนม สนุกสนานไปด้วยกัน
หลังพิธีสรงสามจบสิ้น ความครึกครื้นในบ้านตระกูลเสิ่นเริ่มเพลาลง กลับคืนสู่ความเงียบสงบเหมือนแต่ก่อน พวกที่ต้องเข้าราชสำนักไปทำงานก็ไปทำงาน พวกเรียนหนังสือก็ไปเรียน พวกที่ต้องไปทักทายยามเช้าก็ไปทักทาย พวกที่ปรนนิบัติห้องหนังสือก็ปรนนิบัติไป ต่างคนต่างทำงานตัวเอง เป็นระเบียบเรียบร้อย
ส่วนเรือนชิงจู๋ตั้งแต่แบ่งงานคราวที่แล้ว สาวใช้ทั้งสี่เริ่มมีความก้าวหน้ามากขึ้นจากการลองผิดลองถูก
งานการในเรือนชิงจู๋เปลี่ยนเป็นง่ายขึ้น หลิ่วมาสามารถควบคุมดูแลได้ เสิ่นหนิงจึงไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากมาย จะมีก็แต่เมื่อวันก่อนนางขอให้เสิ่นอวี๋ซื่อเพิ่มสาวใช้อีกหลายคน เพราะเนื่องจากเสิ่นอันซื่อคลอดบุตร เรื่องนี้ก็เลยถูกพักค้างไว้
ตามที่เสิ่นหนิงกำหนด สาวใช้ทั้งสี่คนมีสมุดคนละเล่ม บันทึกเรื่องที่ทำรายวัน ใครรับผิดชอบผ่านมือใคร มาจากไหนไปที่ไหน เรื่องทุกเรื่องของทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไปให้ตรวจสอบได้ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเกี่ยงกันรับผิดชอบ ระยะนี้เสิ่นหนิงจึงเบาใจไปได้มาก
งานเหล่านี้ งานของชิวเกอจะยากกว่าและสำคัญกว่า เพราะนางจะต้องรวบรวมข่าวสารจากลูกสาวและสาวใช้คนสนิทของขุนนางระดับเจ็ดขึ้นไปในเมืองหลวง แบ่งกลุ่มตามประวัติราชการของปู่และบิดา รวบรวมเป็นเล่ม ซึ่งถือเป็นงานที่ยากลำบากพอตัว ชิวเกอเองก็ไม่กล้าแบ่งงานนี้ให้พวกสาวใช้เล็กๆคนอื่นทำ คนมากปากมาก มีแต่โทษไม่มีคุณต่องาน ดังนั้นเสิ่นหนิงคิดจะรับสาวใช้เด็กเล็กเพิ่ม ให้ชิวเกอพาติดตัวไปด้วย คงช่วยงานได้ไม่น้อย
เรื่องนี้ไม่ใช่จะเสร็จวันนี้พรุ่งนี้ แต่เสิ่นหนิงเชื่อว่า หากทำเช่นนี้จะต้องมีประโยชน์แน่นอน
สิ่งที่ทำให้เสิ่นหนิงดีใจที่สุด และหวังมากที่สุดคืองานฝั่งชิวอู๋ก็มีความคืบหน้า วันก่อน เสิ่นหนิงอยากให้ชิวอู๋หาพรรคพวกที่เชื่อถือได้และเก็บความลับอยู่หลายคน นางจะไว้ใช้ประโยชน์ ชิวอู๋ทำเรื่องนี้เสร็จนานแล้ว เขาทำตามที่เสิ่นหนิงสั่งการ จัดการแยกย้ายพรรคพวกเหล่านี้ ส่งพวกเขาไปตามสถานที่ที่ต้องการเหมือนเดินหมากตามตาที่ควรเดิน
นี่เรียกว่าน้ำหยดเหมือนทะเล ไม่มีวันแห้งเหือด
นับตั้งแต่เดือนสามที่เสิ่นหนิงมาเกิดใหม่ นางก็คิดที่จะทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มก้าวแรกที่แสนยากลำบาก จะว่าไป เรื่องนี้ก็เลียนแบบมาจากซั่งกวนฉางจื้อ หลังจากที่ซั่งกวนฉางจื้อได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องร่วมมือ ซื้อตัวขุนนางคนสำคัญ และก็เพื่อตามฟังข่าวสารประจำวันของเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ จึงโยกย้ายถ่ายเทขุนนางในหน่วยจันซื่อฝ่ายกงเหมินของรัชทายาท โดยใช้ความเกี่ยวพันทางเครือญาติดั้งเดิมของพวกเขา ประกอบเป็นเครือข่ายข่าวกรองที่ใหญ่โต ส่งสายลับกระจายไปตามบ้านของขุนนางผู้ใหญ่ทุกคน สืบรู้แอบฟัง รวบรวมข่าวสาร ดังนั้นเมื่อขุนนางชั้นผู้ใหญ่เหล่านี้มีความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย เขาก็สามารถรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว เตรียมวางแผนการรับมือได้ทัน กล่าวได้ว่า เป็นเพราะข่าวสารจากคนเหล่านี้ ทำให้ซั่งกวนฉางจื้อสามารถยืนหยัดได้ทุกครั้ง
ที่เสิ่นหนิงอยากทำ ก็คือทำเรื่องนี้ล่วงหน้าหลายปี ถึงแม้นางไม่มีคนมากแบบกงเหมินจี๋ และไม่มีแหล่งข่าวกรองมากมายอย่างหน่วยจันซื่อ แต่เสิ่นหนิงก็เชื่อว่า วันเวลามีคุณ แค่พยายามยืนหยัด จะต้องให้ต้นไม้ใหญ่อย่างซั่งกวนฉางจื้อถูกเขย่าได้ นี่เป็นการยึดมั่นและความยากลำบากของเสิ่นหนิง
ดังนั้นนางจึงตั้งชื่อพวกเขาว่ามดงาน ที่เขย่าต้นไม้ได้ คือมดงาน
วันนี้ชิวอู๋มาแจ้งว่า เขาสืบรู้มาว่าหลัวซื่อจิ้งผู้ว่าเมืองหลวงมีอนุภรรยาลับชื่อหลินซื่อ ทั้งยังลุ่มหลงหลินซื่อมาก หลัวซื่อจิ้งปิดเรื่องนี้อย่างมิดชิด ไม่ให้มีคนรู้มาก บังเอิญว่า พี่ชายของหลินซื่อรู้จักกับพรรคพวกของชิวอู๋ ตอนดื่มเหล้าเผลอหลุดปากพูดออกมาครั้งหนึ่ง พวกมดงานก็เลยล่วงรู้ เนื่องจากเสิ่นหนิงเคยกำชับให้ตามสังเกตเรื่องผู้ว่าเมืองหลวง เลยรีบมาแจ้งข่าว
ความจริงที่เสิ่นหนิงให้ชิวอู๋คอยสังเกตผู้ว่าเมืองหลวง ไม่ใช่เพราะหลัวซื่อจิ้งจะทำร้ายตระกูลนาง แต่เป็นเพราะตำแหน่งผู้ว่าเมืองหลวงนั้นสำคัญยิ่ง ตระกูลเสิ่นอยู่เมืองหลวง เรื่องธุรกิจต่างๆ มีด้านไหนที่ไม่ได้ขึ้นกับหลัวซื่อจิ้งบ้าง จะต้องอาศัยอิทธิพลของหลัวซื่อจิ้ง พวกเสิ่นเจ๋อหย่วนจึงจะทำงานได้สะดวก
เสิ่นหนิงหยุดคิดครู่หนึ่ง เมื่อจดจำเรื่องนี้ไว้ได้แล้ว ก็ให้ชิวอู๋หาวิธี ปล่อยผู้รับใช้เข้าไปทำงานในจวนผู้ว่าเมืองหลวงผ่านหลินซื่อ ไม่ต้องทำอะไรพิเศษ แค่ทำตามหน้าที่ตัวเองก็พอ นี่คืองานชิ้นแรกที่นางให้มดงานทำ ให้เงินชิวเกอ นำไปมอบให้ชิวอู๋ เพราะถ้าขาดเงินก็คงทำอะไรไม่ได้ นางเชื่อว่าชิวอู๋ต้องการแน่
ตั้งแต่เสิ่นอวี๋ซื่อได้หลานชายคนโต นอกจากทุกวันต้องดูแลงานบ้านแล้ว ยังต้องแบ่งความสนใจไปที่เรือนลิ่วเหอด้วย จะต้องวิ่งวันละหลายรอบถึงจะวางใจ นางจึงบอกเลิกการทักทายของหลี่อี๋เหนียงกับเสิ่นมี่ ดังนั้นเสิ่นหนิงจึงไม่ได้พบพวกนางนานพอสมควรแล้ว ช่วงระหว่างนั้นเอง หลี่อี๋เหนียงเคยมาหานางครั้งหนึ่ง นำพี่สาวนางมาบอกลาเสิ่นอวี๋ซื่อ
“พวกเขาปลูกบ้านหลังเล็กขึ้นมาหลังหนึ่งในละแวกสามร้อยลี้นี้ ถึงแม้จะเล็ก แต่จัดวางได้ไม่เลว นับว่ามีบ้านของตัวเอง เวลานี้ซางเอ๋อร์ก็ได้ทำงานอยู่ข้างอารองแล้ว เลี้ยงตัวเองแค่แม่ลูกสองคนพอได้อยู่ พี่สาวข้าก็เตรียมย้ายออกวันนี้ ที่ผ่านมาต้องขอบพระคุณนายหญิงที่ช่วยเหลือดูแล ถึงอย่างไรก็ต้องมาบอกลานายหญิงให้ได้...” หลี่อี๋เหนียงพูดจาสองสามคำก็จบความ ทีแท้ก็มาบอกลาเสิ่นอวี๋ซื่อนั่นเอง
ทางฝั่งผู้เป็นพี่สาวก็พยักหน้า เป็นนัยว่าอย่างนี้นี่เอง เสิ่นอวี๋ซื่อรั้งตัวไว้พักหนึ่ง ทั้งให้อวี๋มามานำเงินมามอบให้ จะต้องให้นางรับ ว่าเป็นการฉลองการย้ายเข้าบ้านใหม่ เป็นสินน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนี้ ครอบครัวเหยียนซางจึงย้ายออกไป เสิ่นอวี๋ซื่อส่งพวกเขาไป เห็นเสิ่นหนิงที่อยู่ข้างๆเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“ระยะนี้เจ้าไม่ได้เจอพวกน้องสาวเลยใช่หรือไม่ หนิงเอ๋อร์ เรื่องอื่นข้าไม่ว่า เด็กสาวอย่างพวกเจ้า ควรมีอะไรเล่นสนุกด้วยกันบ้างไม่ใช่หรือ จะปักผ้าเย็บผ้าวาดภาพ ก็ฆ่าเวลาได้ดี ไม่ต้องมาคอยอยู่ข้างตัวข้าทั้งวันหรอก” ระยะนี้เสิ่นหนิงมาที่เหอหมิงเชียนบ่อยครั้งราวกับไม่มีอะไรทำ จึงแนะนำวิธีฆ่าเวลาให้นาง
อีกทั้งยังห่วงว่านางอายุน้อยอาจจะไม่เข้าใจ จึงพูดเสริมอีกว่า “เจ้าเป็นพี่สาวคนโตสายภรรยาเอก จะต้องเป็นฝ่ายเข้าหาพวกนางถึงจะถูก อย่างไรเสียพวกเจ้าก็เป็นคนตระกูลเสิ่นเหมือนกันทั้งคู่”
อย่าคิดว่าวิธีการทำวิธีการพูดของเสิ่นอวี๋ซื่อเป็นการแสร้งทำตัวเหมือนไท่เซิ่งหมู่ ความจริงแล้ว นี่เป็นการปฎิบัติที่สมควรของภรรยาเอกในเวลานั้น โดยเฉพาะตระกูลที่สืบทอดยาวนานอย่างตระกูลเสิ่น สิ่งที่ภรรยาเอกจะต้องทำหลังบ้าน ไม่ใช่หาเรื่องอิจฉาริษยาภรรยารอง เพื่อแย่งชิงความรักใคร่ที่มีมากน้อยต่างกันของสามี ยิ่งไม่ใช่หาเรื่องสู้กับลูกสาวอนุภรรยา กลายเป็นละครฉากที่กดขี่ลูกสาวอนุภรรยาตอนหลังลูกสาวอนุภรรยาต่อต้านอะไรทำนองนั้น เสิ่นอวี๋ซื่อยังมีเรื่องสำคัญกว่าต้องไปทำ สิ่งที่นางต้องทำคือ สนับสนุนสามี เชื่อมความสัมพันธ์กับบรรดาฮูหยินขุนนางในเมืองหลวงทั้งหลาย สั่งสอนลูกสะใภ้ เลี้ยงดูฟูมฟักลูกชายลูกสาว บริหารงานหลังบ้านตระกูลเสิ่นให้สะอาดรื่นรมย์ ให้เสิ่นเจ๋อจิ้งขณะปฎิบัติงานขุนนางในราชสำนัก ไม่ต้องเป็นห่วงว่านั่งร้านองุ่นหลังบ้านจะพังลงมา ควรรู้ว่าหลังบ้านคือหน้าบ้าน สามีภรรยาต่างคนต่างทำหน้าที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน
เสน่ห์ของอนุภรรยานั้นอยู่ที่ความงาม เมื่อความงามไม่เหลือแล้ว ความรักจะอยู่หนใด พูดให้ชัดคือ เป็นแค่ของเล่นยามว่างเวลาผู้ชายต้องการความผ่อนคลายเท่านั้น การจะไปแย่งชิงความรักกับพวกนางนั้นจำเป็นด้วยหรือ ลูกสาวอนุภรรยาก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสามี อย่างมากอยู่ด้วยกันสิบกว่าปีก็ต้องแต่งงานไปที่อื่น สืบทอดสมบัติตระกูลไม่ได้ นำสมบัติตระกูลไปก็ไม่ได้ ถ้าแต่งไปได้ดีก็เป็นกำลังช่วยเหลือ เวลาพวกนางยังอยู่ในบ้านไยถึงไม่ทำดีกับพวกนางให้มากหน่อย สนิทสนมกับพวกนางเสียหน่อย ค่าน้ำชาค่าข้าว ค่าเสื้อค่าเครื่องประดับ จะเปลืองสักเท่าไหร่กัน คงมีแต่พวกครอบครัวบ้านหลังเล็กหลังน้อย ถึงได้สู้กันไปสู้กันมา สุดท้ายสู้จนไม่เหลือทั้งครอบครัว
เมื่อสามีรุ่งเรือง ภรรยาก็มีวาสนาด้วย ถ้าภรรยาทำแต่ความดี สามีก็ปราศจากภยันตราย
เหตุผลนี้ ก่อนที่เสิ่นอวี๋ซื่อจะออกเรือนก็ได้ตรึกตรองจนถ่องแท้แล้ว เสิ่นอวี๋ซื่อมาจากตระกูลซีซันอวี๋ ทั้งบิดาทั้งพี่ชายล้วนเป็นผู้ทรงภูมิของยุคนั้น แนวการสอนลูกสาวของตระกูลอวี๋จึงเป็นไปในแนวทาง “ตัวอยู่หลังบ้านใจอยู่ราชสำนัก” ดังนั้นการกระทำเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่เสิ่นอวี๋ซื่อถึงขนาดฝืนใจทำ ถือเป็นการปฎิบัติด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว
[1]ตำแหน่งขุนนางจีนในสมัยโบราณ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของสภาขุนนาง รับราชโองการติดตามออกไปในท้องที่ต่างๆ หรือสะสางคดีใหญ่ๆ
[2]ขั้นตอนสุดท้ายในพิธีสรงสาม โดยให้ญาติมิตรแต่ละคนนำน้ำเย็น ผลไม้ และเหรียญทองแดง มาเติมลงในอ่างตามลำดับอาวุโส