หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 009 ตอนที่ 9
ตอนที่ 9 แรกคลอด
วันนี้ไม่มีอะไร เสิ่นหวาซั่น เสิ่นเจ๋อจิ้งไปราชสำนัก จัดการงานราชการของตัวเอง เสิ่นหนิงพาชิวเกอมาทักทายเสิ่นอวี๋ซื่อที่เหอหมิงเชียนเช่นเดิม แต่ไม่คิดว่าจะเสิ่นอวี๋ซื่อไม่อยู่ เหอหมิงเชียนเงียบเชียบ ทั้งสาวใช้และหญิงรับใช้ชราส่วนใหญ่ไม่อยู่ มีเพียงหญิงรับใช้ชราเฝ้าประตูอยู่สองคนเท่านั้น
เสิ่นหนิงกำลังประหลาดใจ ในเวลานั้น อวี๋มามาที่อยู่ข้างกายเสิ่นอวี๋ซื่อกลับมาด้วยสีหน้าเร่งร้อน คล้ายจะกลับมาสั่งการอะไร ครั้นเห็นเสิ่นหนิงอยู่จึงยิ้มพลางทำความเคารพ แล้วพูดอย่างนึกขึ้นได้ว่า “ข้าลืมให้คนมาแจ้งคุณหนู เมื่อกี้เรือนลิ่วเหอมาแจ้งข่าว ว่านายหญิงน้อยเริ่มมีอาการ คงจะคลอดวันนี้แล้ว นายหญิงและอี๋เหนียงทั้งหมดไปอยู่ทางโน้นแล้ว คุณหนูกลับไปที่เรือนชิงจู๋รอฟังข่าวจะดีกว่า” อวี๋มามาเพิ่งพูดจบ ไม่รอเสิ่นหนิงพูดก็ถอยออกไป นายหญิงเพิ่งสั่งไว้ ต้องรีบไปไหว้พระโพธิสัตว์เพื่อเร่งคลอด เรื่องพวกนี้ต้องรีบทำทั้งนั้น
เร็วกว่าชาติที่แล้วหลายวันนัก เสิ่นหนิงจำวันเกิดของหลานชายคนแรกได้ เนื่องจากเป็นหลานชายคนแรก นางจึงจำได้แม่นยำ ไม่รู้ว่าเรือนลิ่วเหอปัจจุบันเป็นอย่างไร พี่สะใภ้ใหญ่เป็นอย่างไร เสิ่นหนิงเองนึกเป็นห่วงอยู่บ้าง พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา นางจึงพาชิวเกอเดินไปทางเรือนลิ่วเหอ
เรือนลิ่วเหอเป็นที่พักของเสิ่นอวี๋เสี้ยนพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ เมื่อก่อนเสิ่นหนิงเคยมาที่นี่ครั้งสองครั้ง เวลานี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน ภายในลานบ้านดอกไม้ใบหญ้าสีสันสดใส ทิวทัศน์แลดูงดงาม ร่องรอยการตกแต่งในงานสมรสยังมีหลงเหลืออยู่ คนรับใช้ภายในกำลังเข้าๆ ออกๆ วุ่นวายแต่มีระเบียบ ไม่มีความชุลมุนหรือเอะอะ ดังนั้นเสิ่นหนิงจึงไม่ได้เข้าไปในห้อง ก็ได้ยินเสียงที่นุ่มลึกของเสิ่นอวี๋ซื่อ “ไม่ต้องรีบ ข้าอยู่นี่ ท้องแรกจะลำบากหน่อย อดทนหน่อยแล้วกัน....”
ครั้นได้ยินเสียงนี้ พาให้เสิ่นหนิงเหม่อลอย ลูก นางก็เคยมี ตอนที่ยังอยู่วังคุนหนิง ช่วงเวลาว่างของนางก็เคยนึกวาดภาพว่าตอนคลอดจะเจ็บปวดแค่ไหน ขณะที่เด็กตัวน้อยคลอดออกมา นางจะรู้สึกตัวเบาทันทีไหมหนอ เหล่านี้เป็นการเฝ้ารอและเฝ้าหวังของผู้เป็นแม่
แต่แล้ว ความเจ็บของการคลอดบุตรนั้น เสิ่นหนิงไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันอีกแล้ว เมื่อเด็กน้อยคนนั้นถูกทำแท้งออกมา นางรู้สึกเจ็บปวดเหมือนกระดูกทุกชิ้นในร่างกายแหลกสลายไปหมด หัวใจและอวัยวะทุกส่วนแตกสลาย ความเจ็บนี้ เมื่อเทียบกับเจ็บจากการคลอด อย่างไหนจะเจ็บมากกว่ากันหนอ
“หนิงเอ๋อ ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นที่เด็กสาวอย่างเจ้ามาได้หรือ รีบเลย อวี๋มามา ส่งคุณหนูกลับเรือนชิงจู๋! อย่ามาวุ่นวายที่นี่!” เสิ่นหนิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ของความทรงจำตกใจตื่นเพราะเสียงอันดังของเสิ่นอวี๋ซื่อ ยังไม่ทันที่นางจะได้สติ ก็ถูกอวี๋มามากับชิวเกอประคองออกมาจากเรือนลิ่วเหอแล้ว
ทำไมนางจึงลืมไปว่าเด็กสาวเข้าไปในสถานที่เช่นนี้ไม่ได้ ที่นี่เป็นห้องคลอด เหตุใดจึงเดินมาถึงที่นี่ได้ นางมาโดยไม่รู้ตัวเพื่อไว้อาลัยในสิ่งที่นางไม่มีโอกาสได้ประสบอย่างนั้นหรือ หรือมาเพื่อรับความรู้สึกเจ็บปวดจากการคลอดกัน
ใช่แล้ว แรกคลอด แรกคลอดแล้ว
ณ เรือนชิงจู๋ หลังจากความโศกเศร้าของเสิ่นหนิงผ่านไป ก็ค่อยๆ สงบใจได้ ใช่แล้ว แรกคลอดแล้ว ทั้งหมดนี้ จะต้องไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ข้าจะต้องไม่ทำท่าน่าสงสารเช่นนี้อีกแล้ว นี่ต้องเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีถึงจะถูก
นอกประตู กลุ่มเซี่ยสือกับหมู่สาวใช้กำลังปรึกษาเรื่องนี้อยู่ ดูแล้วการคลอดของเสิ่นอันซื่อ เป็นเรื่องใหญ่ของบ้านตระกูลเสิ่นทั้งหมด แม้แต่ในอากาศก็ดูเหมือนมีลมหายใจของความหวังจับนิ่งอยู่
“เจ้าว่าคุณนายน้อยคลอดคุณชายน้อยหรือคุณหนู...”
“น่าจะเป็นคุณชายน้อย แม่ข้าว่าท้องแหลมๆ พอเห็นก็รู้เลยว่าเป็นผู้ชาย....”
“แต่ถึงเป็นผู้หญิงก็ไม่มีอะไรไม่ดีนี่ ต้องมีดอกก่อนค่อยติดผล แม่ข้ามักพูดเช่นนี้....”
“ไม่ใช่หรอก ต้องเป็นคุณชายน้อยแน่....”
ได้ยินพวกสาวใช้เถียงกัน เสิ่นหนิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เป็นหลานชายแน่นอนอยู่แล้ว นางยังรู้ด้วยว่าท่านปู่ตั้งชื่อว่าชิ่งเต๋อ การเรื่องรู้อะไรก่อนเช่นนี้ ก็นำพาความสนุกมาให้ได้มากเหมือนกัน
เป็นดังคาด พอตกค่ำ เรือนลิ่วเหอก็มีข่าวออกมาว่าเสิ่นอันซื่อคลอดลูกชาย เพียงเท่านี้ ตระกูลเสิ่นทั้งบ้านก็ดีใจกันจนบ้านแทบแตก โดยเฉพาะคนในเรือนลิ่วเหอ ต่างได้รับรางวัลจากทั้งเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นเจ๋อจิ้ง เสิ่นหวาซั่นกันคนละไม่น้อย ทุกคนชื่นชมยินดี คุยกันเซ็งแซ่ถึงความหล่อเหลาของคุณชายน้อย ยิ่งเพิ่มบรรยากาศแห่งความสุขให้มากขึ้น เวลานี้เอง บ้านตระกูลเสิ่นราวกับจัดงานฉลองปีใหม่ มีแต่เสียงพูดคุยสนุกสนานทั้งบ้าน
ต่อมา ก็มีข่าวแว่วมาว่า เสิ่นหวาซั่นหัวเราะร่วนสามครั้งในห้องหนังสือ ดีใจสุดขีด ตั้งชื่อให้เด็กชายว่าเสิ่นชิ่งเต๋อ เป็นดังที่เสิ่นหนิงรู้ในชาติก่อน นี่เป็นตระกูลเสิ่นรุ่นที่สี่คนแรก ทั้งยังเป็นลูกหลานภรรยาเอกอีกด้วย ย่อมมีความหมายพิเศษมากกว่าปกติ
แต่โบราณมา สมบัติของตระกูลที่สำคัญสุดอย่างหนึ่งคือจำนวนสมาชิกครอบครัว การประเมินว่าแต่ละตระกูลจะรุ่งเรืองหรือไม่ย่อมต้องดูจากจำนวนสมาชิก ไม่เคยปรากฏว่าตระกูลใดที่มีสมาชิกเพียงน้อยนิดจะเจริญรุ่งเรืองได้ ไม่เพียงแต่ครอบครัว เผ่าพันธุ์ หรือแม้แต่แว่นแคว้นก็เป็นเช่นนี้ ประวัติศาสตร์กล่าวถึงแคว้นฉินกับแคว้นจ้าวแย่งชิงอำนาจกัน ไป๋ฉี่นายพลฉินฆ่าทหารจ้าวที่ยอมแพ้ถึงสี่แสนคน แคว้นจ้าวจึงไม่มีโอกาสฟื้นคืนได้อีกจนกระทั่งสิ้นชาติ เห็นได้ว่าจำนวนคนโดยเฉพาะผู้ชาย ในเวลานั้นสำคัญมากเพียงใด
เสิ่นอันซื่อคลอดลูกชายคนโตของตระกูลเสิ่นรุ่นที่สี่ เป็นการแสดงว่าตระกูลเสิ่นจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป มีคนเก่งหนุนเนื่อง ไม่แปลกที่เสิ่นหวาซั่นจะดีอกดีใจมากมายขนาดนี้ แม้แต่เสิ่นเจ๋อจิ้งเองก็เปลี่ยนจากทีท่าเคร่งขรึมจากที่เคยเป็น มาเป็นความปีติยินดีบนใบหน้าที่ปิดไม่อยู่ ถึงแม้คนรับใช้จะทำอะไรผิดพลาด ก็มิได้ดุด่าว่ากล่าว ยังคงหน้าตาระรื่นยิ้มรับได้
หลังจากไปเยี่ยมหลานชายคนโตแล้ว เสิ่นเจ๋อจิ้งก็เริ่มวุ่นกับงาน และเพื่อเป็นการแสดงความตั้งใจจริง เขายังลงมือเขียนจดหมายแจ้งข่าวดี ให้ม้าเร็วส่งไปที่จวนผู้ว่าจี้โจวกับจวนผู้ว่าหลู่โจว ปู่ของเสิ่นอันซื่อคืออันจื่อสือผู้ว่าจี้โจว ส่วนบิดานางเป็นจ่างสื่อในจวนผู้ว่าหลู่โจว เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ อันดับแรกก็ต้องแจ้งให้ทางบ้านลูกสะใภ้รับรู้
แล้วเขาก็เขียนจดหมาย ให้คนส่งไปเซียงโจว แจ้งข่าวนี้ให้เสิ่นอวี๋เสียนรู้ บอกว่าเขาตั้งชื่อให้แล้ว ยังบอกด้วยว่าเขาไม่ต้องรีบร้อนกลับมา ที่บ้านยังดีอยู่ รองานปีใหม่ค่อยกลับมา
หลังจากทั้งสามแห่งได้รับจดหมายแจ้งข่าวดีต่างก็ดีอกดีใจเป็นล้นพ้น ตระเตรียมของขวัญกัน ฝ่ายเสิ่นอวี๋ซื่อก็ยุ่งวุ่นวายอยู่มาก นี่เป็นงานมงคลแรกในบ้านหลังจากเสิ่นเจ๋อจิ้งเข้ารับตำแหน่ง ยังต้องแจ้งข่าวดีให้เหล่าขุนนางญาติสนิทมิตรสหายรับรู้ ทั้งยังต้องตรวจสอบไม่ให้ตกหล่น ยังต้องตระเตรียมพิธีสรงสาม*ให้เด็ก งานการมีมาไม่ขาดสาย ยังดีที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า แค่กรอกข้อความตามรายชื่อ ทั้งยังสั่งข่วนซื่อเหมินฝางที่บ้านไปแจ้งข่าวบ้านอื่น ถึงแม้ได้เริ่มก่อนหลายวัน เวลากระชั้นชิด แต่ก็ไม่ถึงขนาดยุ่งจนชุลมุน
เสิ่นหนิงก็ไปเรือนลิ่วเหอเยี่ยมพี่สะใภ้ใหญ่กับหลานชายที่เกิดใหม่ เสิ่นอันซื่อร่างกายฟื้นฟูได้พอสมควร หน้าตาผ่อนคลายสบาย แต่ก่อนเป็นห่วงว่าที่ตัวเองท้องอยู่เป็นหญิงหรือชาย ตอนนี้หมอกฝุ่นจางหาย เป็นไปดังหวัง ถึงแม้เพิ่งคลอด หน้าตาก็ยังเปล่งประกายสดใส
หลานชายตัวยับย่น ดูไม่ออกว่าหล่อเหลาตามที่พวกคนรับใช้เล่าลือ ตัวเล็กกำลังหลับสนิท เสิ่นหนิงเพียงแค่มองดู เดิมคิดจะยื่นมือไปอุ้ม แต่เห็นแม่นมข้างๆ ท่าทางเคร่งเครียดจึงล้มเลิกไป อีกทั้งนางยังไม่เคยอุ้มเด็กอย่างจริงจัง เกรงว่าอาจจะผิดพลาดได้
เรือนลิ่วเหอครึกครื้นยิ่ง ของขวัญกองพะเนิน หยูกยาต่างๆ ทยอยส่งมาจากหลายที่ คนรับใช้ต่างก็ง่วนกับงาน ครั้นเห็นดังนั้นแล้ว เสิ่นหนิงจึงบอกให้เสิ่นอันซื่อบำรุงร่างกายดีๆ ไม่รบกวนนาง ก่อนจะเดินออกจากเรือนลิ่วเหอไป
ณ ริมทะเลสาบชุ่ยหู นางพบปู่ของนางกับพี่ชายอีกสองคน ซึ่งก็คือเสิ่นอวี๋ซวนกับเสิ่นอวี๋โส่ว พวกเขากำลังเดินตามเสิ่นหวาซั่นมายังเรือนลิ่วเหอ จงเจอเสิ่นหนิงเข้าอย่างจัง
เสิ่นหนิงสะกดกลั้นความสะเทือนใจ เดินเข้าไปทักทายเสิ่นหวาซั่น แล้วทำความเคารพพี่ชายทั้งสอง เสิ่นหวาซั่นอายุห้าสิบกว่าแล้ว แม้จะไม่เคร่งขรึมขนาดเสิ่นเจ๋อจิ้ง ดูเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนที่มองข้ามไปได้ สง่าราศีของขุนนางชั้นสาม ด้วยอิทธิพลจากการที่อยู่ในวงการขุนนางหลายปี จึงพอจะโดดเด่นในหมู่ขุนนางอยู่บ้าง
เสิ่นหวาซั่นสืบต่อจากภรรยาเอกตระกูลเสิ่นผู้อาวุโสรุ่นเจียกับจีสองรุ่นทยอยชราภาพล่วงลับ เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในรุ่นซ่าง ทั้งยังดำรงตำแหน่งขุนนางสูงสุดในตระกูล ดังนั้นจึงถือว่าเสิ่นหวาซั่นเป็นหัวหน้าตระกูลในเวลานั้น
เขาต้องแบกรับหน้าที่ขยายความรุ่งโรจน์ของตระกูลเสิ่น ชาติที่แล้ว เนื่องจากเสิ่นหนิงเป็นใหญ่ในวังคุนหนิง ได้สัมผัสเสิ่นหวาซั่นค่อนข้างมาก เสิ่นหนิงได้รับประโยชน์จากเขามากมาย นางรู้ว่า ปู่ของนางคนนี้เป็นคนมีความสามารถอย่างแท้จริง หากไม่ได้เป็นเพราะนาง ตระกูลเสิ่นคงไม่มีวันต้องพบจุดจบแบบนั้น!
เสิ่นหวาซั่นก็มองหลานสาวภรรยาเอกคนนี้ เมื่อไม่นานมานี้ได้ยินเสิ่นเจ๋อจิ้งลูกชายเล่าเรื่องนางมากมาย จึงพูดอย่างสนิทสนมว่า” ได้ยินว่าตอนนี้เจ้าปรนนิบัติอยู่ห้องหนังสือหรือ ได้อะไรหรือไม่” เสิ่นหวาซั่นกล่าวถามหลานสาวคนนี้หลายคำ
“ใช่แล้ว ท่านปู่ กำลังศึกษาอยู่กับท่านพ่อ ไม่กล้าพูดว่าได้อะไร” เสิ่นหนิงตอบด้วยอาการเคารพนอบน้อม แต่มีไหวพริบ
เสิ่นหวาซั่นก็พอใจอย่างยิ่ง ผงกศีรษะ ให้กำลังใจหลานคนนี้ว่า” การดูแลพ่อแม่ พยายามเต็มที่ แม้ว่าไม่ได้เรียน ถือว่าได้ร่ำเรียนแล้ว นี่ก็คือได้อะไรแล้ว เจ้าเป็นแบบนี้ ดีมาก”
เมื่อ ได้ยินคำชมเชยของเสิ่นหวาซั่น เสิ่นอวี๋ซวน เสิ่นอวี๋โส่วที่อยู่ข้างหลังเขาต่างมองมาด้วยสายตาชื่นชม เสิ่นอวี๋ซวนหน้าตานิ่งเฉย เสิ่นอวี๋โส่วขยิบตาให้นางอย่างขี้เล่น----เขาโตกว่าเสิ่นหนิงเพียงสองปี จิตใจยังเป็นเด็กอยู่มาก
พี่ชายคนนี้ยังเหมือนเดิม เสิ่นหนิงอมยิ้มมองดูพี่ชายทั้งสอง นิสัยของเสิ่นอวี๋ซวนพี่สามเหมือนท่านพ่อเสียจริง อายุไม่เท่าไหร่ก็แสดงตัวเป็นผู้ทรงภูมิ แต่เสิ่นหนิงรู้ดีว่า พี่ชายคนนี้จะคอยช่วยเหลือผู้เสียเปรียบ เสิ่นหนิงยังจำได้ว่าเมื่อชาติที่แล้วเขาเพื่อนาง ไปถกเถียงผู้หญิงคนนั้น ทั้งยังพานักศึกษาสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนไปเยาะเย้ยถากถางหญิงคนนั้น “แม่ไก่อยากเป็นหงส์” แต่ทว่า สุดท้ายแล้วน้องสาวที่เขาตั้งใจปกป้องกลับกลายเป็นคน “ปฏิบัติผิดเพี้ยน ไม่อยู่ในทำนองคลองธรรม” โลกมนุษย์ผิดถูกกลับตาลปัตร กลายเป็นเช่นนี้
ยังมีพี่สี่เสิ่นอวี๋โส่ว มีนิสัยแบบเด็กๆ มาตลอด ดีเหลือเกิน ตอนเขาเสียชีวิต ตระกูลเสิ่นยังไม่ล่มจม อุปนิสัยเดิมยังไม่ต้องโดนผลกระทบ ก็ถือเป็นความโชคดีไป
เสิ่นหวาซั่นเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ เสิ่นอวี๋ซวนสองคนคงอยู่คุยต่ออีกสองคำกับเสิ่นหนิงแล้วค่อยไป ตอนท้ายเสิ่นอวี๋โส่วยังบอกนางว่าวันหลังจะพานางออกไปเที่ยว พี่ชายคนนี้! ยังคงนึกถึงแต่เที่ยวเล่น พอคิดแล้ว เสิ่นหนิงก็รู้สึกขบขัน
---
*พิธีสรงสาม (洗三礼) หรือพิธีล้างวันที่สาม เป็นพิธีสำคัญของจีนยุคโบราณ จัดขึ้นในวันที่สามหลังจากเด็กทารกคลอดออกมา มีจุดประสงค์ที่จะชำระล้างความสกปรกต่างๆ เพื่อที่ทารกจะได้เริ่มต้นเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสะอาดบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าเป็นการเพิ่มความกล้าหาญและเสริมสุขภาพของเด็กๆ อีกด้วย