หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 008 ตอนที่ 8

#8Chapter 008

ตอนที่ 8 รับตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ

สถานที่ตั้งของกระทรวงขุนนางหาได้ง่ายมาก พอเข้าประตูวังหลวง เดินตรงไปตามถนนสายกลางเรื่อยๆ ผ่านตำหนักหันหยวน เดินตรงไปทางตำหนักเซวียนเจิ้ง ซึ่งเป็นตำหนักที่สูงที่สุดในวังหลวง ฝั่งขวาของตำหนักเซวียนเจิ้งมีอาคารแถวเตี้ยเป็นที่ตั้งของมุขมนตรีฝ่ายบริหาร กระทรวงขุนนางก็อยู่ในนั้น ฝั่งซ้ายของตำหนักเซวียนเจิ้งคือสำนักราชเลขาธิการ เป็นอาคารทรงเตี้ยเช่นกัน

เห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ หาไม่เจอก็แย่แล้ว ดังนั้นหลังจากเสิ้งเจ๋อจิ้งมอบเอกสารตราตั้งให้กระทรวงขุนนางแล้ว ถึงได้ทอดถอนใจเช่นนี้ จากนั้นก็พบฝ่ายการสอบกระทรวงขุนนาง สถานที่ทำงานของตน

กรมการสอบกระทรวงขุนนางเป็นสถานที่ที่ทุกคนต่างปรารถนา เพราะคนน้อย ผลประโยชน์สูง เลื่อนตำแหน่งง่าย จึงแทบจะเป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนางต้าหย่งทุกคน แน่นอนว่าย่อมมีความเสี่ยง ถ้าพลาดก็มีโอกาสถูกปลดถูกจำคุก แต่ทุกครั้งเมื่อตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบว่างลง ก็ยังมีคนมากมายใช้กลยุทธ์พิสดาร จุดประสงค์ก็เพื่อตำแหน่งนี้ แต่สุดท้ายตำแหน่งนี้ก็ตกเป็นของเสิ่นเจ๋อจิ้ง แน่นอนว่าเกิดจากการเตรียมการของเสิ่นหวาซั่นและอู๋เยวี่ยเสิ่น

ที่ทำงานของกรมการสอบไม่ได้กว้างขวางนัก ก่อนเสิ่นเจ๋อจิ้งเข้าไป ก็มีขุนนางสี่คนคอยต้อนรับอยู่แล้ว พวกเขารู้ดีว่าวันนี้เป็นวันแรกที่อธิบดีกรมการสอบเสิ่นเจ๋อจิ้งมารับตำแหน่งเป็นวันแรก จึงได้มาคอยแต่เช้าแล้ว ในกรมการสอบทั้งหมด ตำแหน่งสูงสุดก็คืออธิบดี พูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือสี่คนนี้กำลังคอยผู้บังคับบัญชาของพวกเขา ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งนัก จึงไม่รู้นิสัยใจคอของเขา คิดว่ารีบมาคอยต้อนรับก่อนคงเป็นการดี ส่วนการอยู่ด้วยกันจะดีหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตำแหน่งก็เหมือนน้ำไหล ความสัมพันธ์จะมั่นคงเหมือนตีเหล็ก สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอยู่ด้วยกันก่อนถึงจะเห็น

จนกระทั่งเสิ่นเจ๋อจิ้งผลักประตูเข้ามา ทั้งสี่คนต่างเดินเข้าไปต้อนรับ แจ้งทั้งนามและตำแหน่ง แล้วรอเสิ่นเจ๋อจิ้งกล่าว บรรยากาศค่อนข้างอึดอัดอยู่บ้าง ตัวเสิ่นเจ๋อจิ้งหน้าตาเรียบร้อยเครางาม ถือเป็นสุภาพชนคนหนึ่ง ยามอยู่บ้านถึงแม้ค่อนข้างปฏิบัติต่อลูกหลานอย่างเคร่งครัดดังลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วง ทว่ายามอยู่ข้างนอกกลับปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเรียบง่ายเป็นกันเองดังสายลมเย็นในฤดูใบไม้ผลิ เวลานี้สีหน้าฉายแววเฉกเช่นสีหน้ายามหัวหน้ามองลูกน้อง ดูใกล้ชิดอบอุ่นอ่อนน้อม พลางเชิญให้นั่งลงตามสบาย พลางพูดว่า “ต่อไปพวกเราทำงานด้วยกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานของตัวเองให้ดี ไม่ต้องมากพิธีรีตอง” ตัวเสิ่นเจ๋อจิ้งเองก็นั่งลง เริ่มพิจารณาเหล่าขุนนางที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งปีนับจากนี้

คนเหล่านี้ล้วนเคยพบในงานเลี้ยงตระกูลเสิ่นแล้ว แต่ตอนนั้นแค่ทักทายปราศรัย ไม่ได้พูดคุยกันจริงจัง วันนี้รับตำแหน่งวันแรก ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน อยู่ด้วยกันแต่โดยดี เสิ่นเจ๋อจิ้งนึกเปรียบเทียบพวกเขาตามที่เคยได้รับรู้กับตัวจริงที่พบว่าแตกต่างกันอย่างไร ดูว่าตัวจริงเหมือนที่เล่าลือกันหรือไม่

กู้จื่อเฉิงรองอธิบดี ขุนนางระดับหก อายุราวสามสิบปี หน้าตาเรียบร้อย ท่าทางปกติเป็นธรรมชาติ ดูไม่มีทีท่าว่าจะเป็นพวกเรียกรับผลประโยชน์อะไร เสิ่นเจ๋อจิ้งสบายใจแล้ว เพราะต่อไปคนที่จะต้องติดต่อด้วยมากที่สุดก็คือกู้จื่อเฉิง คนผู้นี้จะมีนิสัยเป็นอย่างไร เป็นเรื่องสำคัญมาก เสิ่นเจ๋อจิ้งไม่อยากให้ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบเกิดเรื่องราวไม่ดี การเลื่อนตำแหน่งขุนนางต้องอาศัยผลงานดีผลงานร้าย ถ้าเกิดปัญหาคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ ขั้นเบาสุดก็ต้องถูกปลด

ขุนนางทั้งสามที่เหลืออายุยังน้อย จู่ซื่อขุนนางระดับแปด ชื่อหลิงหวินเกา ฉินเช่อ ถังกู่หนาน มีจิตวิญญาณตามแบบฉบับคนหนุ่ม เห็นแล้วมีชีวิตชีวา

ทั้งสี่คนนี้ก็คือขุนนางที่สำคัญของกรมการสอบ ที่เหลืออีกหลายสิบคนเป็นเจ้าพนักงานธุรการและเจ้าพนักงานอาลักษณ์กรมการสอบเนื่องจากตำแหน่งเล็กและงานยุ่ง จึงไม่ต้องมาทักทายเสิ่นเจ๋อจิ้ง สรุปก็คือ คนที่เสิ่นเจ๋อจิ้งต้องเจอหน้าทุกวัน ก็มีแค่ไม่กี่คนนี้เอง

คนเหล่านี้ล้วนเคยพบในงานเลี้ยงตระกูลเสิ่นแล้ว แต่ตอนนั้นแค่ทักทายปราศรัย ไม่ได้พูดคุยกันจริงจัง วันนี้รับตำแหน่งวันแรก ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน อยู่ด้วยกันแต่โดยดี เสิ่นเจ๋อจิ้งนึกเปรียบเทียบพวกเขาตามที่เคยได้รับรู้กับตัวจริงที่พบว่าแตกต่างกันอย่างไร ดูว่าตัวจริงเหมือนที่เล่าลือกันหรือไม่

“ผู้ประกอบการเกษตร ไถหว่านฤดูใบไม้ผลิ เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เป็นไปตามเวลา ประหยัดสะสม ไม่ประมาทละเลย เตรียมสู้น้ำแล้ง เตรียมภาษีธัญพืช ใช้ที่ดินให้คุ้มค่า ใช้แรงงานให้คุ้มค่า...ใต้หล้าไม่มีงานที่สำเร็จได้โดยง่าย แต่ก็ไม่มีงานที่ทำไม่สำเร็จ ต่างคนต่างดูแลงานตัวเอง ไม่มีงานไหนไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นข้าก็จะไม่พูดมาก หวังว่าทุกคนจะทำงานตามหน้าที่ ทำตามงานของตัวเอง”

พบหน้าอย่างเป็นทางการครั้งแรก เสิ่นเจ๋อจิ้งก็กล่าวแค่ถ้อยคำที่เป็นทางการเพียงเท่านี้ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก จากนั้นก็ให้ผู้ดูแลทั้งสามคนไปทำงานของตัวเองต่อ เหลือกู้จื่อเฉิงไว้สอบถามงานการที่เกี่ยวข้อง

กรมการสอบขึ้นกับกระทรวงขุนนาง ร่วมกับกรมเฟิง กรมซวิน เรียกรวมกันว่าสามกรมแห่งกระทรวงขุนนาง งานหลักคือรับผิดชอบการลงโทษและประเมินผลขุนนางทั้งหลาย ความจริงก็คือตรวจสอบผลการปฏิบัติราชการของขุนนาง กำหนดกฎเกณฑ์ความชอบความผิด ทั้งยังต้องทำหลักฐานการเลื่อนลดระดับหรือการปลด ทั้งหมดนี้เสิ่นเจ๋อจิ้งรู้อย่างแม่นยำทั้งหมดแล้ว คนเราเมื่อเป็นขุนนาง ขอเพียงท่านมิใช่ขุนนางระดับสาม มีผู้ใดบ้างไม่รู้จักกรมการสอบ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เสิ่นเจ๋อจิ้งต้องการรู้ เมื่อกู้จื่อเฉิงรายงานเรื่องพวกนี้ให้เขารู้เขาจึงไม่พอใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมรองอธิบดีที่ดูแล้วน่าจะเชื่อถือได้คนนี้จะต้องมาปูพื้นให้เขารู้เรื่องแสนธรรมดาของกรมการสอบ เขารู้ทั้งหมดอยู่แล้วนี่นา

สิ่งที่เขาอยากรู้คือ งานประจำวันของกรมการสอบ ปัจจุบันมีปัญหาอะไรหรือไม่ การประสานกับอีกสองกรม กับขุนนางของกระทรวงขุนนาง รวมทั้งความสัมพันธ์กับมุขมนตรีฝ่ายบริหาร เรื่องพวกนี้จึงจะเป็นเรื่องที่เสิ่นเจ๋อจิ้งสนใจ ดังนั้นเขาจึงได้แต่ต้องถามตรงๆ

กู้จื่อเฉิงได้ยินคำถามของเสิ่นเจ๋อจิ้ง ถึงเข้าใจความประสงค์ของเจ้านาย ใจคิดว่าก็น่าจะบอกตั้งแต่แรก เรื่องพวกนี้เขารู้ดีอยู่แล้ว จึงรีบรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้เขารู้ เนื่องจากปีนี้ยังไม่ใช่ปีที่มีการสอบเลื่อนขั้นขั้น ดังนั้นปัจจุบันยังไม่ได้เจอปัญหาอะไรนัก ทั้งยังรายงานว่าขุนนางที่เกี่ยวข้องในกระทรวงขุนนางและมุขมนตรีฝ่ายบริหาร ใครมีความสัมพันธ์ที่ดีกับใคร ใครที่ดีต่อหน้าแต่ใจไม่ได้ดีด้วย เสนาบดีฝ่ายซ้ายถังตั๋วกับรองเสนาบดีกระทรวงการคลังเจียงเฉิงไห่เกี่ยวดองกัน เสนาบดีฝ่ายขวากานหมิงเฉวียนพักนี้ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แม้แต่เฉินเซี่ยวไป๋อธิบดีกระทรวงขุนนางเพิ่งได้อนุภรรยาใหม่ก็มี บอกเสิ่นเจ๋อจิ้งหมด ยังแถมข่าวคราววงในทั้งในสำนักราชเลขาธิการและสำนักมุขมนตรีฝ่ายตรวจสอบอีกหลายเรื่อง

สองคนนี้ก็เป็นดังนี้ คนหนึ่งเล่าอย่างละเอียด อีกคนก็ฟังอย่างตั้งใจ เจ้านายกับลูกน้อง พอเหมาะพอสมกัน

นี่สิคนรู้จริง เสิ่นเจ๋อจิ้งประเมินผลกู้จื่อเฉิงในที่สุด ยิ้มอย่างมีเลศนัย พอใจอย่างยิ่ง

นี่ก็คนทำจริง กู้จื่อเฉิงก็ประเมินผลเสิ่นเจ๋อจิ้งในใจ อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกหลับหูหลับตา ก็มีความพอใจ

นี่เป็นเช้าแรกที่เสิ่นเจ๋อจิ้งไปอยู่กรมการสอบ

ผ่านเวลาเที่ยง เขาก็ออกจากกรมการสอบ ไปทำอีกเรื่องของการรับตำแหน่งตามกำหนดการ นั่นคือ ไปเยี่ยมเยียนขุนนางที่เกี่ยวข้องในกระทรวงขุนนาง ข้างๆ กรมการสอบก็คือกรมซือฟงกับกรมซือซวิน จึงสะดวกมาก เสิ่นเจ๋อจิ้งไปพบหน้าเฉินจุ้ยซันอธิบดีกรมซือเฟิง กับเจิ้งเป่ยถังอธิบดีกรมซือซวินภายใต้การนำของกู้จื่อเฉิง หลังจากพูดคุยกันอยู่สักพัก เสิ่นเจ๋อจิ้งเพิ่งมารับตำแหน่ง งานการยังไม่คุ้นเคย วันหน้าต้องขอให้ช่วยสนับสนุน ฝ่ายเฉินจุ้ยซัน เจิ้งเป่ยถังก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล สามคนนัดแนะว่าจะมาดื่มคุยกันในวันหยุดประจำสัปดาห์เรียบร้อยแล้ว เสิ่นเจ๋อจิ้งจึงตามกู้จื่อเฉิงไปพบเฉินเซี่ยวไป๋อธิบดีกระทรวงขุนนาง ผู้บังคับบัญชาของตน

เฉินเซี่ยวไป๋อายุไม่น้อยแล้ว เขากำลังยิ้มร่าเริง ทีแรกว่าจะแสดงความยินดีกับต้อนรับเสิ่นเจ๋อจิ้ง แล้วก็ว่าจะพาไปพบขุนนางอื่นๆ ในกระทรวงขุนนาง เสิ่นเจ๋อจิ้งรับคำด้วยความเคารพ ครั้นได้ยินกู้จื่อเฉิงพูดเมื่อเช้าว่าเฉินเซี่ยวไป๋เพิ่งได้อนุภรรยาคนใหม่ ลอบมองหนวดเคราที่เริ่มหงอกของเขา ก็แอบพูดในใจว่าอายุมากแล้วยังแข็งแรงดีจริง ได้คนผู้นี้มาเป็นเจ้านายก็คงไม่เลว

ด้วยการนำของเฉินเซี่ยวไป๋ เสิ่นเจ๋อจิ้งได้พบขุนนางกระทรวงขุนนางแต่ละคน ในจำนวนนั้น บางคนเคยพบนานแล้ว บางคนธรรมดาก็ติดต่อบ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่เพิ่งพบเป็นครั้งแรก ดังนั้นจากการเข้าพบครั้งนี้ เสิ่นเจ๋อจิ้งจึงรู้ว่าสวีโหย่วหยวนเสนาบดีกระทรวงขุนนางเป็นชายชราที่ทั้งสุภาพและใจเย็น ส่วนฉู่เยี่ยนเจ๋อรองเสนาบดีกระทรวงขุนนางมีความหยิ่งยะโสเล็กน้อย ก็เขามีลูกสาวแต่งงานกับน้องชายฮ่องเต้ฉางไท่ตี้นี่ ถึงแม้เป็นแค่พระสนม ก็ถือเป็นพระญาติ ย่อมหนีไม่พ้นต้องหยิ่งยโสบ้าง

วนไปหนึ่งรอบ สุดท้ายเสิ่นเจ๋อจิ้งก็มาหยุดอยู่ที่เฉินเซี่ยวไป๋ ทั้งคู่ยังไม่ได้เริ่มต้นคุยกัน พอดีเสิ่นจิ้งหวาอธิบดีกระทรวงขุนนางอีกคนกลับมา เสิ่นเจ๋อจิ้งประสานมือคารวะเขา เสิ่นจิ้งหวานั้นเงียบขรึมสมชื่อ แต่เนื่องจากแซ่เดียวกับเสิ่นเจ๋อจิ้ง ทำให้เขาสนิทใจกับเสิ่นเจ๋อจิ้งอยู่หลายส่วน

“พอดีเลย จิ้งหวาก็อยู่ด้วย คิดว่าเขาเองคงอยากพูดเรื่องนี้กับเจ้าอยู่ ปีหน้าก็จะถึงปีการสอบเลื่อนขั้นที่ห้าปีมีหนแล้ว การสอบเลื่อนขั้นไม่เพียงแต่เป็นเรื่องใหญ่ของกรมการสอบเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวงขุนนางด้วย ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ของราชสำนัก เป็นเรื่องสำคัญในสำคัญ ถึงแม้จะมีแบบอย่างครั้งก่อนให้เดินตาม แต่ก็ประมาทไม่ได้ ต้องระวังอย่าให้เกิดปัญหา นับแต่วันนี้ไป ก็ต้องเตรียมการส่วนที่เกี่ยวข้องได้แล้ว รายละเอียดขั้นตอนการสอบต่างๆ ก็ต้องรีบกำหนดแต่เร็ววันถึงจะถูก...”

ที่เฉินเซี่ยวไป๋ต้องการให้เสิ่นเจ๋อจิ้งยังอยู่ก่อน ก็เพื่อจะพูดคำพูดเหล่านี้ เตือนให้เขารู้ตัว เพื่อจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ หากการสอบเลื่อนขั้นเกิดความผิดพลาด เขาซึ่งเป็นอธิบดีกระทรวงขุนนางก็จะต้องมีความผิดฐานปล่อยปละละเลยด้วย เขาไม่อยากให้ชื่อเสียงต้องแปดเปื้อนในยามใกล้เกษียณ

เสิ่นจิ้งหวาที่อยู่ข้างๆ ก็เสริมขึ้นมาด้วยเช่นกัน อธิบายเรื่องขุนนางที่ทำให้เกิดความผิดพลาดของการสอบเลื่อนขั้น ถึงแม้ความผิดพลาดของขุนนางเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ความผิดพลาดก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะมักเกี่ยวพันกับเรื่องกินสินบาทคาดสินบนทั้งๆ ที่เป็นเรื่องต้องห้าม แต่ก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี จุดจบมีเพียงอย่างเดียว คือปลดจากตำแหน่งและถูกจำคุก ดีไม่ดีโดนริบทรัพย์สิน ที่เขาพูดเช่นนี้ก็เพราะเห็นว่าเป็นคนแซ่เดียวกัน จึงเตือนให้เสิ่นเจ๋อจิ้งระวังตัวไว้บ้าง อธิบดีกรมการสอบเป็นตำแหน่งที่คนหมายปองก็จริง แต่ก็เป็นการทดสอบและเสี่ยงภัย กินตำแหน่งแล้วต้องมีใจมั่นคงแน่วแน่ ไม่ถูกผลประโยชน์ครอบงำ ไม่เกรงกลัวการข่มขู่

เสิ่นเจ๋อจิ้งรับฟังคำสอนอย่างตั้งใจ พร้อมทั้งขอบคุณคนทั้งสอง ก่อนจะกลับไปกรมการสอบร่วมกับกู้จื่อเฉิงพร้อมทั้งลูกน้องคนอื่นวางแผนงานภายใน การทำงานในวันแรกที่รับตำแหน่งของเสิ่นเจ๋อจิ้งก็เสร็จสิ้นเช่นนี้แล

คืนนั้น เสิ่นเจ๋อจิ้งอยู่ในห้องหนังสือทบทวนการทำงานในกรมการสอบวันนี้ นึกถึงคำพูดของเฉินเซี่ยวไป๋ พาให้รู้สึกว่าหน้าที่ช่างหนักอึ้ง พร้อมกับครุ่นคิดว่าจะต้องเตรียมการเรื่องงานกรมการสอบอย่างไร ทั้งยังคิดทบทวนเรื่องการสอบเลื่อนขั้น เรื่องใหญ่ตรงหน้า แต่เขาเพิ่งรับตำแหน่ง จึงรู้สึกกดดันไม่น้อย

ในห้องหนังสือ เสิ่นหนิงยังคงเงียบสงบอยู่อีกฝั่งเช่นเคย ถึงแม้เสิ่นเจ๋อจิ้งจะเข้ารับตำแหน่งแล้ว มีเพียงเวลากลางคืนเท่านั้นจึงจะอยู่ห้องหนังสือ แต่เสิ่นหนิงก็ยังยืนกรานที่จะมาเฝ้าบิดาที่ห้องหนังสือในเวลากลางคืน เสิ่นเจ๋อจิ้งขัดนางไม่ไหวจึงปล่อยเลยตามเลย

เสิ่นหนิงเห็นเสิ่นเจ๋อจิ้งนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ ประเดี๋ยวก็คิ้วขมวด ประเดี๋ยวก็ผ่อนคลาย ใจคิดว่าเขาคงครุ่นคิดเรื่องการสอบเลื่อนขั้น จึงไม่ได้ไปรบกวนเขาอย่างรู้กาลเทศะ หากแต่ในใจนางร้อนรนอยู่บ้าง หวนคิดถึงปีการสอบเลื่อนขั้นเมื่อชาติที่แล้ว ยามนั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกปีกว่า จะห่วงถึงเรื่องนี้นับว่ายังเร็วเกินไปก็จริง แต่เสิ่นหนิงก็ไม่ได้ปล่อยให้ผ่านไป เพียงแต่คิดว่าเวลานี้อายุยังน้อยยังไร้กำลัง จะไปเตือนบิดาเรื่องนี้ได้อย่างไร ซ้ำนางยังไม่รู้ด้วยว่าอธิบดีทั้งสองของกระทรวงขุนนางได้เตือนเสิ่นเจ๋อจิ้งแล้วว่า ต่อไปเสิ่นเจ๋อจิ้งจะทำการใดก็ต้องระมัดระวังให้มาก

devc-08090a36-35186หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 008 ตอนที่ 8