หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 007 ตอนที่ 7
ตอนที่ 7 ปรนนิบัติที่ห้องหนังสือ
เสิ่นหนิงไม่สนใจชิวอู๋ที่อยู่ข้างหลังอีก พาชิวเกอไปทักทายเสิ่นอวี๋ซื่อที่เหอหมิงเชียน ว่าแล้วก็แปลก เสิ่นหนิงคิดว่าชิวอู๋จะต้องทำตามความประสงค์ของนางอย่างแน่นอน บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร อาจเพราะแววตาสดใสของเขา หรืออาจจะเพราะงานที่เขาเคยทำจนนางรู้สึกไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง นางเชื่อใจและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อคนรับใช้คนนี้อย่างบอกไม่ถูก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจมอบหมายงานนั้นให้ชิวอู๋ทำ
ครั้นมาถึงเหอหมิงเชียน เสิ่นหนิงมองดู ดีจริงๆ เลย เสิ่นเจ๋อจิ้งบิดาก็อยู่ด้วย ตั้งแต่เกิดใหม่มาหลายวัน เพิ่งเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหน้าบิดา เสิ่นหนิงถึงกับปรี่เข้าไปด้วยความดีใจ เรียกเสิ่นเจ๋อจิ้งอย่างใกล้ชิดว่า “ท่านพ่อ...”
ลูกสาวภรรยาเอกมักจะเป็นลูกรักอยู่แล้ว โดยเฉพาะนางเป็นลูกสาวภรรยาเอกเพียงคนเดียวของเสิ่นเจ๋อจิ้งด้วยแล้วย่อมได้รับความรักมากยิ่งกว่าใคร เสิ่นเจ๋อจิ้งได้พบเสิ่นหนิงก็ดีใจมากเช่นกัน มองนางด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า “หนิงเอ๋อร์ มาๆ ๆ ...” รีบเรียกเสิ่นหนิงเข้ามาอยู่ข้างตัว ลูบศีรษะนาง พูดต่อว่า “มาเมืองหลวงชินแล้วหรือยัง อากาศที่นี่ต่างกับเฟิงหนานมาก ถึงเวลานี้ก็ยังค่อนข้างหนาว จะต้องระวังนะ...” แล้วก็พูดอะไรต่ออีกมากมาย
เสิ่นเจ๋อจิ้งไว้หนวดเครามานานแล้ว หน้าตาที่ธรรมดาเรียบร้อยเคร่งขรึมตอนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้แต่เสิ่นอวี๋ซื่อที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วยังอดคิดไม่ได้ ผู้คนพูดว่าฮ่องเต้รักลูกชายคนโต ชาวบ้านรักลูกชายคนสุดท้อง คำพูดนี้คงไม่ค่อยเหมาะกับเสิ่นเจ๋อจิ้ง คนที่เขารักมากที่สุดคือลูกสาวคนโตเสิ่นหนิง นิสัยพูดกำชับกำชายืดยาวแบบนี้ ไม่ค่อยเหมือนเขาในเวลาปกติ
อุปนิสัยเสิ่นเจ๋อจิ้งเป็นพวกขุนน้ำขุนนางในแบบแผน เป็นคนอนุรักษ์อ่อนน้อม เคร่งครัดวินัยทั้งต่อตัวเองหรือต่อผู้อื่น การปฏิบัติต่อลูกๆ ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงดูออกจะดุดันมากเกิน ด้วยเหตุนี้พวกลูกๆ จึงมักจะให้ความเคารพต่อเขาตลอดมา กระนั้นกลับขาดความใกล้ชิด ไม่ต้องพูดถึงลูกชาย แม้แต่ลูกสาวของอนุภรรยาเห็นเขาก็ยังกล้าๆ กลัวๆ มีเพียงเสิ่นหนิงลูกสาวคนนี้คนเดียวที่เหมือนไม่รับรู้ถึงความดุดันที่เขามี มักจะออดอ้อนออเซาะเขา ความใกล้ชิดสนิทสนมของพ่อกับลูกสาวคู่นี้เรียกได้ว่าลูกสาวอีกสองคนไม่อาจเทียบได้ อีกทั้งลูกสาวคนนี้ทั้งฉลาดเฉลียวทั้งรู้เดียงสาไปเสียทุกเรื่อง ดังนั้นเสิ่นเจ๋อจิ้งจึงทั้งรักใคร่เอ็นดูทั้งตามใจลูกสาวคนนี้ตลอดมา มักเข้าข้างลูกสาวคนนี้
เสิ่นหนิงลูบฝ่ามือใหญ่ของเสิ่นเจ๋อจิ้ง ท่าทางสนิทสนมกับเขาอย่างที่สุด ความรู้สึกนี้ห่างหายไปสิบกว่าปีแล้ว เสิ่นหนิงอดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอ นี่คือบิดา บิดาที่เคยปกป้องคุ้มครองนางตลอดมา ชาติที่แล้วนางไม่มีโอกาสเห็นหน้าเขาครั้งสุดท้าย เวลานี้ช่างดีเหลือเกิน บิดายังลูบศีรษะนางได้ ยังมองนางด้วยรอยยิ้มได้ ช่างดีเหลือเกิน
เสิ่นอวี๋ซื่อมองพ่อลูกทั้งสองอยู่ข้างๆ ด้วยความพออกพอใจ แต่ก็ยังต้องปั้นหน้าเคร่งขรึม เอ่ยกับเสิ่นหนิงว่า “หนิงเอ๋อร์ มานี่ อยู่ข้างพ่อจะมาทำตัวเหมือนลิงได้อย่างไร! “
เสิ่นหนิงถือโอกาสผละจากมือเสิ่นเจ๋อจิ้ง ยืนห่างออกมาสองก้าว โค้งตัวก้มลงทำความเคารพเสิ่นเจ๋อจิ้ง ว่าตามจริง นางอยู่มาถึงสี่สิบกว่าปีแล้ว ยังต้องแสดงอาการเด็กน้อยไร้เดียงสา ยังต้องลูบคลำมือคนอื่นแบบนี้ เสิ่นหนิงตั้งสติคืนกลับมาแล้วก็รู้สึกเคอะเขิน ถึงแม้คนนั้นเป็นบิดาตัวเอง ก็ยังรู้สึกแปลกพิกลไม่มากก็น้อย
พ่อลูกคุยต่ออีกไม่มากนัก เสิ่นเจ๋อจิ้งก็เตรียมออกจากเหอหมิงเชียน เขายังต้องไปห้องหนังสือจัดหนังสือต่างๆ อีกไม่กี่วัน เขาจะต้องไปรายงานต่อเจ้าหน้าที่คุมสอบขุนนาง ซึ่งบัดนี้ได้เวลาไปเตรียมตัวแล้ว
ดังนั้นเขาจึงบอกเสิ่นอวี๋ซื่อว่า “ข้าจะไปนั่งที่ห้องหนังสือ พวกเจ้าสองแม่ลูกคุยกันสองคนไปแล้วกัน” พูดจบก็เตรียมจะออกไป เสิ่นหนิงเห็นเสิ่นเจ๋อจิ้งกำลังจะออกไป นึกถึงเป้าหมายของตัวเองขึ้นมาได้ว่ายังไม่สำเร็จ จึงรีบแกล้งออดอ้อนบอกความประสงค์ของตัวเอง “ท่านพ่อ หนิงเอ๋อร์อายุไม่น้อยแล้ว ท่านพ่อวันๆ ก็อยู่แต่ในห้องหนังสือ ไม่มีโอกาสได้ปรนนิบัติเลย สู้ให้เสิ่นหนิงไปอยู่เป็นเพื่อนด้วยดีหรือไม่เจ้าค่ะ” เสิ่นหนิงพูดเรื่องเป็นไปไม่ได้ ห้องหนังสือเป็นสถานที่แสนจะสลักสำคัญ จะให้ผู้รับใช้เข้าไปได้อย่างไร ไม่เหมือนเสิ่นหวาซั่น ต้องมีผู้ดูแลที่เชื่อถือได้เป็นเพื่อน เสิ่นเจ๋อจิ้งทำงานหลวงบางครั้งในห้องหนังสือ ดังนั้นผู้ติดตามผู้รับใช้ทั้งหลายห้ามเข้าไปปรนนิบัติในห้องหนังสือ แต่เสิ่นเจ๋อจิ้งก็รู้ ว่านี่ก็เป็นความห่วงหาอาทรที่ลูกสาวมีต่อเขา ยังนึกว่านางพูดเล่น แถมอยู่ในระหว่างคุยเรื่องสัพเพเหระทั่วไป จึงรับปากทันทีว่าได้
“ถ้าเช่นนั้นต่อไปเสิ่นหนิงจะไปเป็นเพื่อนท่านพ่อในห้องหนังสือ ถึงแม้จะเล่นสนุกในห้องหนังสือไม่ได้ แต่ถือว่าเป็นการคลายเหงาให้ท่านพ่อ ให้ท่านพ่อมีเพื่อน นับว่าข้าสวมเสื้อสีเพื่อบันเทิงบุพการี* ได้หรือไม่” เสิ่นหนิงเห็นเป้าหมายบรรลุแล้ว ก็เริ่มแสดงบทบาทสาวน้อยอายุสิบสองอีก ลักษณะออเซาะปะเหลาะแบบนี้ เว้นระยะสักพักก็ต้องแสดงสักครั้ง เสิ่นหนิงรู้สึกค่อนข้างลำบาก คิดว่าต่อๆ ไปต้องทำให้น้อยลง ต้องให้พวกเขาค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพที่แท้จริงของตนเองดีกว่า
เสิ่นเจ๋อจิ้งเดินยิ้มออกไป เสิ่นหนิงยังคงอยู่ที่เหอหมิงเชียน เป็นเพื่อนพูดคุยกับเสิ่นอวี๋ซื่อ เช่นถามพี่สะใภ้ใหญ่อีกไม่กี่วันก็คลอดแล้ว เป็นต้น เสิ่นอวี๋ซื่อเห็นนางคุยเรื่องอื่น ก็ไม่ได้พูดมากเรื่องห้องหนังสืออีก เป็นเช่นนี้ ปล่อยให้เสิ่นหนิงสบช่องได้
จนกระทั่งวันที่สอง เสิ่นเจ๋อจิ้งพบเสิ่นหนิงในห้องหนังสือ พูดไม่ออก เพิ่งรู้ว่าลูกสาวพูดจริง แต่พอเห็นนางยิ้มแย้มทั้งมีความมั่นคง ท่าทางต้องการปรนนิบัติจริงจัง เสิ่นเจ๋อจิ้งแอบทอดถอนใจ
ใช้หนี้ลูกสาวจริงๆ นะ
ห้องหนังสือของเสิ่นเจ๋อจิ้งก็อยู่ภายในเหอหมิงเชียนเช่นกัน แต่อยู่ไกลจากห้องใหญ่มาก ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการความสงบ ไม่ถูกรบกวนได้ง่าย ในห้องหนังสือที่เงียบสงบนี้ เสิ่นเจ๋อจิ้งรู้สึกใจลอย คอยมองเสิ่นหนิงที่นั่งสงบอยู่กับโต๊ะอีกตัวหนึ่ง นางคงมาเป็นเพื่อนเขาจริงๆ ไม่มารบกวนเขา ตัวนางเองหาหนังสืออ่านเงียบๆ เพื่อฆ่าเวลาที่อยู่ในห้องหนังสือ ถ้าเสิ่นเจ๋อจิ้งหยุดลงกลางคัน นางก็จะกุลีกุจอวิ่งมา ชงชายื่นน้ำ ทั้งยังนวดหน้านวดหลังจริงจังเพื่อให้เขาผ่อนคลาย พูดได้ว่าเสิ่นเจ๋อจิ้งเองก็มีความสุขที่ลูกสาวคอยอยู่เป็นเพื่อนแบบนี้ จึงยอมให้เสิ่นหนิงอยู่กับเขาในห้องหนังสือต่อไปได้
“หนิงเอ๋อร์ชอบอ่านหนังสือพวกนี้หรือ” ขณะที่เสิ่นเจ๋อจิ้งพัก หยิบหนังสือที่เสิ่นหนิงอ่าน ส่วนใหญ่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ทั้งฉบับหลวงฉบับราษฎร์หรือแม้แต่ฉบับพงศาวดารก็มี
พอเห็นเสิ่นหนิงพยักหน้า เสิ่นเจ๋อจิ้งถามต่อ “เจ้าอ่านรู้เรื่องหรือ อ่านไหวหรือ” เขาค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้าง รู้มาตลอดว่าลูกสาวคนนี้มักมีความคิดเป็นของตัวเอง เสิ่นอวี๋ซื่อสอนนางมาได้ดีมาก แต่ไม่คิดว่านางจะชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งไม่สนุกพวกนี้ เด็กสาวไม่ใช่ชอบแต่หนังสือพวกเรื่องราวพิสดารหรือวิธีการครองเรือนหรือไร เสิ่นเจ๋อจิ่งรู้สึกสนเท่ห์อยู่บ้าง
“ท่านปู่มักบอกพวกเราว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เจริญปัญญา อีกทั้งสิ่งที่บันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์ก็น่าสนุกมาก ท่านดูหนังสือประวัติศาสตร์เขียนถึงฮ่องเต้ว่า ‘สูงเจ็ดฉื่อ**สามชุ่น*** หนวดเคราคิ้วงาม ปากกว้าง จมูกโด่ง นรลักษณ์รื่อเจี่ยว เป็นชะตาฟ้า’ กระดูกศีรษะโตขนาดนั้น ปากก็กว้างขนาดนั้น น่าเกลียดจริงๆ นี่คือโหวงเฮ้งของฮ่องเต้หรือนี่” เสิ่นหนิงรู้ว่าสิ่งที่บิดาต้องการที่สุดของบิดาในเวลานี้คือหัวเราะ จึงจงใจพูดเช่นนี้
รอจนเสิ่นเจ๋อจิ้งหัวเราะจบ เสิ่นหนิงเริ่มขอความรู้อย่างจริงจัง “ท่านพ่อ จิ่งตี้ฝากฝังนักปราชญ์ไว้กับสนมลี่ ทำไมสนมลี่ถึงได้โกรธแล้วพูดจาไม่บังควร” ถามอีกว่า “สนมลี่รับโทษ ราชวงศ์สมหวัง เรื่องทั้งหมด เป็นเพราะแผนการของราชวงศ์หรือ” หน้าเคร่งขรึม ตั้งใจขอรับความรู้อย่างจริงจัง
เสิ่นเจ๋อจิ้งพอใจกับคำถามของเสิ่นหนิงมาก แผ่ท่าทีเคร่งครัดของบิดาออกมาโดยไม่รู้ตัว เริ่มอธิบายคลายข้อสงสัยให้ลูกสาว พ่อลูกสองคน คนหนึ่งถามคนหนึ่งตอบ คนหนึ่งสงสัยคนหนึ่งอธิบาย เสียงพูดคุยเป็นช่วงๆ ดังขึ้นในห้องหนังสืออันเงียบสงบ คงมีเพียงกลิ่นหอมของน้ำชาที่รู้ว่าเสิ่นหนิงกำลังเริ่มใช้อิทธิพลของตัวเอง ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ นำสิ่งที่เห็นของชาติที่แล้วกับความข้องใจของชาตินี้ ออกมาวางอยู่เบื้องหน้าเสิ่นเจ๋อจิ้ง เบื้องหน้าตระกูลเสิ่นทีละน้อย
ผ่านมาหลายวัน ขณะที่เสิ่นเจ๋อจิ้งเตรียมเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ งานปรนนิบัติของเสิ่นหนิงในห้องหนังสือก็คืบหน้าไปมาก ระหว่างที่อยู่ร่วมกับเสิ่นเจ๋อจิ้งในห้องหนังสือ นางได้รับรู้เรื่องราวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น เรื่องเหล่านี้มีบางสิ่งที่เสิ่นหนิงได้ประสบเมื่อชาติที่แล้ว บางสิ่งที่เสิ่นหนิงไม่เคยรับรู้ แต่เรื่องทั้งหมดกำลังเดินตามร่องรอยเดิมอย่างสมเหตุสมผล มีทั้งการปรากฏและเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีใครสังเกตเห็น เป็นไปตามความตั้งใจของเสิ่นหนิงทุกประการ
เช่นในคืนนี้ ครั้นเห็นเสิ่นเจ๋อจิ้งครุ่นคิดเสร็จแล้วก็เดินมาอยู่ข้างเสิ่นหนิงเพื่อตรวจดูการอ่านหนังสือของนาง นางได้ปล่อยวางความกังวลในอนาคตไว้ก่อน เรื่องสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ จะต้องให้บิดาค่อยๆ คุ้นชินกับการยอมรับความคิดนาง ไม่ใช่เพราะนางอายุน้อยจนคิดว่านางยังไม่เข้าใจเรื่องอะไรเลย ไม่เช่นนั้นแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่นางรู้ในชาติที่แล้วก็จะไม่มีโอกาสเล่าให้เสิ่นเจิ๋อจิ้งฟัง อย่างเช่นวันนี้ นางไม่สามารถบอกเสิ่นเจ๋อจิ้งว่านางรู้เรื่องในอนาคตมากมาย แม้อ้างว่าฝันไป ก็ไม่มีใครเชื่อถือ เรื่องราวแปลกเกินกว่าที่ใครจะเชื่อได้ อาจทำให้บิดามารดาคิดว่านางโดนวิญญาณสิงสู่ ซึ่งสำหรับเสิ่นอวี๋ซื่อแล้ว นับว่าเป็นเรื่องกระทบจิตใจอย่างใหญ่หลวง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เสิ่นหนิงเก็บเงียบไม่ยอมพูดออกมา
“ท่านพ่อ การสอบเลื่อนขั้นคืออะไร” ถึงเวลาถามตอบปัญหาในห้องหนังสืออีกแล้ว เสิ่นหนิงเนื่องจากได้ยินว่าเสิ่นเจ๋อจิ้งกำลังจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ อีกทั้งได้ยินเขาพูดถึงการสอบเลื่อน จึงถามขึ้นมา
“การสอบเลื่อนขั้น ก็คือการปลดพวกไม่ทำงานและให้รางวัลผู้ที่มีผลงานอย่างไรล่ะ....” เสิ่นเจ๋อจิ้งเริ่มให้ความรู้ลูกสาวอีก อธิบายอย่างง่ายๆ เพื่อให้เสิ่นหนิงนึกภาพรวมออก ในระหว่างการสั่งสอน ก็จะได้จัดระบบความคิดตัวเอง เพื่อเข้าใจหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบอย่างถ่องแท้ เรื่องราวที่มาที่ไปต่างๆ เมื่อรับตำแหน่งแล้ว แต่ละเรื่องเป็นเช่นนี้ ต่อไปเสิ่นเจ๋อจิ้งเริ่มสอนเสิ่นหนิงอย่างตั้งใจในห้องหนังสือ ผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดย่อมเป็นเสิ่นหนิงอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ ในคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นมีพ่อลูกคู่หนึ่งเคยจัดให้มีการโต้วาทีกันที่ไหนสักแห่ง มีทั้งคนชื่นชมยินดี และก็มีทั้งคนที่พูดไม่ออก ภายในเรือนไหวอี้ที่ให้ผู้รับใช้ตระกูลเสิ่นพักอาศัย มีเสียงของชายกลางคนพูดด้วยความยินดีปนแปลกใจดังมาจากในห้องพักว่า
“ในที่สุดเจ้าก็ไม่คิดจะเฝ้าประตูหลังแล้วรึ แบบนี้ดีมาก ดีมาก เรื่องนี้ พ่อจะคิดหาวิธีให้เอง”
ที่นี่คือห้องพักของชิวเฟิงผู้ดูแลงานของเสิ่นหวาซั่น ลูกชายที่เคยเกียจคร้านมาให้ตนช่วย อยากย้ายไปปรนนิบัติข้างกายเสิ่นเจ๋อจิ้ง คิดแล้วน่าดีใจยิ่งนัก ชิวเฟิงคิดว่าลูกชายรู้จักกลับตัวกลับใจ รู้จักคิดหาทางก้าวหน้า รู้จักวางแผนเพื่อตัวเองแล้ว เขาไม่โกรธที่ลูกไม่เอาถ่านอีก ดูท่าเมื่อก่อนที่เคยพูดว่าคลอดเนื้อสักก้อนออกมายังดีกว่าคลอดลูกชายเขาคงพูดผิดไปจริงๆ ชิวเฟิงพูดพึมพำกับตัวเอง ดูเหมือนละเมอเพ้อพกอยู่บ้าง
ชิวอู๋มองบิดาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
ถ้าเขารู้ว่านี่เป็นเรื่องที่คนอื่นสั่งให้ข้าทำ จะกลายเป็นบ้าจริงหรือเปล่านะ สงสัยก่อนบ้าจริงคงฆ่าข้าก่อนเป็นแน่
เห็นได้ว่าเรื่องที่ชอบพูดกับตัวเองนี้ก็เป็นกรรมพันธุ์มาถึงเขาด้วย
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เมื่อเสิ่นเจ๋อจิ้งไปรายงานตัวที่กระทรวงขุนนางเพื่อรับดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ ข้างกายก็มีผู้รับใช้เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งนามชิวอู๋ ซึ่งต่อมาเด็กรับใช้คนนี้ขยันขันแข็ง คล่องแคล่วว่องไว มีปฏิภาณไหวพริบดี จึงได้รับความไว้วางใจจากเสิ่นเจ๋อจิ้งอย่างรวดเร็ว
---
* สำนวน “สวมเสื้อสีบันเทิงบุพการี” มาจากเรื่องราวของชายชรา ที่แม้ตนจะแก่แล้ว แต่ก็ยังสวมเสื้อสีสันฉูดฉาด เล่นตลก เล่นละคร เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับบุพการีที่ยังอยู่ จนได้รับการเล่าขาน และยกย่องเป็นหนึ่งในยี่สิบสี่ยอดกตัญญูของชาวจีน
** ฉื่อ หน่วยวัดความยาวของจีน โดย 1 ฉื่อมีค่าเท่ากับ 10 ชุ่น (ประมาณ 1 ฟุต)
*** ชุ่น หน่วยวัดความยาวของจีน คล้ายคลึงกับหน่วยวัด "นิ้ว" ในหน่วยวัดระบบอังกฤษ