หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 006 ตอนที่ 6
ตอนที่ 6 อิทธิพลของร้าน
ผ่านไปอีกหลายวัน เหยียนซางก็ถูกส่งตัวไปอยู่ข้างกายเสิ่นเจ๋อหย่วน ไปฝึกหัดการจัดการธุรการ ฝึกหัดวิธีการทำธุรกิจ ตระกูลเสิ่นมีประสบการณ์สะสมหลายชั่วคน ถึงแม้กิจการส่วนใหญ่ยังอยู่ที่บ้านต้นตระกูลที่หางโจวซึ่งมีเสิ่นเต๋อซั่นคอยดูแลจัดการ แต่เนื่องจากเสิ่นหวาซั่นไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธา ซ้ำตอนนี้ยังมีเสิ่นเจ๋อจิ้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการสอบ รวมทั้งเสิ่นเจ๋อหรูที่ดำรงตำแหน่งในสำนักศึกษาสูงสุด กิจการต่างๆ ในเมืองหลวงนับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ งานหลวงงานราษฎร์ล้วนต้องใช้ผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจ ในทางกลับกัน ขุนนางอย่างพวกเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้ง สามารถคุ้มครองธุรกิจของตระกูลเสิ่น ความจริงนี่คือผลประโยชน์เกื้อหนุน พูดได้ว่าเป็นรากฐานความสำเร็จของตระกูล ดังนั้นตระกูลเสิ่นทุกรุ่นทุกครอบครัว ย่อมต้องมีตัวแทนสักคนคนมาดูแลกิจการเหล่านี้ จะทำอย่างขอไปทีไม่ได้
เสิ่นเจ๋อหย่วนพบว่าเด็กหนุ่มเหยียนซางคนนี้แม้จะเป็นคนที่พี่สะใภ้ใหญ่แนะนำเข้ามา แต่กลับปฏิบัติตนอย่างรู้รุกรู้ถอย ทั้งยังมีพรสวรรค์ด้านการค้าเหนือกว่าคนทั้งปวง จึงพอใจในตัวเขาเป็นอย่างยิ่ง มักจะพาเขาติดตามไปไหนต่อไหนด้วยกัน วางแผนว่าจะปั้นให้เป็นลูกศิษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ เหยียนซางเริ่มต้นได้ก็เพราะเสิ่นอวี๋ซื่อ ต่อมาก็เพราะเสิ่นเจ๋อหย่วน เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งและสนิทสนมกับตระกูลเสิ่นอย่างมากมาโดยตลอด
เสิ่นหนิงรู้อย่างรวดเร็วว่าเหยียนซางติดตามอยู่ข้างกายเสิ่นเจ๋อหย่วน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่เป็นฝีมือมารดา ท่านแม่ ใจกุศลของท่าน จะต้องได้รับผลตอบแทน การกระทำทุกอย่าง ล้วนเป็นผลสืบเนื่อง เสิ่นหนิงเชื่อว่า ด้วยน้ำใจอันดีงามของท่านแม่ ในชาตินี้ สวรรค์คงไม่ให้ตระกูลเสิ่นต้องตกตระกำซ้ำรอยเดิม
วันเวลาผ่านไปตามปกติ วันนี้หลังจากเสิ่นหนิงทักทายเสิ่นอวี๋ซื่อแล้วก็กลับห้องพักตัวเอง ครั้นเห็นว่าในเรือนกำลังมีเสียงอึกทึก แม่นมหลิ่วกำลังพูดอะไรกับชุนซือและเซี่ยฉือ เหล่าสาวใช้ก้มหน้า ไม่ได้พูดอะไร คงมีใครทำผิดอะไรเป็นแน่
แม่นมหลิ่วเห็นเสิ่นหนิงกลับมา จึงเล่าเรื่องให้เสิ่นหนิงฟัง เสิ่นหนิงจึงรู้ว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ที่แท้ระยะนี้เสิ่นหนิงชอบแสงแดดมาก ก็เลยให้คนย้ายสะดึงปักผ้ามาไว้กลางลาน เช่นนี้นางก็ได้รับแดดทั้งยังไม่เสียงานปักเย็บ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ส่วนที่แม่นมหลิ่วโกรธขนาดนี้ ก็เพราะภาพละครยามวสันต์ที่เสิ่นหนิงจวนจะปักแล้วเสร็จถูกนกบริเวณนั้นถ่ายมูลใส่หลายจุด จึงเสียหายไปทั้งแบบนี้ พอไล่ถาม สาวใช้กลับบอกไม่มีใครเห็น ไปทำงานอื่นกันหมด ทำให้ความยากลำบากที่เสิ่นหนิงทำมาหลายวันต้องเสียเปล่า
เสิ่นหนิงได้ฟังจนรู้แจ้งตั้งแต่ต้นจนจบ ก้าวเข้าไปจับมือแม่นมหลิ่วว่า “มามาอย่าโกรธเลย เป็นความผิดของหนิงเอ๋อร์เอง เพราะข้ายืนกรานจะวางสะดึงปักผ้าไว้กลางลานเอง...” แม้ปากพูดเช่นนี้ แต่ก็เตรียมทำสิ่งที่สมควรทำมานานแล้ว พอดีหลายวันมานี้ไม่มีเวลาว่าง ตอนนี้ปลีกตัวมาทำได้แล้ว
ดังนั้นนางจึงลากแม่นมหลิ่วที่เริ่มหายโกรธ เดินเข้าห้องไป บอกชุนซือที่ปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ว่า “เจ้าไปเรียกพวกเซี่ยฉือเข้ามาด้วย ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเจ้า”
พวกเซี่ยฉือเข้ามาหมดแล้ว ทำความเคารพเสิ่นหนิง ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ หน้าตาแลดูหงอยซึม ด้วยเข้าใจว่าเสิ่นหนิงเรียกพวกนางเข้ามาเพื่อจะพูดเรื่องผ้าปักที่เพิ่งถูกทำสกปรก
เสิ่นหนิงให้แม่นมหลิ่วนั่งลง แล้วมองดูสาวใช้ทั้งสี่คน รู้สึกสะท้อนใจ พวกนางล้วนอายุสิบสี่ เริ่มมาอยู่ข้างกายนางตั้งแต่อายุแปดขวบ ปรนนิบัตินาง เป็นเพื่อนนาง เติบโตพร้อมนาง สนับสนุนนาง คุ้มครองนาง เข้าวังพร้อมนาง สุดท้ายก็เป็นเพราะนาง ทำให้ชีวิตต้องสูญสิ้นตั้งแต่อายุยังน้อย
“พวกเจ้าทั้งสี่คน เป็นคนที่ใกล้ชิดข้ามากที่สุด เวลาที่ข้าอยู่กับพวกเจ้า ยังมากกว่าอยู่กับท่านแม่เสียอีก คิดทำทุกอย่างเพื่อข้าเสมอ แม่นมหลิ่วก็ใช่...” เสิ่นหนิงได้ยินเสียงตัวเองพูดดังนี้ แท้จริงแล้วปากยังซื่อตรงกว่าใจคิดเสียอีก
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารู้สึกว่าพักนี้ข้าดูเหมือนจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ความจริงข้าไม่ได้เปลี่ยน ข้ายังเป็นเสิ่นหนิง ข้าเพียงแต่ฝันร้าย ทำให้ข้าอยากทำตัวดีขึ้นเท่านั้นเอง...” นางได้ยินตัวเองพูดเช่นนี้อีกแล้ว ราวกับว่าที่นี่มิใช่เรือนชิงจู๋ แต่กำลังพูดกับกูกูอาวุโสสี่คนในวังคุนหนิงก็ไม่ปาน
ตอนแรกพวกชุนซือเข้าใจว่าจะได้ยินเสิ่นหนิงตำหนิ ไม่ได้คิดว่าเสิ่นหนิงจะพูดแบบนี้ เดิมทีก็แปลกใจ ตอนหลังถึงขนาดสั่นสะเทือน เจ้านายเห็นเราสำคัญมากขนาดนี้ มีใจให้เราขนาดนี้ การปรนนิบัติเจ้านาย เป็นหน้าที่ของพวกนางอยู่แล้วนี่นา ทำไมคุณหนูถึงขนาดบอกว่าพวกนางเป็นคนใกล้ชิดนางมากที่สุด นี่...แม้แต่ชิวเกอที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงของเสิ่นหนิงได้อย่างลึกซึ้งที่สุด ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม่นมหลิ่วเช็ดตาตัวเอง สะท้อนใจอีกครั้งว่าเด็กสาวคนนี้ที่ดื่มนมตัวเองเติบโตขึ้นมาแล้ว
“พวกเจ้าเป็นคนที่ข้าเห็นว่าไว้วางใจได้มากที่สุด ต่อไป ข้าจะมีเรื่องที่สำคัญกว่ามอบหมายให้พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องพยายามเต็มที่ นับจากวันนี้ไป ข้าจะช่วยพวกเจ้าแบ่งเบาภาระหน้าที่...”
เสิ่นหนิงได้สติกลับมา นึกออกแล้วว่าเรียกพวกนางเข้ามาเพราะเรื่องอันใด ใช่แล้ว แบ่งงาน นางได้เป็นชายาองค์รัชทายาทห้าปี เป็นฮองเฮาอยู่สามปี คุ้นเคยกับเรื่องกฎระเบียบการทำงานภายในวังเป็นที่สุด นางแบ่งงานให้พวกนาง ดัดแปลงมาจากสี่กองงานสิบหกหน่วยในวังได้พอดี นี่ก็เพื่อบริหารเรือนชิงจู๋ ป้องกันไม่ให้เกิดกรณีคล้ายผ้าปักครั้งนี้ ที่สำคัญกว่าก็คือ จะต้องฟูมฟักคนทั้งสี่นี้ ฟูมฟักให้พวกนางมีความสามารถด้านหนึ่งด้านใด เสิ่นหนิงต้องการจะสร้างอิทธิพลทั้งในบ้านตระกูลเสิ่น ทั้งในเมืองหลวงขึ้นมาทีละน้อยโดยอาศัยสี่คนนี้
ชุนซือเป็นคนสุขุม อายุมากสุด ให้เป็นจวีเจิ้ง รับผิดชอบการเข้าออกของเอกสารและเงินทองเรือนชิงจู๋ ตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด นี่คือ ซือเจิ้ง (หัวหน้าฝ่ายยุติธรรม)
เซี่ยฉือนิสัยเถรตรง ชอบงานครัวยิ่งนัก ให้เป็นจวีจ้วน รับผิดชอบงานครัว อาหารเครื่องดื่ม หยูกยาของบำรุง สวนไม้ดอกใบหญ้า นี่คือซือจ้วน (หัวหน้าฝ่ายต้นเครื่อง)
ชิวเกอว่องไวปราดเปรียว คนในบ้านล้วนทำงานอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่น ให้เป็นจวีเหยียน รับผิดชอบงานทุกอย่างในเรือนชิงจู๋ที่ไม่เกี่ยวกับแขก แต่รวมถึงเรื่องการติดต่อและออกข้างนอก นี่คือซือเหยียน (หัวหน้าฝ่ายกวดขัน)
ตงฟู่อายุน้อยทั้งยังมีมนุษยสัมพันธ์ดี รับผิดชอบผ้าม่าน ผ้าปูเตียง โต๊ะเขียนหนังสือ พัด รดน้ำปัดกวาด ที่นอน รวมทั้งงานแขก นอกจากนั้นยังรับผิดชอบการข่าวในบ้าน นี่คือซือเจ๋อ (หัวหน้าฝ่ายจิปาถะ)
แม่นมหลิ่ว มีความจงรักภักดีเสิ่นหนิงเป็นที่สุด นับว่าเป็นยายดูแลเรือนชิงจู๋เพียงคนเดียว มีหน้าที่ดูแลสาวใช้ทั้งสี่ เป็นหัวหน้าดูแลทุกอย่างในเรือนชิงจู๋ นี่คือต้าฉางชิว !
เสิ่นหนิงจัดการทุกสิ่งที่อยู่ในใจ ผ่านคำพูดแบ่งหน้าที่แต่ละเรื่องให้สาวใช้ทุกคน แต่ละคนจะนำสาวใช้เด็กและแก่กี่คน มีงานอะไรที่จะต้องลงมือทำ ต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถทำงานในมือให้สำเร็จด้วยดี เหล่านี้ เสิ่นหนิงอาศัยประสบการณ์ตัวเองในเรื่องการดูแลบ้าน บริหารวังที่ทำมาถึงสามสิบกว่าปี เลือกสิ่งที่ทำได้ง่าย อธิบายให้พวกนางฟังเป็นอย่างๆ บางอย่าง อธิบายได้ง่ายดายชำนาญยิ่งกว่าที่เสิ่นอวี๋ซื่อทำเสียอีก ชนิดได้ผลตรงเป้า ทั้งแม่นมหลิ่ว ชุนซือกับพวกฟังจนเหงื่อผุดขึ้นหน้าผาก รู้สึกว่าต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง สิ่งที่ต้องเรียนรู้มีมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งหมดนี้เปรียบดังฟ้าถล่มดินทลาย กระแทกจิตใจภายในของพวกนางอย่างจัง จากนั้นก็ค่อยๆ เติบโต โดยมีพวกนางเป็นตัวนำ คอยรวบรวมผู้มีความสามารถกลุ่มใหญ่ ให้กลายเป็นพลังช่วยเหลือที่ใกล้ชิดที่สุดของเสิ่นหนิง เหล่านี้เป็นเรื่องในภายภาคหน้า
“งานของเรือนชิงจู๋ไม่ได้มากนัก เวลาก็มีเหลือเฟือ ดังนั้นพวกเราค่อยๆ มาทำความคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ การทำงานในเรือนให้ดีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในวันสองวัน พวกเจ้าก็ไม่ต้องวิตกกังวลนัก ขอให้ทำงานของตัวเองให้ดี สำเร็จลุล่วงได้ตามหน้าที่ของตัวเอง ข้าย่อมไม่ตำหนิพวกเจ้า!” ยังไม่ทันให้พวกนางได้ตั้งสติหลังจากจิตใจได้รับความกระทบกระเทือน เสิ่นหนิงก็ใช้คำพูดเหล่าเป็นการสรุป ไม่สนใจว่าพวกนางฟังแล้วจะมีความคิดเช่นไร จากนี้ไป เสิ่นหนิงจะเริ่มบริหารจัดการเรือนชิงจู๋ได้มั่นคงดังถังเหล็ก ไม่มีน้ำรั่วไหลแม้เพียงหยดเดียว
แม่นมหลิ่วกับบรรดาสาวใช้ต่างพากันไปใคร่ครวญงานในหน้าที่ตัวเอง เสิ่นหนิงก็ไม่ได้อยู่เฉย ครุ่นคิดถึงการเดินก้าวต่อไป เรือนชิงจู๋เป็นเพียงก้าวแรก แล้วต่อไปจะต้องทำอย่างไรดี? นางนึกถึงชิวอู๋ลูกผู้พี่ของชิวเกอ ดูจากงานที่นางสั่งชิวอู๋ให้ทำหลายครั้ง คนผู้นี้เฉลียวฉลาดคล่องแคล่ว ทำงานรัดกุมเชื่อถือได้ ความสามารถก็พอมี จากการที่เขาสามารถสืบรู้ถึงเรื่องแม่ลูกที่เสิ่นอวี๋หงเจอได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่เรื่องราวในสถานสำนึกผิด เขาก็มีวิธีสืบรู้ได้ คนที่มีความสามารถพิเศษยอดเยี่ยมขนาดนี้ ทำไมถึงได้มาเฝ้าประตูหลังบ้านตระกูลเสิ่น นางรู้สึกว่าเรื่องนี้ยากจะเข้าใจได้
นางตามชิวเกอมาไต่ถาม ใจคิดว่ามิน่าเล่าถึงเป็นเช่นนี้เอง ที่ชิวอู๋ไปเฝ้าประตูหลังบ้านนั้นเป็นความต้องการของเขาเอง เหตุผลคือ จะได้มองเห็นผู้คนที่เดินไปมาในถนนจิ่งไท่ได้ตลอดเวลา ก็เป็นที่น่าสนุก บิดาเขาเป็นผู้ดูแลงานที่อยู่ข้างตัวเสิ่นหวาซั่น ดังนั้นพ่อบ้านก็ไม่ได้ขัดขวาง ปล่อยให้เขาเฝ้าประตูหลังบ้าน ความจริงต่อให้บิดาเขาไม่ได้เป็นผู้ดูแลงาน ตำแหน่งงานเฝ้าประตูหลังบ้านไม่มีอนาคตและไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย ก็ไม่มีใครจะมาแย่งเขาอยู่แล้ว
เสิ่นหนิงให้ชิวเกอคิดหาวิธีพาชิวอู๋มาพบนางสักครั้ง นับว่าเป็นงานแรกหลังรับตำแหน่งจวีเหยียนของชิวเกอในการติดต่อภายนอก ชิวเกอจัดการได้อย่างรวดเร็ว ถือโอกาสระหว่างทางที่เสิ่นหนิงพานางไปทักทายที่เหอหมิงเชียน ข้างทะเลสาบชุ่ยหู “บังเอิญ” ได้พบชิวอู๋ลูกผู้พี่ชาย เนื่องจากพี่ชายน้องสาวพบหน้ากัน คนอื่นจึงถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ดังนั้นชิวอู๋ก็ทักทายเสิ่นหนิงตามมารยาท ถือโอกาสคุยกับชิวเกอถึงเรื่องทางบ้าน
เสิ่นหนิงพิจารณาชิวอู๋อย่างรวดเร็ว อายุไม่ถึงยี่สิบ หน้าตาเรียบร้อย ดูไม่ออกว่ามีจุดไหนที่ต่างกับเด็กรับใช้คนอื่น ส่วนอีกด้านหนึ่ง ชิวอู๋ก็ลอบพิจารณาเสิ่นหนิงคุณหนูของน้องสาวเช่นกัน พอเปรียบเทียบกับเสิ่นหนิงที่ชิวเกอน้องสาวเคยบรรยายไว้ จะว่าไปก็ช่างประจวบเหมาะพอดีนัก เขากำลังเบื่อแทบแย่ คุณหนูคนนี้ก็ให้ลูกผู้น้องมาเรียกเขาไปทำงาน แถมยังเป็นงานลับๆ ล่อๆ ไม่ให้คนรู้ ทำให้เขาแปลกใจยิ่งนัก ไปๆ มาๆ ก็ทำงานให้ไปแล้วหลายชิ้น
เสิ่นหนิงไม่สนใจที่ชิวอู๋พิจารณานาง ทำได้เพียงอาศัยความเชื่อใจในตัวชิวเกอลองเสี่ยงดวงดู พูดถึงความต้องการของนางทันที “ชิวอู๋ เจ้าทำงานให้ข้า ข้าก็จะไม่เอาเปรียบเจ้า ข้อแรก หาวิธีย้ายจากประตูหลัง มาเป็นคนรับใช้ข้างกายท่านพ่อให้ได้ ข้อสอง หาคนบางคนที่ไว้ใจได้มาเป็นสายสืบ ขอคนอายุน้อย ข้าจะใช้งาน” พูดจบ ก็พาชิวเกอเดินต่อไปทางเหอหมิงเชียน
ชิวอู๋ที่อยู่ข้างหลังมองตามทางที่เสิ่นหนิงจากไปด้วยความงงงัน ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงเชื่อใจเขายิ่งนัก ทั้งยังคุยกับเขาถึงข้อแรกข้อสองอะไรนั่นอย่างไม่มีหัวเรื่องท้ายเรื่อง ซ้ำยังพูดราวกับสมเหตุสมผลมาก เขาเป็นคนรับใช้ตระกูลเสิ่น ไม่ใช่คนรับใช้นางเสียหน่อย! สิ่งที่เขาไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือ ตัวเองก็ยังจะทำตามข้อแรกกับข้อสองที่นางพูดจริงๆ ทั้งยังคิดว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลยิ่ง คราวนี้เขากุมขมับเดินวนวนอยู่ที่เดิม คิดว่าตัวเองท่าจะเสียสติไปแล้วจริงๆ แต่คนนั้นกลับยังเดินทอดน่องอย่างสบายใจเฉิบ
นี่มันเรื่องอะไรกัน ชิวอู๋ท่าจะลำบากแน่ๆ