หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 018 ตอนที่ 18
ตอนที่ 18 ช่องทางหาคู่
กระทั่งถึงต้นเดือนเจ็ด ช่วงพักร้อนของตระกูลเสิ่นก็ผ่านมากว่าครึ่งแล้ว อย่าว่าแต่เสิ่นอวี๋ซื่อกับพวกอี๋เหนียงเลย แม้แต่พวกเด็กหนุ่มที่กระโดดโลดเต้นก็ค่อยๆ สงบลงแล้วเช่นกัน เพราะที่เล่นได้ก็เล่นจนครบแล้ว ระหว่างนั้น ทุกคนยังฉลองวันเกิดให้เสิ่นมี่อีกด้วย เสิ่นอวี๋ซวนกับเสิ่นอวี๋ผิงเริ่มเรียนหนังสือแล้ว เสิ่นอวี๋เล่อก็ตั้งใจศึกษาเรื่องเสี่ยงทาย เสิ่นอวี๋โส่วกับเสิ่นอวี๋อี้ที่ยังเด็กก็ยังอยากเล่น แต่ทุกคนก็อยู่กันอย่างสงบ พวกเขาสองคนเล่นอยู่ได้ไม่กี่วันก็ชักจะเบื่อ ก็เลิก
เสิ่นมี่กับเสิ่นเหยากำลังทำงานของเด็กสาว เช่นเย็บปักถักร้อยวาดภาพเป็นต้น เสิ่นหวั่นที่อายุน้อยสุดหาฟางข้าวมาได้ ก็หัดการจักสานกับฮูหยินสาม ถึงตั๊กแตนสานจะออกมาบิดเบี้ยว ก็ยังดูมีชีวิตชีวา นางถือตั๊กแตนสานบางตัวไปให้เสิ่นอวี๋ซื่อกับเหออี๋เหนียง ครั้นได้รับคำชมจากนางก็ยิ่งตั้งใจ ตอนนี้จึงทำได้ดีขึ้นมากแล้ว
ฝ่ายเสิ่นหนิงก็ไม่ได้ทำอะไร ทุกวันก็นั่งอยู่ด้านหน้าบ้านสวนมองภูเขามองต้นหญ้าไปตามเรื่อง ก็รู้สึกปลอดโปร่ง บ้านพักตระกูลเสิ่นอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ผังบริเวณนี้ด้านหน้าเป็นที่นาส่วนด้านหลังเป็นบ้านสวน มิได้เป็นของตระกูลเสิ่นทั้งหมด ตระกูลเสิ่นนั้นครอบครองพื้นที่ส่วนที่ค่อนข้างใหญ่เท่านั้น ส่วนที่ดินข้างๆ ที่ต่อขยายออกไปล้วนเป็นของคนอื่นทั้งสิ้น
ตระกูลเสิ่นมาพำนักที่นี่เกือบครบเดือนแล้ว ไม่เห็นว่าบ้านสวนข้างเคียงจะมีใครมาหลบร้อนแต่อย่างใด คิดว่าเป็นเพราะพวกเจ้าของคงมีธุระอื่น จึงไม่ต้องให้เสิ่นหยวนไปแจ้งขอพบ อยู่ที่บ้านสวนนี้จึงไม่ต้องออกไปพบปะสมาคมกับใคร
แต่แล้ววันนี้กลับมีขบวนรถม้าผ่านบ้านสวนตระกูลเสิ่น ขับเข้าไปยังบ้านสวนข้างๆ ขบวนนี้มีรถม้าไม่น้อย ดูท่าน่าจะเป็นครอบครัวขุนนางในเมืองหลวงมาหลบร้อน แต่นี่ก็เดือนเจ็ดแล้ว นับว่ามาช้าไปหน่อย เสิ่นหนิงให้เซี่ยสือกับชิวเกอลองไปสืบดูว่าบ้านสวนข้างๆ นี้เป็นของผู้ใด เพราะไม่แน่ว่าอาจจะได้ไปมาหาสู่กัน
พวกชิวเกอยังไม่ทันมารายงาน เสิ่นอวี๋ซื่อก็เรียกพวกเสิ่นหนิงไปพบ เปิดเผยคำตอบเสียเองว่า ที่แท้บ้านสวนด้านข้างเป็นของเฉิงฟางหยวน วันนี้ฮูหยินของเฉิงฟางหยวนพาครอบครัวหลบร้อนมาแล้ว
“พวกเจ้าต้องสงบเสงี่ยมหน่อย ระยะนี้ก็อย่าเที่ยววิ่งไปโน่นนี่ รบกวนคนอื่นเขา” เสิ่นอวี๋ซื่อรีบเตือนพวกลิงทโมนพวกนี้ก่อน ถ้าไม่มีคนอื่น คนกันเองจะทำอย่างไรก็ได้ แต่บ้านสวนด้านข้างมีคนมาอยู่แล้ว ขอให้ระวังไว้หน่อยจะดีกว่า
ทุกคนรับคำ ความจริงไม่ต้องรอเสิ่นอวี๋ซื่อว่า พวกเขาเองพักนี้ก็สงบแล้ว อันที่จริงก็เพราะเล่นจนเบื่อแล้วด้วย
เมื่อได้ยินว่าเป็นครอบครัวของเฉิงฟางหยวน เสิ่นหนิงมองพี่ชายคนรองของตัวเองแล้วยิ้ม ช่างประจวบเหมาะพอดีอะไรเช่นนี้ พอดีจริงๆ เลย!
เช้าวันขึ้น เทียบเชิญขอเข้าพบของตระกูลเฉิงก็มาถึงแล้ว คนมาส่งเทียบเชิญคือคนดูแลบ้านสวนของตระกูลเฉิงกับคนดูแลงานของเฉิงฮูหยิน ดูเป็นงานเป็นการ พวกนางเพิ่งมาถึง พ่อบ้านตระกูลเฉิงก็บอกเฉิงฮูหยินว่าด้านข้างเป็นบ้านสวนของตระกูลเสิ่น และรู้ว่าเสิ่นอวี๋ซื่อกำลังอยู่ในบ้านสวน พอจัดข้าวของเข้าที่เรียบร้อยแล้วจึงส่งเทียบเชิญมา
ไม่ว่าวงศ์ตระกูลหรือตำแหน่งขุนนางก็ดี ตระกูลเสิ่นล้วนอยู่เหนือตระกูลเฉิงทุกอย่าง ดังนั้นถึงแม้ตระกูลเสิ่นจะพักที่นี่ก่อนแล้ว แต่ตระกูลเฉิงยังต้องส่งเทียบเชิญมาก่อน นี่เป็นเรื่องตามธรรมเนียมมารยาท
เสิ่นหยวนกับอวี๋มามารับเทียบเชิญแล้ว ทักทายอย่างถ่อมตนเล็กน้อยว่าสองตระกูลสมควรเป็นมิตรที่ดี ฮูหยินบ้านข้าก็คิดว่ารอให้พวกท่านจัดการเข้าที่ค่อยส่งเทียบเชิญให้ ทั้งยังว่าเสิ่นอวี๋ซื่อพักนี้ก็อยู่ว่างๆ สองตระกูลจึงนัดกัน พรุ่งนี้เฉิงฮูหยินจะพาครอบครัวมาเยี่ยมเยียนเสิ่นอวี๋ซื่อ
พอคนตระกูลเฉิงกลับไป เสิ่นหยวนกับอวี๋มามาก็ไปรายงานเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นอวี๋ซื่อหยุดคิดสักนิดก็สั่งว่า “พรุ่งนี้ให้พวกเด็กผู้ชายอยู่แต่ในห้องห้ามออกมา ตระกูลเสิ่นมีเด็กสาว ให้เด็กผู้หญิงมาอยู่ข้างๆ ข้า จะเสียมารยาทไม่ได้” แล้วสั่งให้เสิ่นหยวนเตรียมอาหารเที่ยง ไม่ต้องทำเอิกเกริก แค่อาหารชาวนาธรรมดา ใช้ของตามสถานที่ตามเวลา นับว่าเป็นการแสดงความจริงใจต่อผู้มาเยือน
รุ่งเช้า เฉิงฮูหยินก็พาสะใภ้กับลูกสาวมาถึง บวกกับผู้ติดตามอีกไม่น้อย สองตระกูลทักทายกัน พูดคุยเล็กน้อยว่า แท้จริงแล้วควรมาทักทายตั้งนานแล้ว บ้านสวนอยู่ติดกันถือเป็นวาสนา แล้วนั่งลงคุยเรื่องจิปาถะ
เฉิงฮูหยินอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นอวี๋ซื่อ หน้าตาอิ่มเอิบ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม แลดูเป็นคนเข้าหาได้ง่าย นางมิได้ลูกดกเหมือนเสิ่นอวี๋ซื่อ มีแค่ลูกชายสองลูกสาวหนึ่ง ลูกสาวฝ่ายอนุภรรยามีหลายคน ลูกชายคนโตแต่งงานแล้ว ยังไม่มีลูก ลูกสะใภ้คนโต คราวนี้พวกนางก็ตามมาหลบร้อนด้วย
พูดจบนางก็เรียกลูกสะใภ้ตัวเองให้มาพบเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นอวี๋ซื่อกล่าวชมว่านางหน้าตางามนัก บอกว่าลูกสะใภ้คนโตตัวเองเพิ่งคลอดลูกไม่นาน คราวนี้จึงไม่ได้มาด้วย มาคราวหน้าจะพามาให้พวกสะใภ้สาวๆ ได้มีเพื่อน
จากนั้นก็ลากเด็กสาวข้างตัวมาคนหนึ่งให้มาทำความเคารพเสิ่นอวี๋ซื่อ นางอายุราวสิบสามสิบสี่ เริ่มโตเป็นสาวแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยกับเสิ่นอวี๋ซื่อว่า “คนนี้เป็นลูกสาว ชื่อเยี่ยนเยี่ยน ข้าก็มีลูกสาวคนนี้คนเดียวนี่แหละ”
เสิ่นอวี๋ซื่อพยักหน้า นางก็มีเสิ่นหนิงเป็นลูกสาวคนเดียวเช่นกัน จึงเข้าใจความรู้สึกของเฉิงฮูหยิน อดไม่ได้ที่จะมองเยี่ยนเยี่ยนมากอีกหน่อย ครั้นเห็นเฉิงเยี่ยนเยี่ยนมีบุคลิกงามสง่า รูปร่างมิได้ผอมสูงเหมือนหญิงสาวคนอื่น แต่กลับค่อนข้างอวบอัด หน้าตาไม่เลว อายุราวสิบสามสิบสี่ มุมปากมีลักยิ้ม ดูแล้วน่าชมชอบยิ่งนัก
เสิ่นอวี๋ซื่อลากเสิ่นหนิงที่อยู่ข้างๆ แนะนำให้เฉิงฮูหยินรู้จัก แล้วแนะนำพวกเสิ่นมี่ สองตระกูลเริ่มพูดคุยกัน พวกเด็กสาวก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องจิปาถะ
“พี่เยี่ยนเยี่ยน ทำไมเพิ่งมาหลบร้อนตอนนี้หรือเจ้าคะ” เสิ่นเหยากล่าวตีสนิท ไม่สนใจว่าเฉิงเยี่ยนเยี่ยนจะรู้สึกอย่างไรรีบชิงถามก่อนทันที แววตายังเต็มไปด้วยความสงสัย
“พี่สะใภ้รอง...” เสิ่นหนิงแทบจะหลุดปากออกไป เด็กสาวตัวกลมที่ยังเยาว์วัยเบื้องหน้านี้ก็คือภรรยาของเสิ่นอวี๋หง นางนึกถึงความพอดีของโลกมนุษย์ ไม่รู้ว่าในชาตินี้ พี่สะใภ้รองของนางจะยังเป็นเด็กสาวคนนี้อยู่หรือไม่
หลังจากออกไปส่งคนตระกูลเฉิงด้วยตัวเองแล้ว ความคิดของเสิ่นอวี๋ซื่อก็เริ่มคลี่คลาย เจ้าสองเสิ่นอวี๋หงก็จวนจะสิบแปดแล้ว ถึงเวลาหมั้นหมายได้แล้ว เสิ่นอวี๋ซื่อเดิมตั้งใจว่ากลับเมืองหลวงแล้วจะไปเยี่ยมเยียนญาติสนิทมิตรสหายเก่าก่อน ดูว่ามีเด็กสาวที่เหมาะสมหรือไม่ ตอนนี้พอได้เห็นเฉิงเยี่ยนเยี่ยนของตระกูลเฉิง นางอาจไม่ต้องลำบากลำบนมากแล้วกระมัง
ในสมองครุ่นคิดถึงเฉิงฟางหยวนกับคนในตระกูลเฉิงคนอื่นๆ จากที่ได้สัมผัสในวันนี้ เฉิงฮูหยินนั้นใจกว้าง รูปร่างอ้วนท้วม คบหาได้ดี ถ้าเช่นนั้นเฉิงฟางหยวนเล่าจะเป็นคนเช่นไร งานมงคลจะสำเร็จได้หรือไม่ ต้องลองปรึกษาเสิ่นเจ๋อจิ้งดูก่อน
เมื่อคิดได้ดังนี้นางก็เขียนจดหมาย สั่งให้เสิ่นหยวนส่งไปยังบ้านตระกูลเสิ่นที่เมืองหลวง พลางบอกเขาว่าไม่ต้องรีบ รอเสิ่นเจ๋อจิ้งตอบจดหมายค่อยกลับมา แล้วจึงค่อยเข้านอน
ทางฟากนั้น หลังจากเสิ่นเจ๋อจิ้งได้รับจดหมายของเสิ่นอวี๋ซื่อก็เริ่มคิด สมองหวนคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับเฉิงฟางหยวน กรมการสอบกระทรวงขุนนางนั้นมีหน้าที่ตรวจสอบประวัติขุนนาง เขาจึงพอรู้จักเฉิงฟางหยวนอยู่บ้าง เฉิงฟางหยวนเป็นจิ้นซื่อ* เมื่อรัชสมัยฉางไท่ปีที่สิบหก เป็นนายอำเภอซินอันเซี่ยนก่อน จากนั้นผ่านประสบการณ์มากมาย แม้เลื่อนตำแหน่งได้ไม่เร็ว แต่ก็ได้เลื่อนเรื่อยๆ ต้นปีนี้เพิ่งได้เป็นซื่อเฉิงศาลต้าหลี่ ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ แต่ก็ไม่มีเรื่องราวอะไร พ่อตาตระกูลเหยียนไม่มีชื่อเสียงนัก คิดว่าตระกูลเหยียนถึงจะไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่ต้องเป็นภาระ อีกทั้งภรรยาเสิ่นอวี๋หง ก็มิใช่ผู้สืบทอดในอนาคต อุปนิสัยสุภาพอ่อนโยนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องอื่นไม่ได้จำเป็นอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ การเกี่ยวดองครั้งนี้ก็น่าจะเป็นไปได้
พอตกค่ำเขาจึงไปทักทายเสิ่นหวาซั่น เล่าเรื่องที่ตัวเองกับเสิ่นอวี๋ซื่อคิดไว้ให้เสิ่นหวาซั่นตัดสิน ดูว่าตัวเองมีอะไรขาดตกบกพร่องไปหรือไม่
เสิ่นหวาซั่นได้ยินคำพูดเสิ่นเจ๋อจิ้งแล้วครุ่นคิดสักพัก ก็ตัดสินว่า “เจ้าพิจารณาได้รอบคอบแล้ว การเกี่ยวดองครานี้น่าจะเกิดขึ้นได้ เจ้าส่งจดหมายไปลองเชิงดู ถ้าทำได้ กลับเมืองหลวงแล้วค่อยส่งแม่สื่อไปคุยเรื่องแต่งงานที่บ้าน” นี่จึงนับว่าเป็นก้าวแรกของจัดการเรื่องแต่งงานให้เสิ่นอวี๋หงแล้ว
เขาค้นในสมองเกี่ยวกับเรื่องเฉิงฟางหยวนอีกสักพัก เสริมท้ายอีกว่า “เฉิงฟางหยวนถึงจะเป็นคนระดับกลางๆ แต่ก็เป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของผู้อำนวยการราชวิทยาลัยเว่ยฟู่หลี่ ทั้งยังเป็นคนบ้านเดียวกับเลขานุการข่งเผิง ได้ยินว่าพวกเขาสนิทสนมกันมาก เจ้าลองคิดดู จิ้นซื่อของรัชสมัยฉางไท่ปีที่สิบหก ไม่ตายก็ถูกปลด เวลานี้เหลืออยู่ในราชสำนักสักกี่คนกัน”
คดีสนามสอบรับสมัยฉางไท่ปีที่สิบหกที่ถูกใส่ความเพิ่งผ่านไปเพียงสิบเก้าปีเท่านั้น ทั้งคู่ยังจำได้อย่างแม่นยำ ปีนั้นทำลายชีวิตของบัณฑิตบุตรขุนนางมากมาย แค่คิดก็ยังแหยง
เสิ่นเจ๋อจิ้งฟังแล้วผงกศีรษะ มิวายรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดยังน้อยเกินไป จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
“เป็นขุนนางราชสำนัก ความจริงแล้วก็เป็นแค่การสร้างเครือข่ายผูกสัมพันธ์เท่านั้น คอยห่วงใยกัน คอยปกป้องกัน ขอเพียงเจ้าเข้าใจถึงห่วงด้ายของความสัมพันธ์ก็ไม่ต้องกลัวแล้ว เจ้าไม่ต้องท้อใจ นี่คือคุณประโยชน์ของเวลา” แล้วปลอบเขาต่ออีกหลายคำ บุตรชายภรรยาเอกคนโตผู้นี้ เป็นคนเป็นขุนนางถือว่าฉลาดปราดเปรียว เพียงแต่อายุยังน้อย ยังต้องฝึกฝนอีกมาก
เสิ่นเจ๋อจิ้งกลับไปห้องหนังสือตัวเอง นำความเห็นตัวเองกับเสิ่นหวาซั่นมารวมกันแล้วเขียนจดหมายให้เสิ่นอวี๋ซื่อว่าให้ทำเรื่องนี้ต่อไปได้ ให้นางลองหยั่งเชิงบ้านตระกูลเฉิงก่อน ส่วนที่เหลือรอกลับเมืองหลวงค่อยว่ากัน แล้วบอกเสิ่นหยวนให้พักก่อน รุ่งขึ้นค่อยกลับบ้านสวน
เสิ่นเจ๋อจิ้งนึกถึงขึ้นได้ว่าเสิ่นหวาซั่นรู้ประวัติขุนนางในเมืองหลวงมากกว่าตัวเองที่เป็นขุนนางกระทรวงขุนนางเสียอีก จึงรู้สึกหดหู่ใจอยู่บ้าง ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดว่า พวกขุนนางในเมืองหลวง ยังไม่รวมขุนนางนอกเมืองหลวงอีกมากมาย จะเบื้องหลังหรือวงศ์ตระกูลของทุกคนล้วนมีเส้นด้ายชนิดนี้ผูกพันความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นใช่หรือไม่ ถึงแม้กระทรวงขุนนางจะมีบันทึกประวัติขุนนางตั้งแต่เริ่มต้นแต่ก็มิได้ละเอียดนัก เช่นเรื่องที่เฉิงฟางหยวนกับเว่ยฟู่หลี่เป็นศิษย์พี่น้องกัน เขาเองก็ไม่รู้
ข้าควรจะหาคนมาจัดการเรื่องเครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านี้ใช่หรือไม่ หรือแม้กระทั่งให้คอยบันทึกเรื่องราวของขุนนางทุกเรื่อง?เสิ่นเจ๋อจิ้งยิ่งคิดยิ่งตกใจในตัวเอง ตรวจสอบขุนนางโดยพลการถือว่าเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง
หน้าผากเริ่มมีเหงื่อผุดออกมา ไม่กล้าคิดต่อไป แต่ความคิดนั้นคล้ายมีแต่ก็คล้ายจะไม่มี วนเวียนอยู่ในสมองเขาตลอด ก่อนจะฝังรากลึกแตกหน่อขึ้นมาทีละน้อย...
---
*จิ้นซื่อ ชื่อเรียกผู้ที่สอบผ่านการสอบบรรจุรับราชการของจีน และได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อรอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ