หนี้รักบัลลังก์แค้น

หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 017 ตอนที่ 17

#17Chapter 017

ตอนที่ 17 หลบร้อนที่บ้านสวน

กลอนกล่าวไว้ว่า “เดือนสี่เข้าฤดูร้อน เดือนหกร้อนจัด” พอถึงเดือนหกตระกูลเสิ่นก็เตรียมตัวออกไปพักร้อนเช่นเดียวกับครอบครัวชาวเมืองหลวงอื่นๆ เมืองหลวงเดือนหก ร้อนจนทนไม่ไหว ยากที่จะทนอาศัยอยู่ได้ ดังนั้น นิสัยออกไปพักตากอากาศของครอบครัวชาวเมืองหลวงจึงมีมานานแล้ว ถึงแม้ฮ่องเต้ไม่ออกไปพักร้อน ก็ไม่กระทบกับธรรมเนียมพักตากอากาศของชาวเมืองหลวง

นับตั้งแต่สมัยฮุ่ยเหอตี้ฮ่องเต้รัชกาลที่แล้ว ราชวงศ์ต้าหย่งก็มิได้สร้างเมืองพักตากอากาศคู่เมืองหลวง ฮุ่ยเหอตี้เคยตรัสว่า “การหลบอึกทึกว่าราชการเป็นการเสียเงินทำให้ราษฎรเดือดร้อน” เมื่อมีตัวอย่างจากฮุ่ยเหอตี้ฮ่องเต้องค์ก่อน อีกทั้งรัชทายาทร่างกายอ่อนแอ หากเสด็จไปไกลจากเมืองหลวงย่อมขาดผู้ว่าราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่ฉางไท่ฮ่องเต้ครองราชย์ ก็ไม่เคยออกไปพักร้อนกัน เมื่อฮ่องเต้ไม่ไป ขุนนางก็ต้องอยู่ กระนั้นจำนวนวันลาพักร้อนกลับมีมากขึ้น

เสิ่นอวี๋ซื่อเอ่ยขึ้น “ในบ้านนอกจากพวกที่ต้องเข้าวังไปว่าราชการ ให้เหลือแค่หัวหน้างานกับเด็กรับใช้และสาวใช้ที่จำเป็นคอยอยู่ปรนนิบัติ ส่วนที่เหลือให้ไปพักร้อนที่บ้านสวนตระกูลเสิ่นที่ชานเมืองหลวง” พอคำนี้ออกมา ผู้ที่ดีใจที่สุดก็เป็นพวกลูกเล็กเด็กแดงทั้งหญิงชาย ได้ไปบ้านสวนตระกูลเสิ่นชานเมืองหลวงทุกปี ที่นั่นเป็นที่ทั้งเหมาะกับการพักร้อนทั้งยังน่าสนุกมาก แม้แต่คนอายุเริ่มมากอย่างเสิ่นอวี๋หงก็ยังพลอยดีอกดีใจไปด้วย

เสิ่นอวี๋ซื่อจัดแจงผู้คนต่างๆ เพิ่มเติม เสิ่นอันซื่อเพิ่งคลอดไม่นาน เสิ่นชิ่งเต๋อยังเด็กเกินไป สองคนนี้ก็อยู่บ้าน เสิ่นหูซื่อก็ขออยู่บ้าน ช่วยเหลือเสิ่นอันซื่อเรื่องงานบ้าน เสิ่นอวี๋ซื่อก็เห็นด้วย สุดท้ายตกลงกันว่า ให้เสิ่นอวี๋ซื่อนำกลุ่ม พาพวกลูกชาย ลูกสาวกับพวกอนุภรรยาของเสิ่นเจ๋อจิ้งกับเสิ่นเจ๋อหย่วนไปที่บ้านสวน จนถึงเทศกาลสารทจีนค่อยกลับ

เมื่อยืนยันข่าวนี้แน่นอนแล้ว ตระกูลเสิ่นก็เริ่มยุ่ง ทั้งตระเตรียมข้าวของ ทั้งสั่งเสียงานการ พวกอยู่เฝ้าก็ต้องคัดเลือกคนที่จะอยู่ด้วย

ณ เรือนชิงจู๋ เสิ่นหนิงกำลังหารือเรื่องที่จะให้ใครอยู่เฝ้า ดูแลบ้านสวนและทำงานจุกจิกต่างๆ แม่นมหลิ่วต้องอยู่เฝ้า นางอายุมากแล้ว ไม่อยากออกไปข้างนอกจึงบอกเสิ่นหนิงแต่เนิ่นๆ แล้ว ส่วนสาวใช้ชุนเซี่ยชิวตงสี่คนจะต้องเหลือไว้หนึ่งคนคอยส่งข่าว เมืองหลวงร้อนจัด ที่บ้านสวนร่มเย็น ทิ้งใครไว้ก็ไม่ดี เสิ่นหนิงจึงลำบากใจอยู๋บ้าง

เห็นดังนี้ ชุนซือจึงยิ้มแล้วว่า “คุณหนูไม่ต้องห่วง พวกเราสี่คนปรึกษากันแล้ว ปีนี้ข้าอยู่เฝ้าดูแลบ้าน ต่อไปก็เรียงตามลำดับ” ชุนซืออธิบายอีกว่า ปีนี้นางอยู่ สาวใช้เล็กในเรือนชิงจู๋จะได้ไม่กล้าขี้เกียจ ถือเป็นการดี

เมื่อเสิ่นหนิงคิดถึงความสุขุมรอบคอบของชุนซือก็วางใจ สั่งให้เซี่ยสือนำของไปแต่พอควร อย่าได้ขนจนเกลี้ยงเรือนชิงจู๋ ที่บ้านสวนก็มีข้าวของเครื่องใช้อยู่แล้ว แต่พอเห็นของที่เก็บมีถึงสามหีบใหญ่ ซึ่งเป็นของใช้ประจำวันจิปาถะที่สุดแล้ว เห็นแค่สามกล่องใหญ่นี้ เสิ่นหนิงก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮุ่ยเหอตี้จึงไม่อยากไปพักร้อนข้างนอกแล้ว แค่คนเดียวยังขนาดนี้ ถ้าเป็นทั้งแคว้นจะมากขนาดไหนกัน

คนอื่นๆ ในตระกูลเสิ่นก็เช่นเดียวกัน คุณชายยังดีหน่อย แต่สัมภาระของพวกคุณหนูกับพวกอนุนั้นมีมากมายเต็มไปหมด ยังดีที่เสิ่นเจ๋อหย่วนกับเหยียนซางได้จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ จำนวนรถม้าก็เพียงพอ ดังนั้น รถขบวนใหญ่ของตระกูลเสิ่น ก็ได้เริ่มออกเดินทางไปยังชานเมืองหลวง

ขณะออกประตูเมืองยังต้องใช้เวลามากพอควร เพราะประตูเมืองแน่นขนัดไปด้วยฝูงชน ขุนนางเมืองหลวงมากมาย ทั้งยังพ่อค้านายทุนที่มีชื่อเสียง ทุกตระกูลมีรถม้าสิบกว่าคันเรียงแถวรอออกจากประตูเมือง ทำให้ต้องเสียเวลา กว่ากลุ่มเสิ่นอวี๋ซื่อจะไปถึงบ้านสวนชานเมืองหลวงก็ใกล้ค่ำแล้ว

ขบวนรถม้ากำลังวิ่งบนทางไปบ้านสวน พวกเสิ่นอวี๋หงกลุ่มเด็กหนุ่ม เคยผ่านการขี่ม้ามา เคยเห็นภาพเรือกบ้านสวนการเกษตร ไร่นาเขียวขจี ด้านข้างแซมด้วยดอกไม้ไม่ทราบชื่อ บางครั้งมีเป็ดป่าตัวสองตัววิ่งผ่านท้องนา ในหมู่บ้านชาวนาบางครั้งเห็นควันกรุ่น ทิวทัศน์ชนบท ทำให้เด็กเหล่านี้ประทับใจ แม้แต่เสิ่นอวี๋ซวงซึ่งปกติหน้าตาเคร่งขรึมยังมีรอยยิ้ม เสิ่นอวี๋ผิงเริ่มหัวสั่นหัวคลอน ท่องกลอนออกมา “ยืนมองผืนหญ้าใบไม้ร่วงตามลำพัง ชาวป่าไถตะวัน...”

ยังไม่ทันไร พี่ชายเขาก็พูดเสียงเย็นชาว่า “เจ้าโง่ นี่มันฤดูร้อน มีผืนหญ้าใบไม้ร่วงเสียที่ไหน คนก็มากมาย เจ้ายืนอยู่คนเดียวได้อย่างไรกัน” เท่านี้เอง ทุกคนที่เหลือก็หัวเราะเฮฮากันออกมา แม้แต่เสิ่นอวี๋ซื่อที่อยู่หน้าสุดก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะดังสนั่นนี้

กลุ่มสาวน้อยเสิ่นหนิงแหวกหน้าต่างชมวิวข้างนอกอยู่ก่อนแล้ว แน่นอนว่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง เด็กสาวเหล่านี้ ทุกวันอยู่แต่หลังเรือนตระกูลเสิ่น กว่าจะได้ออกจากบ้านสักครั้งก็ยากเหลือแสน เห็นอะไรจึงรู้สึกว่าดูน่าสนใจไปเสียหมด เสิ่นหนิงรู้สึกผ่อนคลาย ชาติก่อนนางเคยมาที่บ้านสวน เหตุใดความรู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้จึงจำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นนางกำลังทำอะไรอยู่ ตอนนั้นนางรู้จักซั่งกวนฉางจื้อแล้ว คงมัวแต่คิดถึงเขาแน่นอน ทิวทัศน์ชนบท ความสนุกแบบชาวไร่นา สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่อยู่ในสายตานางแล้ว จึงได้ลืมหมดสิ้น นึกอีกที ชาติที่แล้วมีเรื่องมากมายที่นางพลาดไป ชาตินี้นางจะต้องตามเก็บให้ครบถึงจะถูก

เสิ่นหยวนผู้ดูแลบ้านสวนได้เตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว รอเพียงเสิ่นอวี๋ซื่อมารดากับเหล่าคุณหนูคุณชายมาถึง เมื่อได้ยินเสียงรถม้า เขาและภรรยาตัวเองที่ทุกคนเรียกว่าฮูหยินสาม คอยอยู่หน้าบ้านสวนนานแล้ว

“นายหญิงลำบากแล้ว ข้าน้อยได้เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เชิญนายหญิงล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วค่อยรับประทานอาหารเย็นพร้อมกับคุณหนูคุณชายเจ้าค่ะ” เสียงฮูหยินสามทั้งใกล้ชิดทั้งเคารพ ทำให้เสิ่นอวี๋ซื่อรู้สึกสบายใจ นั่งรถม้ามาครึ่งวัน เสิ่นอวี๋ซื่อก็รู้สึกเพลียแล้ว บอกว่า “ลำบากพวกเจ้าแล้ว” ก็เตรียมตัวเข้าห้องจัดการธุระส่วนตัวสัก ระหว่างนั้นยังกำชับเสิ่นอวี๋หงกับเสิ่นหนิงหลายคำ

เนื่องจากเป็นการพักร้อนที่บ้านพักตากอากาศ ทุกอย่างจึงจัดอย่างง่ายๆ มีห้องพักไม่มากนัก เสิ่นอวี๋ซื่ออยู่ห้องเดี่ยว หลี่อี๋เหนียงกับเหออี๋เหนียงอยู่ด้วยกัน ส่วนเสิ่นหนิง เสิ่นมี่และเสิ่นหวั่น อยู่ห้องเดียวกัน เสิ่นอวี๋หงพี่น้องสี่คนอยู่สองห้อง ครอบครัวเสิ่นเจ๋อหย่วนก็คล้ายกัน เสิ่นหูซื่อไม่ได้มา เสิ่นเจ๋อหย่วนก็มีอนุภรรยาคนเดียว หลี่อี๋เหนียงจึงต้องอยู่ห้องเดี่ยว

ทุกคนกลับห้องไปล้างหน้าล้างตา จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นจึงมารวมตัวกัน ด้วยเพราะคนค่อนข้างมาก จึงแบ่งเป็นสองโต๊ะ อาหารเหมือนกัน ฝั่งนี้เสิ่นอวี๋ซื่อกับพวกอี๋เหนียงอยู่โต๊ะเดียวกัน อีกฝั่งเสิ่นอวี๋หงนำน้องชายน้องสาวรวมสิบสองคนนั่งโต๊ะเดียวกัน เด็กโตเด็กเล็กกำลังอยู่ในวัยสนุกสนาน มีเรื่องคุยได้ไม่หยุดปาก อาหารก็เป็นผักผลไม้สดใหม่ ทุกคนยิ่งรู้สึกน่าสนุก เสิ่นอวี๋โส่วกับเสิ่นอวี๋อี้ที่อายุยังน้อยยิ่งมีเสียงชื่นชมแบบปิดไม่อยู่ แม้แต่เสิ่นหวั่นที่เด็กสุดก็ยังพูดอย่างเป็นงานเป็นการว่าผักหวานมีมากคงลำบากผู้ดูแลแล้ว ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา อาหารมื้อนี้จึงรู้สึกอร่อยเป็นพิเศษ

วันแรกในบ้านสวนของตระกูลเสิ่น ก็จบลงที่อาหารชาวนาอันเลิศรส

วันที่สอง เด็กหนุ่มตื่นขึ้นแต่เช้า วิ่งเล่นกันในท้องนา ไล่ต้อนเป็ดป่า เสิ่นหนิงกลับตื่นสาย อากาศในบ้านสวนอบอุ่นสบาย เหมาะกับการนอนหลับ เสิ่นหนิงเลยรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากลุกขึ้น นางรู้สึกตัวเองจะต้องพักผ่อนเสียบ้าง เกิดใหม่มาสามเดือนกว่าคล้ายกับไม่ได้ทำอะไร วันเวลาก็ผ่านไป ถือโอกาสพักร้อนในบ้านสวน นางจะต้องมานั่งทบทวนสิ่งที่ได้มาและสิ่งที่เสียไปในรอบสามเดือนที่ผ่านมาสักหน่อย โชคดีที่นางยังมีเวลา ค่อยๆ วางแผน ถึงแม้ในใจจะยังมีอุปสรรคขัดข้อง แต่ก็มิได้หวั่นเกรง ทั้งไม่เคยเปลี่ยนแปลงความฝันที่จะทำให้ตระกูลเสิ่นพ้นภัยจากการถูกฆ่าล้างตระกูล

ดังนั้นเสิ่นหนิงจึงสามารถมองดูพี่ชายสองของตัวเองนำกลุ่มพี่น้องวิ่งไปมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ประเดี๋ยวก็ตกกุ้งแม่น้ำ ประเดี๋ยวก็ย่างไก่ป่า บางทีก็ได้ยินเสิ่นอวี๋ผิงขับโคลงกลอน อีกทั้งได้ยินเสิ่นอวี๋เล่อพูดเรื่องทำนายทายทัก กลับโดนเสิ่นเหยาเอ็ดอย่างไม่ไว้หน้า พลอยทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาไร้สาระไปด้วย พากันหัวเราะครืน

บ้านพักบันดาลสุข ในใจกลับนิ่งสงบ

จนล่วงเข้ายามโพล้เพล้ ทุกคนเล่นสนุกกันจนเหนื่อย ต่างคนต่างลากม้านั่งไม้ไผ่เล็กๆ และเก้าอี้หวายที่สามารถนั่งได้มา พี่น้องสิบกว่าคนล้อมวงคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน

“พูดถึงทิวทัศน์ แน่นอนว่าบ้านต้นตระกูลเราที่เจียงหนานหางโจวนั้นเยี่ยมที่สุด ทำบุญสามชาติได้อยู่เจียโถว ทำบุญเจ็ดชาติได้อยู่หางโจว วาจานี้ไม่ผิดก็จริง แต่ข้ากลับรู้สึกว่ากลิ่นหอมของดอกเหมยที่หนานหลิ่งมีความหมายลึกซึ้งที่สุดในความรู้สึกของข้า...” กลุ่มพี่น้องกำลังวิจารณ์ถึงความแตกต่างของทิวทัศน์ชนบทที่นี่กับเมืองหลวง แล้วพูดถึงความแตกต่างของทัศนียภาพของเมืองหลวงกับเจียงหนาน หางโจว จู่ๆ เสิ่นอวี๋หงก็โพล่งวาจานี้ออกมาเบาๆ

ปีที่แล้ว เขาเคยตามเสิ่นเจ๋อหย่วนอารองไปหลิ่งหนานเยี่ยมเสิ่นเจ๋อเกาอาสาม เป็นการเดินทางไกลสุดครั้งแรก และก็เป็นการไปสถานที่เสี่ยงอันตรายเป็นครั้งแรก เลยมีความรู้สึกฝังใจ ไม่รู้ทำไม ในบ้านนาที่เงียบสงบนี้ เขาถึงเกิดความรู้สึกอยากเล่าเรื่องต่อหน้าน้องๆ ที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างขึ้นมา

“หน้าผาแดงสูงชัน งามสดใสเหมือนตะวันแดง...บันไดสวรรค์ที่ทอดตัวลงมา ข้ารู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่กลางเมฆ...ตอนนั้นข้ารู้สึกสะท้านไปทั้งตัว โดยเฉพาะ ข้าอยู่บนยอดเขาหนานหลิ่ง พบดอกเหมยหลายกิ่งกำลังผลิบานอยู่บนบันไดเมฆา! ดอกอาจดูบางตาก็จริง แต่มันก็บานจริงๆ ทั้งยังส่งกลิ่นหอมสดชื่นหาใดเปรียบ...ข้าไม่เคยได้กลิ่นหอมขนาดนี้จากที่ไหนมาก่อนเลย...” เสียงเสิ่นอวี๋หงทุ้มต่ำเล็กน้อย ค่อยๆ บรรยาย บรรดาน้องชายน้องสาวต่างฟังจนนิ่งอึ้งไปหมด พยายามนึกภาพหนานหลิ่งเวลานั้นตามที่เสิ่นอวี๋หงบรรยายไว้ บรรยากาศเงียบสงบอย่างเหลือเชื่อ

“ความจริง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ที่สำคัญคือ ต้องหนาวจัดดอกเหมยจึงจะหอม เป็นคนก็เช่นกัน ถึงแม้ต้องทนหนาวเหน็บทุกย่างก้าว ยากเย็นสาหัสกว่าจะก้าวได้ ก็ต้องจำไว้ว่าทุกๆ ก้าวล้วนมีความสุข...สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ข้าอยากบอกพวกเจ้า! ” เสิ่นอวี๋หงค่อนข้างจริงจัง ความจริงเขาก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมจึงอยากพูดเรื่องนี้ อาจจะเพราะบ้านสวนนี้ว่างจนเกินไป หรืออาจเพราะพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน เขาก็บอกไม่ถูก

พวกเราทุกคนล้วนเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิต โดนผลกระทบจากชะตาฟ้าดินสรรค์สร้าง หรือซาบซึ้งความสง่างามเหนือมนุษย์ หรือตื่นเต้นความกว้างใหญ่เหลือคณา ชื่นชมภูเขาสูงดอกเหมยเหมันต์ส่งกลิ่นหอม ความสะเทือนใจจากต้นไม้ใบหญ้าเล็กๆ ตีนเขา แม้เพียงน้ำค้างหยดเดียวที่เหือดหาย หรือดอกไม้ดอกเดียวที่เหี่ยวเฉา ก็สามารถให้คนหวนคิดถึงได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริงแล้วนี่คือความหวงแหนและความเคารพต่อชีวิต ในความหวงแหนและความเคารพต่อชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่านี้ จะหล่อหลอมคนให้เป็นคนครั้งแล้วครั้งเล่า...

ที่กล่าวกันว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่มเดินทางหมื่นลี้ พิจารณาจากเหตุ ก็เพื่อไปสู่จุดสูงสุดนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า...

ถึงแม้ต้องทนหนาวเหน็บทุกย่างก้าว ยากเย็นสาหัสกว่าจะก้าวได้ ก็ต้องจำไว้ว่าทุกๆ ก้าวล้วนมีความสุข... เสิ่นหนิงท่องคำนี้ของเสิ่นอวี๋หงอย่างเงียบๆ ยิ่งรู้สึกถึงความสงบนิ่งในใจ สามเดือนที่ผ่านมา นางจำแม่นยำถึงความแค้นที่ถูกฆ่าล้างตระกูล หลังเกิดใหม่ พ่อแม่รักใคร่ พี่ชายปกป้อง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มีความสุขสูงสุดในชีวิต เป็นแบบนี้ใช่หรือไม่หนอ

ในเมื่อไม่ลืมอดีต ก็ต้องจดจำปัจจุบัน เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่เสิ่นหนิงคิด รู้สึกตัวเองเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นอีกแล้ว แต่ยังคลุมเครือไม่ชัด ไม่แน่ว่า นี่สิจึงจะเป็นความหมายที่แท้จริงของการมาพักร้อนที่บ้านสวนครั้งนี้

devc-fa6710b8-35213หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 017 ตอนที่ 17